กสศ. จับมือ กระทรวง พม. เชื่อมฐานข้อมูล ‘Thailand Zero Dropout – พม.Smart’ ยกระดับสู่ระบบ ‘พม. CARE’ ประสานกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

กสศ. จับมือ กระทรวง พม. เชื่อมฐานข้อมูล ‘Thailand Zero Dropout – พม.Smart’ ยกระดับสู่ระบบ ‘พม. CARE’ ประสานกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

กสศ. จับมือ กระทรวง พม. ขยายผลนวัตกรรมดิจิทัล เชื่อมฐานข้อมูล ‘Thailand Zero Dropout และ พม.Smart’ ยกระดับสู่ระบบ ‘พม. CARE’ เชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มเป้าหมาย กสศ. ถึงการคัดกรองเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือที่แม่นยำยิ่งขึ้น 

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ ฯ – กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัว ‘โครงการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อประชาชน: สื่อสารและสร้างการรับรู้ ระบบ พม. CARE’ พร้อมประกาศทิศทางนโยบายเรื่องการใช้เทคโนโลยีคัดกรองและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ที่ทั้งรวดเร็วแม่นยำและโปร่งใส โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานในพิธี ระบุว่า การขับเคลื่อนระบบ พม. CARE ครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการฐานข้อมูลดิจิทัล ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของทุกหน่วยงานซึ่งทำงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพื่อประโยชน์ต่อมิติการทำงาน โดยเฉพาะการลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน และเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

โดย ‘พม. CARE’ เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบสิทธิ์ ซึ่งจะแชร์ฐานข้อมูลกับระบบคัดกรองและระบบช่วยเหลือ ที่มุ่งเป้าไปยังครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษในความดูแลของ กสศ. เพื่อป้องกันปัญหาการรับสิทธิ์สวัสดิการซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสให้เงินช่วยเหลือส่งถึงผู้ต้องการความช่วยเหลือตรงตามสถานการณ์ ทั้งยังช่วยจำแนกข้อมูลกลุ่มเปราะบางอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้หน่วยงานเกี่ยวข้องสามารถ ‘ค้นพบกลุ่มเด็กตกหล่น’ และพบตัวเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาได้เร็วขึ้น เพื่อนำเข้าสู่กลไกรับทุนอุดหนุน หรือเข้าถึงสวัสดิการที่เหมาะสมได้ทันท่วงที และในโอกาสนี้ กระทรวง พม. ยังได้ชี้แจงถึงวิธีการใช้งานของระบบ พม. CARE เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำไปปรับใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างไร้รอยต่อ

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า แพลตฟอร์ม ‘พม. CARE’ คือตัวแบบการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก ที่คณะทำงานใช้ติดตามกลุ่มเป้าหมายได้ต่อเนื่อง สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวง พม. และ กสศ. เพื่อร่วมดูแลเด็กเยาวชนกลุ่มเป้าหมายอย่างครบวงจร 

ทั้งนี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา กสศ. และ กระทรวง พม. ได้บูรณาการงานเชิงรุก เพื่อช่วยเหลือดูแลเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษา ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลระบบ พม.Smart กับฐานข้อมูล Thailand Zero Dropout โดย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทีม ONE HOME ร่วมด้วยคณะทำงานในพื้นที่ จะสามารถค้นหาติดตามและวางแผนดูแลนักเรียนอย่างครอบคลุมทุกมิติ และในระยะถัดไป กสศ. ยังเตรียมผลักดันระบบ พม. CARE ให้เป็นช่องทางสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการกลับเข้าสู่การเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามศักยภาพ โดย กสศ. พร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับเครือข่ายวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในระดับพื้นที่และภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านการศึกษา สิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการติดตามประเมินผลต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในภารกิจลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

“พม. CARE จะเป็นนวัตกรรมช่วยในการเยี่ยมบ้านนักเรียน ที่เจ้าหน้าที่สามารถทำผ่านระบบดิจิทัล เช่น Video Call หรือภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความปลอดภัย ในการเข้าถึงนักเรียนพื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกัน พม. CARE ยังเป็นเครื่องมือปลดล็อคให้เด็กเยาวชนเข้าถึงสวัสดิการศึกษาได้สะดวกขึ้น ผ่านแอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งพร้อมรองรับคำร้องและยืนยันตัวตนทางระบบดิจิทัลได้ทันที”

ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ. และ กระทรวง พม. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือตั้งแต่ปี 2566 เพื่อพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เข้าไม่ถึงโอกาส โดยมีเป้าหมายคือสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสิทธิทางสังคม ก่อนความร่วมมือดังกล่าวจะนำสู่การพัฒนานวัตกรรมและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่องด้วย 3 ระบบสำคัญ ได้แก่

‘ESS Help Me’ ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินทางสังคมผ่าน LINE Official Account ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง พม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ กสศ. เพื่อให้ประชาชนแชร์พิกัดจุดเกิดเหตุ และติดตามการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐได้รวดเร็วและแม่นยำ

‘พม. Smart’ ระบบสำหรับเจ้าหน้าที่ พม. และเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในการบันทึกข้อมูล ติดตาม และบริหารจัดการความช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อความช่วยเหลือ

‘พม. CARE’ ระบบ e-Service ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ พม.Smart และ MSO-Logbook ของกระทรวง พม. เพื่อให้ประชาชนขอรับความช่วยเหลือและสวัสดิการได้โดยตรง พร้อมติดตามสถานะได้ทันที โดย พม. CARE จะครอบคลุมการขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท คือ เงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน, เงินอุดหนุนเด็กเยาวชนจากครอบครัวยากจน, เงินอุดหนุนครอบครัว, เงินสงเคราะห์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ, เงินอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และเงินอุดหนุนผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก

ด้าน นายกันตพงศ์  รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ได้ประกาศใช้ ‘ระเบียบว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม พ.ศ. 2569’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือประชาชน โดยมีเนื้อหาสำคัญที่เชื่อมโยงสนับสนุนการดำเนินงานของ กสศ. ในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เยาวชน และครอบครัวผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นระบบผ่านฐานข้อมูลดิจิทัล และร่วมกับ กสศ. ยกระดับกระบวนการคัดกรอง ผ่านระบบ MSO-LOGBOOK และ พม. Smart ซึ่งจะสะดวกต่อการสืบค้นข้อมูลและพิจารณาความช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษของ กสศ. เป็นรายกรณี และทำให้การส่งต่อความช่วยเหลือแม่นยำยิ่งขึ้น

นายกันตพงศ์  รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม.

“พม. CARE จะเป็นช่องทางช่วยเหลือผู้ปกครองของนักเรียนในความดูแลของ กสศ. ให้เข้าถึงสวัสดิการและเงินอุดหนุนโดยไม่ต้องเดินทาง สามารถทำผ่านออฟไลน์โดยแจ้งเรื่องผ่าน อพม. หรือกลไกท้องถิ่น ทั้งมีระเบียบระบุว่า ‘สามารถพิจารณาช่วยเหลือได้มากกว่าหนึ่งสิทธิสำหรับหนึ่งครอบครัว’ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ซึ่งหมายถึงครอบครัวเด็กที่ได้รับทุนจาก กสศ. จะยังมีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวจาก พม. เพิ่มเติมได้ พร้อมการกำกับดูแลระบบแยกสิทธิ์และรายงานการเบิกจ่ายที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส และเพิ่มความมั่นใจว่างบประมาณจากรัฐ จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการจริง ๆ”