ศูนย์การเรียนที่เป็น ‘บ้าน’ ของทุกคน : ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ ที่สอนทั้งวิชาการและจิตใจภายใต้หลักศรัทธา

ศูนย์การเรียนที่เป็น ‘บ้าน’ ของทุกคน : ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ ที่สอนทั้งวิชาการและจิตใจภายใต้หลักศรัทธา

“ในห้องมีแค่หนูคนเดียวที่เป็นมุสลิม”

‘ตรองปัญญ์ กุลทอง’ หรือ ‘ซารีนา’ ในวัย 16 ปี เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้เธอได้ไปเรียนในโรงเรียนทั่วไป และพบว่าทั้งโรงเรียนมีแค่เธอที่เป็นเด็กมุสลิมคนเดียว

ความแตกต่างทำให้เธอโดดเด่น แต่ซารีนากลับไม่ได้รู้สึกพิเศษขึ้น น่าจะเป็นความรู้สึกไม่เข้าพวกเสียมากกว่า ซารีนามองว่าเธอไม่สามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่สักที

‘ข้าวไข่เจียว’ คือเมนูเดียวที่เธอกินได้ตอนมื้อเที่ยง เพราะที่โรงเรียนไม่มีอาหารฮาลาลให้ทาน หลายครั้งที่แม่ต้องเตรียมข้าวเที่ยงไปให้ ไม่เช่นนั้นซารีนาก็ได้กินแค่ข้าวไข่เจียวทุกวี่ทุกวัน

เพื่อนๆ ไม่มีใครที่เข้าใจว่าอิสลามเป็นอย่างไร ซารีนาเล่าว่าบางทีก็โดนเพื่อนล้อเพราะนับถือศาสนาอิสลาม บางคนล้อเลียนกิจกรรมทางศาสนาอย่างการละหมาดของซารีนา เธอเล่าว่าการที่เป็นเด็กมุสลิมคนเดียวในห้องที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ทำให้เธอรู้สึกกลัว จนเริ่มมีความรู้สึกว่าโรงเรียนไม่ใช่ที่ของเธออีกต่อไปแล้ว

‘ซารีนา’ ตรองปัญญ์ กุลทอง

“แม้แต่ครูเองก็ไม่ได้ห้ามเด็ก ครูยังบอกน้องอีกว่า ถ้าอยากเป็นแฟนกับเขาก็ไปเปลี่ยนศาสนาสิ”

‘ดุษฎี พันธะกิจ’ แม่ของน้องเล่าให้ฟังว่า แทนที่ครูจะปกป้องนักเรียน กลับเห็นเรื่องการล้อเลียนแบบนี้เป็นเรื่องตลก แถมยังมองให้เป็นเรื่องเชิงชู้สาว ซึ่งในมุมของแม่มองว่า แบบนี้ไม่ปลอดภัยต่อลูกสาวของตัวเอง

ความรู้สึกไม่ปลอดภัยทำให้ซารีนามีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ แม่ตัดสินใจพาไปหาจิตแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา เพราะนอกจากซารีนาเองที่เจอปัญหาจากที่โรงเรียน แม่เล่าว่าตัวเองก็มีปัญหาเรื่องธุรกิจเช่นกัน ซึ่งฝั่งจิตแพทย์ก็บอกว่าน้องไม่ได้อยู่ภาวะอันตรายอะไร

ในเมื่อสภาพแวดล้อมในโรงเรียนทั่วไปทำให้น้องรู้สึกไม่ปลอดภัย แม่จึงพยายามมองหาทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกับน้องมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญต้องเป็นพื้นที่ที่ให้ความเคารพกับศาสนาที่น้องศรัทธา จนแม่มาเจอ ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ ดำเนินการภายใต้โครงการยกระดับพื้นที่ปลอดภัยสู่การเรียนรู้ตามบริบทของผู้เรียน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ดุษฎี พันธะกิจ

ก่อนรู้จักเรียน ต้องรู้จัก ‘ตัวเอง’ ด้วย

ดุษฎีรู้จัก ศูนย์การเรียนทางเลือกแห่งทางนำ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ‘สมาคมศูนย์การเรียนและบ้านเรียนไทยมุสลิม’ จากการค้นคว้าในอินเทอร์เน็ต เมื่อสำรวจแล้วว่าที่นี่น่าจะเหมาะกับซารีนาทั้งในแง่การเรียนและความเชื่อ เธอจึงไม่ลังเลที่จะมาที่นี่

