เวทีเสวนา “ALL FOR EDUCATION ร่วมลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและอนาคตทุนมนุษย์ไทย” เผยทางรอดประเทศในยุคสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีดิสรัปชัน ชี้ชัดการลงทุนในคนคือ “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่หน้าที่รัฐฝ่ายเดียว
เวทีเสวนาครั้งนี้เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากภาคตลาดทุน ภาคธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาศักยภาพคนไทย โดยมีคุณวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
เปลี่ยน “CSR” เป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต”
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สะท้อนมุมมองว่า ในยุคที่จำนวนคนวัยทำงานลดลง การลงทุนเพื่อพัฒนาคนไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR แต่เป็นความยั่งยืน (Sustainability) ที่ธุรกิจจะได้บุคลากรคุณภาพรองรับการเติบโต โดย ตลท. ได้ริเริ่มโครงการส่งต่อโอกาสผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อ e-Learning ไปยังโรงเรียนขาดแคลน
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการเพียงส่งมอบอุปกรณ์ แต่ต้องการส่งมอบ “โอกาสในการเรียนรู้” เพราะคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาการเรียนรู้พร้อมใช้งานจะเกิดประโยชน์มากกว่าการส่งเครื่องเปล่าๆ ไปให้โรงเรียน พร้อมทั้งเชิญชวนบริษัทจดทะเบียนและองค์กรต่างๆ ร่วมบริจาคอุปกรณ์ โดยตั้งเป้ารวบรวม 5,000 เครื่องภายใน 5 ปี ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการได้เกินครึ่งของเป้าหมายภายในเวลาเพียงปีเดียว

“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนคนวัยทำงานที่เข้ามาทดแทนลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ และเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาคนและศักยภาพของบุคลากรในอนาคต ปัจจุบันเรามีบริษัทจดทะเบียนกว่า 800 แห่ง มีพนักงานรวมกันเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็เผชิญความท้าทายเช่นเดียวกัน เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีผู้บริหารและพนักงานจำนวนมากทยอยเกษียณ จึงต้องเตรียมคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน หลายคนอาจตีความคำว่า Sustainability ว่าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง ความยั่งยืนหมายถึงทรัพยากรมนุษย์ด้วย หากเราไม่ลงทุนพัฒนาคนตั้งแต่วันนี้ ก็จะไม่สามารถสร้างกำลังคนที่พร้อมรับอนาคตได้ การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการทำ CSR แต่เป็นการสร้าง Win-Win ที่ธุรกิจได้บุคลากรที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันประเทศก็ได้ทรัพยากรมนุษย์ที่เข้มแข็งและพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต”
“ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสำคัญกับประเด็น ESG และความยั่งยืนมากขึ้น หากมีตัวชี้วัดที่สะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมว่าบริษัทลงทุนในการพัฒนาและยกระดับทุนมนุษย์มากน้อยเพียงใด นักลงทุนก็พร้อมให้คุณค่ากับเรื่องนี้ ซึ่งจะกลายเป็นอีกแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจหันมาลงทุนพัฒนาคนมากขึ้น”
แนะใช้ Big Data แก้ปัญหา Skill Mismatch
นายกิตติ สุขุตมตันติ กรรมการสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันผู้เรียนจบระดับอุดมศึกษาที่มีโอกาสได้ทำงานตรงสายมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น พร้อมเสนอทางออกเชิงรุกว่าควรนำ “Big Data” จากสำนักงานประกันสังคมมาประมวลผล เพื่อให้เห็นความต้องการแรงงานที่แท้จริง และนำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักเรียนก่อนเลือกสาขาเรียน เพื่อลดความสูญเปล่าของทรัพยากรและงบประมาณประเทศ
“ปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาไทย คือ การที่ผู้เรียนจำนวนมากไม่ได้ประกอบอาชีพตรงกับสาขาที่เรียนมา ทำให้ทั้งเวลา งบประมาณ และทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตกำลังคนสูญเปล่า จากประสบการณ์พบว่าผู้ที่เรียนจบแล้วได้ทำงานตรงกับสายวิชาชีพที่เรียนมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น ผมเลยตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะทำอย่างไรให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรือเกิด Matching ระหว่างอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของกำลังคนได้จริง

