18 หน่วยงานจับมือสร้าง ‘โรงเรียนปลอดภัย’ เปิดระบบ EduSafe School ช่วยเหลือเด็ก 24 ชั่วโมง รับมือปัญหายาเสพติด สุขภาพจิต และภัยออนไลน์

18 หน่วยงานจับมือสร้าง ‘โรงเรียนปลอดภัย’ เปิดระบบ EduSafe School ช่วยเหลือเด็ก 24 ชั่วโมง รับมือปัญหายาเสพติด สุขภาพจิต และภัยออนไลน์

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา เพื่อบูรณาการความร่วมมือสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ปลอดภัยรอบด้าน รองรับความท้าทายใหม่ของเด็กและเยาวชนไทย ทั้งปัญหายาเสพติด สุขภาพจิต ความรุนแรง ภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมเปิดตัวระบบ “EduSafe School” ยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พิธีลงนามจัดขึ้นโดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ในการนี้ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วย ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. และ นางสาวกนิษฐา คุณาวิศรุต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาหลักประกันโอกาสทางการศึกษา กสศ. เข้าร่วมในพิธี

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่าง 13 กระทรวง 5 องค์กรหลัก และภาคีเครือข่ายรวม 44 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เด็กนักเรียนสามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข 

พร้อมเปิดตัวระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยสามารถเชื่อมต่อกับ Google Earth ให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ และส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” เพื่อทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย ในการดูแลช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ผ่านระบบ One Stop Service แบบครบวงจร

สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ มุ่งสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

ภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานต่าง ๆ จะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน

ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม

ส่วนกระทรวงคมนาคม จะสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน ส่วนกระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน

ขณะที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านกลไกการช่วยเหลือที่เชื่อมโยงทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ และการคุ้มครองทางสังคมอย่างรอบด้าน

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการยกระดับ “ความปลอดภัยในโรงเรียน” จากการดูแลเฉพาะภายในสถานศึกษา ไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองเด็กแบบรอบด้าน ที่เชื่อมโยงทั้งการศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ ความปลอดภัยไซเบอร์ และพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพได้อย่างปลอดภัยและเสมอภาคในทุกมิติ