สถานศึกษาแห่งนี้อยู่ในรูปแบบของศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่ซอยเลียบวารี 85 แสนแสบ มีนบุรี กทม. ที่นี่เป็นทางเลือกให้กับเด็กๆ ที่รู้สึกว่าการเรียนในระบบทั่วไปไม่ได้ตอบโจทย์เพราะที่นี่ก็สามารถให้วุฒิการศึกษาได้เช่นกัน

เขตสายไหมคือที่พักอาศัยของแม่และน้อง ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางมาถึงสถาบันแห่งนี้พอสมควร ถึงอย่างนั้น ทั้งสองคนก็ยังตั้งใจมาเรียนรู้ที่ศูนย์การเรียนฯ

แม่และซารีนาจะมาที่ศูนย์การเรียนฯ ในวันศุกร์ของทุกอาทิตย์ แรกเริ่มซารีนาจะได้รู้จักตัวเองผ่าน ‘โมเดล 6 ด้าน’ ก่อน ซึ่งเป็นเครื่องมือการศึกษาที่สมาคมศูนย์การเรียนฯ คิดค้นมาเพื่อให้เด็กรู้จักตัวเองก่อนที่จะวางแผนการเรียน เพื่อให้ไม่หลงทาง และเรียนไปตามที่ตัวเองชอบจริงๆ

เด็กๆ ที่ได้ทำโมเดล 6 ด้าน จะได้ลองค้นหาตัวเองผ่านกระบวนการที่อยู่ในนี้ ทั้งการจัดลำดับอาชีพ ดูว่า

อาชีพที่ทำสอดคล้องวิถีชีวิต หรือบริบทของตัวเองมากหรือน้อยแค่ไหน ทั้งในแง่รายได้ สถานที่ที่ทำงาน ลักษณการทำงาน สุขภาพ สติปัญญา การสนับสนุนในการเรียนรู้ เป็นต้น นอกจากนี้ระหว่างการทำโมเดล 6 ด้าน จะมีทั้งครูและเพื่อนๆ ที่คอยให้คำแนะนำว่าเราควรปรับตัว หรือเพิ่มเติมทักษะด้านไหน เพราะอาชีพบนโลกนี้มีความหลากหลายมาก เด็กๆ ควรจะได้รู้ว่าตัวเองยังมีตัวเลือกอีกเยอะกว่าที่คิด

หลังจากทดลองทำโมเดล 6 ด้าน ซารีนาเล่าว่าอาชีพที่อยู่ในอันดับ 1 ของเธอคือนักจิตวิทยา อันดับ 2 คือ พยาบาล และอันดับ 3 คือ ครูสอนภาษาอังกฤษ

ซารีนาเล่าว่าเธอเป็นคนที่ชื่นชอบวิชาภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ส่วนวิชาที่ไม่ชอบเลยคือวิชานาฏศิลป์ เพราะตัวเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกด้วย

“เพราะว่านักจิตวิทยาเป็นอาชีพที่หนูชอบ หนูอยากเข้าใจคน คุณแม่ก็สนับสนุนด้วย”

หลังจากที่รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร ทั้งครูและแม่ช่วยกันวางแผนเส้นทางการเรียนว่าควรเน้นเรื่องไหนบ้าง วิชาหลักๆ ที่ต้องเตรียมตัวคือฟิสิกส์ คณิตศาตร์ เคมี และภาษาอังกฤษ ซึ่งซารีนามีพื้นฐานวิชาภาษาอังกฤษที่ดีอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องเตรียมตัวหนักเท่ากับ 3 วิชาแรก

จากตอนแรกที่ดรอปเรียนจากโรงเรียนเดิมไว้ตอนชั้น ม.2 แม่ตัดสินใจให้น้องออกจากโรงเรียนแล้วมาเรียนด้วยตัวเองตามแผนที่ศูนย์การเรียนฯ ร่วมกันวางไว้ ทุกวันซารีนาจะตื่นขึ้นมาตอนเช้า จัดการตัวเองเสร็จก็ไปละหมาด แล้วเริ่มเรียนตามคอร์สออนไลน์อิสระที่ตัวเองลงเรียนไว้ตามแต่ละวิชา วันศุกร์ค่อยมาเรียนที่สมาคมศูนย์การเรียนฯ ร่วมกับเพื่อนๆ คนอื่น

‘เสริมสิริ มั่นตะพงษ์’ หรือ ‘ครูเสริม’ ครูประจำศูนย์การเรียนฯ ย้ำว่า เด็กที่นี่จะได้ใช้เวลาเรียนไปกับสิ่งที่ต้องใช้อย่างเต็มที่ ครูเชื่อว่าจริงๆ แล้วการเรียนไม่จำเป็นต้องยืดยาวเสมอไป อย่างวิชานาฏศิลป์ที่ซารีนาไม่ต้องใช้ในการยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ไม่ต้องเรียน แต่ถ้าหากวันไหนเธอรู้สึกชอบและอยากเรียนขึ้นมา ก็ค่อยกลับไปเรียนได้