“ผมอยากเสนอว่าหน่วยงานที่มีศักยภาพในการทำเรื่องนี้คือสำนักงานประกันสังคม เพราะปัจจุบันสถานประกอบการทุกแห่งต้องส่งข้อมูลการจ้างงานให้ประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว หากปรับแบบรายงานเพียงเล็กน้อย โดยเพิ่มข้อมูล เช่นปัจจุบันองค์กรมีพนักงานในแต่ละตำแหน่งจำนวนเท่าใด เดือนหรือปีถัดไปต้องการรับเพิ่มอีกกี่คน ต้องการบุคลากรในสาขาใดบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถรวบรวมเป็น Big Data ที่สะท้อนความต้องการกำลังคนของประเทศได้อย่างชัดเจน จากนั้นก็ไปยังนักเรียนและนักศึกษา เพื่อให้เห็นว่าสาขาใดกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกเรียนได้อย่างเหมาะสม ถ้าเด็กได้รับข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ก่อนเลือกเรียน เขาก็จะเลือกเรียนในสาขาที่ตลาดต้องการ เมื่อเรียนจบก็มีโอกาสได้ทำงานตรงกับสายอาชีพมากขึ้น เกิดการ Matching ระหว่างความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับระบบการศึกษา”
ชูโมเดลความร่วมมือ “ระดับจังหวัด” ตอบโจทย์พื้นที่
ด้าน นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ย้ำว่าการศึกษาคือเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ภาคเอกชนสามารถเริ่มได้ทันทีผ่านโมเดลการร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดและ กสศ. เพื่อสำรวจความต้องการแรงงานในพื้นที่จริง แล้วจับคู่กับสถานศึกษาให้ผลิตบัณฑิตที่พร้อมทำงานได้ทันที (Work-Integrated Education) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและสามารถขยายผลต่อยอดได้ทั่วประเทศ
““ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่มี Quick Win เพราะเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ หากมองเรื่อง Skill Mismatch ที่หลายคนบอกว่าเด็กจบปริญญาแล้วทำงานไม่ได้ จริง ๆ แล้วปัญหาอาจไม่ได้เริ่มที่มหาวิทยาลัย แต่เริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิด การวิเคราะห์ การสื่อสาร หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นการแก้ปัญหาการศึกษาจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วเห็นผลในทันที ผมขอเปรียบเทียบกับฟุตบอลโลก หากวันนี้มีใครบอกว่า “ปีหน้าประเทศไทยต้องผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก” ผมเชื่อว่าไม่มีใครทำได้ เพราะการสร้างนักกีฬาที่มีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ต้องใช้เวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การศึกษาก็เช่นเดียวกัน

“สำหรับหอการค้าไทย เราทำงานด้านการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่การร่วมออกแบบหลักสูตร (By Design)ซึ่งต้องขอบคุณภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในหลายเวที เช่น คณะอนุกรรมการด้านการผลิตบัณฑิต ที่เชิญหอการค้าเข้าไปร่วมให้ข้อมูลว่าภาคธุรกิจต้องการกำลังคนแบบใด เราเชิญบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Smart Farming และสาขาใหม่ ๆ มาร่วมให้ข้อมูลกับภาครัฐว่าวันนี้ตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบไหน แน่นอนว่าเราไม่สามารถตอบได้ว่าอีก 3 ปีข้างหน้าความต้องการจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่เราสามารถสะท้อนความต้องการของ “วันนี้” เพื่อให้การผลิตบัณฑิตสอดคล้องกับตลาดแรงงานมากที่สุด
“หลังจากร่วมออกแบบหลักสูตรแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน สิ่งที่เราพูดมาตลอดคือ เด็กที่เรียนระดับอุดมศึกษาตลอด 4 ปี ควรจบออกมาแล้วสามารถทำงานได้ทันที ตัวอย่างที่สำคัญคือโครงการ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ซึ่งไม่ใช่การฝึกงานแบบเดิม แนวคิดคือมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนร่วมกันออกแบบหลักสูตรตั้งแต่ต้น กำหนดว่าบัณฑิตในแต่ละสาขาควรมีทักษะอะไร จากนั้นนักศึกษาจะออกไปทำงานจริงในบริษัทเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ได้ใช้เครื่องมือจริง เจอปัญหาจริง และทำงานร่วมกับคนจริง ซึ่งตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ”
