ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มีมติรับทราบรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งสะท้อนการยกระดับการทำงานจาก “ความร่วมมือเชิงโครงการ” ไปสู่ “การสร้างระบบนิเวศแห่งความเสมอภาค” ที่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส เข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ได้เต็มตามศักยภาพ
การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 และแผนกลยุทธ์ 3 ปี ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568–2570) ที่มุ่งใช้ “พลังข้อมูล” และ “ความร่วมมือ” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ รายงานประจำปี 2568 ของ กสศ. สะท้อนผลการดำเนินงานสำคัญ 7 ภารกิจ ดังนี้

1. พัฒนาระบบหลักประกันความเสมอภาคทางการศึกษา
กสศ. บูรณาการความร่วมมือกับ 6 หน่วยงานต้นสังกัด ขับเคลื่อนระบบหลักประกันความเสมอภาคทางการศึกษาผ่าน 3 มาตรการสำคัญ โดยเครือข่ายครูกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ ร่วมคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.39 ล้านคน ให้ได้รับ “ทุนเสมอภาค” เพื่อลดอุปสรรคในการมาเรียน ส่งผลให้อัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาสูงถึงร้อยละ 97.08 พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพจิตผ่านระบบ HERO OBEC CARE ครอบคลุมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายกว่า 3.6 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ส่องทางทุน” ที่รวบรวมทุนการศึกษา 481 ประเภท เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางการศึกษาในช่วงรอยต่อสำคัญของชีวิต และส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 22 จังหวัด ให้ร่วมบริหารจัดการงบประมาณและติดตามการส่งต่อเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ
2. สร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อก้าวข้ามความยากจนข้ามรุ่น
กสศ. ดำเนินทุนการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ 4 ประเภทหลัก รวมสะสมกว่า 16,000 ทุน เพื่อเปลี่ยนชีวิตเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดย “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” สร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 1.93 เท่า และผู้สำเร็จการศึกษากว่าร้อยละ 85 สามารถมีงานทำหรือศึกษาต่อ พร้อมมีรายได้สูงกว่าผู้ปกครอง 4–5 เท่า
“ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” สร้างบัณฑิตอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง ระดับปริญญาตรี-โท-เอก และส่งต่อสู่เส้นทางวิชาชีพครู 12 คน ในสถานศึกษาอาชีวศึกษา 11 แห่งทั่วประเทศ
ขณะที่ “ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น” แก้ปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล มีอัตราการคงอยู่ในระบบของครูสูงถึงร้อยละ 99.8 และเตรียมยกระดับเป็นมาตรการระดับชาติ ส่วน “ทุน ODOS” ได้เฟ้นหานักเรียนช้างเผือกด้าน STEM รวม 4,800 ทุน ผ่านระบบดูแลรายบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนากำลังคนคุณภาพสำหรับอนาคตประเทศ

3. พัฒนาตัวแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout กสศ. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและข้อจำกัดของผู้เรียน ผ่านแนวทางสำคัญ เช่น “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” “โรงเรียนมือถือ (Mobile School)” ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 และแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานได้
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับหน่วยจัดการเรียนรู้ 670 แห่งใน 71 จังหวัด ให้เป็น “ต้นแบบนิเวศการเรียนรู้เชิงพื้นที่” ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางทั้งแรงงานนอกระบบ ผู้พิการ เยาวชนนอกระบบ และเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม โดยเปลี่ยนชุมชนให้เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับโอกาสทางเศรษฐกิจสมัยใหม่
4. พัฒนาครูและสถานศึกษาเพื่อเชื่อมโยงโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
กสศ. ขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teachers Schools Quality Movement: TSQM) ผ่านกลไกจังหวัด เครือข่าย และการแก้โจทย์เร่งด่วนเชิงประเด็น ควบคู่กับการสนับสนุนโรงเรียนกว่า 3,000 แห่ง ใช้ระบบ Q-Info เพื่อชี้เป้าความช่วยเหลือรายบุคคลอย่างแม่นยำและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม และเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (PMCA) เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและต่อเนื่องในพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศ

5. การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อโอกาสใหม่ของเด็กและเยาวชน
กสศ. วางรากฐาน “การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่” (Area-Based Education: ABE) มาตั้งแต่ปี 2562 และขยายผลสู่ระดับชาติผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่มี 11 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่งทั่วประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการค้นหาและช่วยเหลือเด็กในระดับฐานราก
ผลจากการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภาคเรียนที่ 1/2568 ลดลงร้อยละ 31.50 เมื่อเทียบกับปี 2567 เหลือ 603,095 คน และสามารถพาเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว่า 3.3 แสนคน
6. พัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
กสศ. ใช้ “องค์ความรู้เชิงประจักษ์” (Evidence-Based Knowledge) เป็นฐานในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยผลการประเมินพบว่า “ทุนเสมอภาค” ช่วยลดอัตราการขาดเรียน และเพิ่มวันมาเรียนได้ 7–12 วันต่อภาคเรียน พร้อมพัฒนา AI Dropout Prediction Model เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงเด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ยังร่วมกับ OECD พัฒนาแพลตฟอร์ม Thai PILA (Platform for Innovative Learning Assessment in Thailand) เพื่อเปลี่ยนระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ปลายทาง สู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และขับเคลื่อนนวัตกรรมการเงินร่วมกับเครือข่าย AVPN สิงคโปร์ เพื่อพัฒนากลไกระดมทุนแบบจ่ายตามผลลัพธ์ (Outcome-Based Contract) สำหรับเยาวชนกลุ่มเปราะบาง และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษา

7. สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ
ในปี 2568 กสศ. ยกระดับความร่วมมือจาก “ผู้บริจาค” สู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ทั้งกับหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ การร่วมมือกับ KFC Thailand และ Sea (ประเทศไทย) เพื่อพัฒนารูปแบบ Learn to Earn รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบกว่า 2,600 คน และการฟื้นฟูการเรียนรู้หลังอุทกภัยผ่าน Mobile School โครงการธนาคารโอกาส และโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง
ในระดับนานาชาติ กสศ. ยังได้ยกระดับความร่วมมือด้านงานวิจัยการศึกษาบนเวทีโลก ผ่านการเป็นภาคีสมาชิก World Education Research Association (WERA) นำไปสู่การเตรียมจัดตั้งสมาคมวิจัยด้านการศึกษาแห่งประเทศไทย (Thailand Education Research Association: THERA) และผลักดัน 5 เมืองของไทยเข้าสู่เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO (GNLC) และต่อยอดโครงการ Adult Skills Assessment in Thailand ร่วมกับธนาคารโลกในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง พะเยา และปัตตานี เพื่อยกระดับทักษะและความพร้อมของประชากรวัยแรงงานสู่มาตรฐานสากล
อ่านรายละเอียดรายงานประจำปี 2568 กสศ. “ฝ่าวิกฤตทุนมนุษย์ ด้วยพลังข้อมูลและความร่วมมือ” ได้ที่ เว็บไซต์ กสศ.