‘ครูเสริม’ เสริมสิริ มั่นตะพงษ์

“หนูคิดว่าตัวเองกล้าแสดงออกขึ้น” ซารีนาบอก

ที่สมาคมศูนย์การเรียนฯ มีตั้งแต่สอนวิชาทั่วไป สอนการเรียนรู้ทางศาสนา และพาไปทำกิจกรรมเข้าค่ายกับเพื่อนในชั้น ซาลีบอกว่าพอได้เจอคนเยอะขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ครูจัดให้ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองกล้าแสดงออกมากขึ้น

อยู่ที่นี่ซารีนาได้เป็นตัวเองมากขึ้น เพราะที่แน่ๆ เธอจะไม่ถูกกีดกันเรื่องศาสนา ครูเสริมบอกว่าจริงๆ แล้วที่นี่รับเด็กทุกศาสนา แต่เพราะเด็กมุสลิมเข้ามาเรียนเยอะ ก็เลยดูเป็นกลุ่มเรียนของเด็กๆ มุสลิมมากกว่า

นอกจากการเรียนแล้วซารีนากับแม่ก็ได้เรียนเรื่องศาสนาให้เข้าใจมากขึ้นไปด้วย เพราะนี่เองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการเรียนและการใช้ชีวิต

ทักษะชีวิตที่ไม่ได้มีแค่วิชาการ

เพราะได้มาอยู่ในชุมชนที่มีคนมุสลิมเหมือนกัน ทำให้ซารีนาซึมซับวิถีชีวิตแบบชาวมุสลิมได้ง่ายขึ้น ก่อนหน้านี้ทั้งเธอและแม่ไม่ได้ใส่ฮิญาบเป็นประจำ หลังจากเข้ามาที่ศูนย์การเรียนฯ ก็ใส่เป็นประจำ นอกจากนี้ซารีนาจะได้เรียนภาษาต่างประเทศอย่างภาษาอาหรับ เพื่อใช้สำหรับอ่านอัลกุรอานไปด้วย

“ตอนแรกหนูก็คิดว่าทำไมต้องใส่ มีคำถามเยอะมากเลย แต่พอมาที่นี่ปุ๊บ เขาตอบคำถาม หนูก็เริ่มเข้าใจ ก็เลยอยากจะใส่แล้ว”

ซารีนากล่าว ที่นี่ไม่ได้ใช้การบังคับให้ใส่ แต่พูดให้เข้าใจว่าทำไมถึงควรใส่ผ้าคลุม การทำแบบนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจวิถีตามศาสนามากขึ้น ดีกว่าบังคับให้ทำแต่ไม่ให้เหตุผล

แม่เล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาทั้งเธอและลูกนับถือศาสนาอิสลามก็จริง แต่ไม่ได้มีความเข้าใจวิธีปฏิบัติและหลักคำสอนของศาสนาอย่างลึกซึ้ง บางอย่างก็รู้แค่ในเรื่องที่เป็นภาพจำของคนมุสลิม เช่น รู้แค่ว่าห้ามกินและสัมผัสหมู แต่ไม่รู้ว่าอาหารฮาลาลต้องมีกระบวนการอื่นๆ ร่วมด้วย

“แม่แทบไม่มีความรู้ในเรื่องศาสนาอิสลามเลย ถ้ามีก็มีแบบงูๆ ปลาๆ ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากแล้วก็ปฏิบัติไม่ค่อยได้ ส่วนเรื่องอ่านคัมภีร์สำคัญและจำเป็นมากสำหรับมุสลิมทุกคน แต่แม่ยังอ่านไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะเอาความรู้ที่ไหนไปสอนลูก” แม่กล่าว

แม่บอกว่าความเข้าใจเรื่องศาสนาของเธอไม่ใช่แค่ศูนย์ แต่เป็นติดลบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกเลย ระหว่างที่ส่งซารีนามาเรียน แม่เองก็จะฝึกอ่านภาษาอาหรับสำหรับไว้อ่านอัลกุรอานไปด้วย บางทีซารีนาก็จะมาฝึกอ่านด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะฝึกอ่านช้ากว่าคนอื่น แต่แม่มองว่าก็ยังดีที่ได้ฝึก ดีกว่าที่ไม่ได้อะไรเลย