“อีกโครงการที่อยากพูดถึงคือ โมเดลพัฒนากำลังคนสายอาชีพระดับจังหวัด ซึ่งหอการค้าไทยดำเนินการร่วมกับ กสศ. มาเป็นปีที่สอง จุดเริ่มต้นมาจากการที่ กสศ. มีทุนการศึกษา แต่อยากให้ทุนเหล่านั้นตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง ไม่ใช่เพียงช่วยเด็กยากจนให้ได้เรียนต่อ แต่ต้องทำให้เด็กเรียนในสาขาที่จบแล้วมีงานทำ เราจึงทำงานร่วมกับหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ โดยปีแรกเริ่มใน 3 จังหวัด และปีนี้ขยายเพิ่มอีก 4 จังหวัด แนวทางคือหอการค้าแต่ละจังหวัดเป็นผู้สำรวจความต้องการของภาคธุรกิจในพื้นที่ แล้วนำข้อมูลไปจับคู่กับสถานศึกษาในจังหวัดหรือจังหวัดใกล้เคียงที่สามารถเปิดการเรียนการสอนในสาขานั้นได้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดภูเก็ต ภาคธุรกิจระบุชัดว่าต้องการช่างซ่อมบำรุงเรือยอชต์ เราจึงร่วมกับสถานศึกษาเปิดหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการนั้น ผมมองว่าโมเดลนี้เป็น Win-Win และแม้ปัจจุบันจะเริ่มจากเพียง 7 จังหวัด และมีผู้ได้รับทุน 146 คน แต่เสียงตอบรับจากจังหวัดต่าง ๆ ดีมาก ทุกจังหวัดอยากให้มีโครงการลักษณะนี้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด และสามารถขยายผลต่อได้ในอนาคต”
คุณภาพคนคือหัวใจเศรษฐกิจ
ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสริมว่า ในยามที่ประเทศไทยประสบปัญหาอัตราการเกิดต่ำและจำนวนแรงงานหดตัว สิ่งที่จะชดเชยได้ไม่ใช่ “จำนวน” แต่คือ “คุณภาพ” โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์และการอยู่ร่วมกับ AI ซึ่งจะต้องมีการวางรากฐานการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อไม่ให้ความยากจนส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

“ทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพ สิ่งสำคัญคือแรงงานคุณภาพ เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงและจำนวนแรงงานที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่จะชดเชยจำนวนคนที่ลดลงได้จึงไม่ใช่จำนวน แต่คือคุณภาพของคน ยิ่งมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก หรือยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประเทศก็ยิ่งสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน เพราะการทำงานร่วมกับ AI ไม่ใช่เพียงการสั่ง Prompt แต่ต้องอาศัยทักษะการคิด การวิเคราะห์ และความสามารถในการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก”
นอกจากนี้ ดร.ดอนย้ำว่า การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างทุนมนุษย์ ขณะเดียวกันความไม่เสมอภาคทางการศึกษาก็เป็นวงจรที่ทำให้ความยากจนส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้ว การศึกษาเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้ จึงอยากเห็นทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนและควรเป็นวาระแห่งชาติในสร้างโอกาสทางการศึกษา เพื่อพัฒนาคนและยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว
บทสรุป: แนวทางสู่ความเปลี่ยนแปลง (Game Changer)
เหล่าวิทยากรในเวทีนี้ยังได้ฝากข้อเสนอแนะถึงภาครัฐว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่จำเป็นต้องรอโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่ช่วยลดภาระผู้ปกครองและส่งเสริมโอกาสให้เด็ก เช่น การแยกแบบฝึกหัดออกจากหนังสือเรียนเพื่อการใช้ซ้ำ, การปรับระเบียบการแต่งกายที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือการ “ลดขั้นตอนความยุ่งยาก” ในการทำงานร่วมกัน เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนที่มีความตั้งใจจริง สามารถเข้ามาร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนการศึกษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ เวทีเสวนาสรุปภาพรวมว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ คือการที่ทุกภาคส่วนต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอคอยนโยบาย ไปสู่การ “ลงมือทำในสิ่งที่ควบคุมได้” และประสานพลังกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กไทยทุกคนในระยะยาว