‘สติ’ เป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้ครั้งนี้ด้วย ในศาสนาอิสลามจะมีการสอนให้ ‘ดุอาอฺ’ หมายถึง การขอพรจากอัลลอฮ์ ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง ขอให้ประทานพรตามที่เราปรารถนา ทั้งแม่และซารีนามองว่าวิธีนี้คือหนึ่งในวิธีการเรียกสติตัวเอง ไม่ว่ากำลังจะทำอะไรอยู่ก็ตาม ช่วยให้คิดให้ถี่ถ้วนขึ้น ละเอียดกับเรื่องตรงหน้ามากขึ้น

“อย่างเวลาขับรถ เราก็ขอดุอาอ์ด้วย มันจะทำให้เรามีสติเพิ่มมากขึ้น หรือก่อนกินก็ขอดุอาอ์ ขอให้คุ้มครองทั้งตอนที่เรากินอาหาร ให้อาหารนี้มันเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา” แม่กล่าว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ การมีที่พึ่งพิงทางใจก็สามารถแบ่งเบาความกังวลในปัญหาชีวิตไปได้บ้าง สำหรับซารีนาอย่างน้อยการมีศรัทธาก็ช่วยให้เธอเรียนรู้ที่จะมีสมาธิได้มากขึ้น ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนที่ติดแม่มากๆ แต่การเข้ามาเรียนรู้ที่ศูนย์การเรียนฯ ช่วยทำให้ฝึกฝนการใช้ชีวิตและการตัดสินใจด้วยตัวเอง 

ส่วนสำหรับแม่ แม่เล่าว่าตัวเองเคยเจอสถานการณ์ในชีวิตที่ผิดหวังมาก่อน การได้เรียนรู้ศาสนาครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น

“วันหนึ่งพอแม่เจอปัญหาที่มันหนักมาก จนกระทั่งแม่รู้สึกว่าคนทั่วไปไม่สามารถรักษาเราได้ อย่างน้อยมีพระเจ้าที่จะฟังคำวิงวอนจากเรา แม่ก็เลยอยากจะให้น้องเขามีตรงนี้เหมือนที่แม่มี”

ไม่จับมือทำ แต่ช่วยเป็น ‘โค้ช’

ครูเสริมมองว่าทั้งแม่และครูเองต้องทำตัวให้เหมือนโค้ช ไม่ต้องทำแทนน้องเสียทั้งหมด ไม่ต้องป้อนให้ทุกอย่าง ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเขาและปล่อยให้ลงมือทำเอง เรียกได้ว่าดูห่างๆ อย่างห่วงๆ

“ครูจะไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของน้องและแม่ ครูจะอยู่แบบครูแบบนี้ แม่เองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่สู้แทนลูกทุกอย่าง ตอนนี้เขาปล่อยวาง ปล่อยน้องโตเอง”

แต่ทั้งนี้การจะปล่อยให้เด็กโตด้วยตัวเองได้ ต้องมาจากการร่วมมือของผู้ปกครองด้วย ถ้าผู้ปกครองไม่ปล่อยลูกเลย เด็กก็จะเติบโตด้วยการพึ่งพาพ่อแม่อย่างเดียว 

นอกจากเรียนแล้ว บางทีซารีนายังทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษให้กับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนอีกด้วย ครูเสริมบอกว่านอกจากเป็นการฝึกให้น้องเข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้นจากการสอน กิจกรรมแบบนี้มีส่วนช่วยให้ซารีนาปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้มากขึ้น ที่สำคัญคือครูเสริมมองว่าการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกฝนเอาไว้

“ดังนั้นผู้ศรัทธาจะไม่คิดว่าตัวเองเก่ง ลักษณะของคนเก่งต้องช่วยเหลือคนอื่นได้ จะเก่งก็ต้องอยู่กับดินได้”

เราลองถามซารีนาว่า หากชมตัวเองได้ 1 อย่าง จะพูดว่าอะไร คำตอบของเธอคือ “เก่งแล้ว” ที่ผ่านมาเธอเจอกับระบบการศึกษาที่ไม่ตรงกับตัวเองสักเท่าไหร่ อดทนจนมาถึงตอนนี้ได้ ก็ถือว่าเก่งแล้วอย่างที่ว่าไว้

เป้าหมายของซารีนาตอนนี้คือการเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ตามที่หวังไว้ เส้นทางการเรียนของเธอมีทั้งแม่และครูจากสมาคมศูนย์การเรียนฯ คอยสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีกำลังใจจากศรัทธาตามศาสนาที่ซารีนาเคารพ ช่วยให้เธอมีที่พึ่งทางใจในแต่ละวันได้มากขึ้น