เวทีเสวนาเชิงนโยบายระดับชาติ “จากงบประมาณรายปีสู่การลงทุนในทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน” ระดมสมองตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติและผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหาทางออกให้การศึกษาไทยก้าวข้ามข้อจำกัดด้านงบประมาณและนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง มุ่งเป้าพลิกโฉมจาก “รายจ่าย” เป็น “การลงทุน” เพื่อสร้างอนาคตประเทศอย่างยั่งยืน
ในเวทีเสวนาครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันวิเคราะห์โจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทย ท่ามกลางวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เปิดโรดแมป “ปฏิรูปการศึกษา” เสนอ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ยึดหลักความยั่งยืนเหนือตัวบุคคล
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันถึงโรดแมปการปฏิรูป 5 ด้าน และเป้าหมายสำคัญคือการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้เป็นธรรมนูญหลักของการศึกษาที่จะต้องยึดถือร่วมกัน เพื่อลดปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายตามตัวบุคคล
““การแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการศึกษาไทย สิ่งสำคัญที่ต้องยอมรับประการแรกคือ ปัญหาในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนนโยบายที่ดี แต่เกิดจากการที่นโยบายที่ดีไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องจนตลอดรอดฝั่ง ประเทศจึงจำเป็นต้องแยกความต่อเนื่องของนโยบายออกจากความต่อเนื่องของตัวบุคคลให้ได้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายหลักไว้ 5 ประการ ประกอบด้วย 1.การลดภาระงานครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน 2.การปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำเป็นรูปแบบที่อิงตามความต้องการจริง (Need-Based) 3.การยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก 4.การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา5.การผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ”

“ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายให้มีความยั่งยืนสามารถแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรก คือ ระดับข้อมูล ที่ต้องมีความชัดเจนและหนักแน่นเพื่อใช้เป็นหลักอ้างอิงในการใช้ดุลพินิจพิจารณานโยบายต่าง ๆ ระดับที่สอง คือ ระดับกลไก การยกระดับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับโลกความเป็นจริง โดยอิงตามสมรรถนะและมาตรฐานสากล เพื่อไม่ให้นโยบายผูกติดอยู่กับผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะและการจ้างงานได้ ระดับที่สาม เป็นระดับที่มีความสำคัญที่สุด คือ ระดับกฎหมาย ด้วยการผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เพื่อเป็นธรรมนูญหลักของการศึกษาให้ยึดถือร่วมกัน ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม”
ท่ามกลางความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษา ดร.ธีราภา ได้เปิดเผยถึงความท้าทายสำคัญภายในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานครั้งใหญ่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ดังนี้
“ความท้าทายในการทำงานภายในกระทรวงศึกษาธิการ ประการแรกคือ รูปแบบการทำงานในระบบไซโล (Silo) หรือลักษณะต่างคนต่างทำโดยขาดการบูรณาการร่วมกัน จำเป็นต้องมุ่งสลายโครงสร้างนั้นด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการภายในกระทรวงเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ซึ่งแม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน แต่จำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นรูปธรรม”
“ประการต่อมาคือ ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10–20 ปีของหลากหลายหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด หรือหน่วยงานไหนที่จะต้องแก้ปัญหา จะต้องปักหมุดไปตรงนั้น ประการสุดท้ายคือ แนวทางการขับเคลื่อนให้ข้าราชการก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วและกรอบเวลา (Timeline) เดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันแม้จะมีบุคลากรที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดระบบสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เช่น เปลี่ยนจากการที่ครูมุ่งทำงานเพื่อประกวดรางวัล มาเป็นวัดผลด้วยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่แท้จริง อย่างที่บอกว่าเรามีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การศึกษา แต่เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมด ถึงแม้ว่า เราอาจจะไม่ได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ส่วนที่เราดูแลค่อนข้างชัดเจน เพราะฉะนั้นการวางวิสัยทัศน์ การวางนโยบาย เราทำแบบบูรณาการทั้งหมด”
ตามหา “ปรัชญาการศึกษาไทย”กับโจทย์ใหญ่ที่มากกว่าแค่การจัดสรรงบประมาณ
ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ชี้ว่าสูตรการจัดสรรงบรายหัวแบบเดิมไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเสนอให้นำแนวทางของประเทศฟินแลนด์มาปรับใช้ คือการจัดสรรงบประมาณแบบ “ไม่เท่ากันแต่เป็นธรรม” อิงตามโจทย์พื้นที่และความจำเป็นของโรงเรียน ไม่ใช่การเฉลี่ยรายหัวแบบเท่าเทียมเพียงอย่างเดียว
“โจทย์หลักจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านแรก คืองบประมาณ ว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องการศึกษาเพื่อให้มีความยั่งยืนและไม่ถูกตัดทอนมากไปนัก ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดความไม่แน่นอน เพราะความเสมอภาคต้องอาศัยความต่อเนื่องด้วย ด้านที่สอง คือด้านนิติบัญญัติ หรือนโยบาย ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมือง นโยบายจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่มีความแน่นอนที่สุด คือกฎหมาย ทำให้เป็นพ.ร.บ. ความแน่นอนจะเกิดขึ้น”

“มองในมุมของวุฒิสภา สำหรับด้านงบประมาณจำเป็นต้องมีการพิจารณาจัดสรรใหม่ เนื่องจากปัจจุบันยังคงใช้หลักการคำนวณตามรายหัว โดยไม่ได้ประเมินจากความต้องการที่แท้จริงหรือโจทย์ของโรงเรียนจริงๆ หากพิจารณาว่าโจทย์ของเราคืออะไร รูปแบบจะแตกต่างออกไป เช่น ประเทศฟินแลนด์ที่มีโจทย์หลักเรื่องความเสมอภาค โดยใช้แนวคิดการสร้างความพร้อมให้กับผู้เรียน รัฐบาลจึงจัดสรรงบประมาณได้ไม่เท่ากัน เช่น การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่คนพิการหรือโรงเรียนในเขตชนบทที่ขาดครู จำเป็นจะต้องจ้างครูเพื่อสอนทางไกล ซึ่งประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนปรัชญาทางการศึกษาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน”
“นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันแบ่งตามกระทรวงและงบบูรณาการ แต่ยังไม่มีการจัดสรรงบบูรณาการเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ หากสามารถปรับเปลี่ยนกลไกในส่วนนี้ได้จะช่วยขับเคลื่อนการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ควรมีการปรับปรุงเพื่อส่งเสริมการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยรูปแบบที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ดำเนินงานไว้นั้นถือเป็นต้นแบบที่ดี แต่อาจยังคงมีข้อติดขัดบ้าง ซึ่งหากได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างจะสามารถช่วยสนับสนุนระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
อะไรคือแกนกลางที่จะยึดเหนี่ยวการศึกษาไทยให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง ดร.อมรศักดิ์ได้ฉายภาพถึงช่องว่างสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาไทยยังวนลูปอยู่กับที่ นั่นคือการขาด ‘ปรัชญาการศึกษาของชาติ’ ที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ พร้อมเสนอแนะแนวทางที่ฝ่ายนิติบัญญัติควรร่วมกันผลักดันดังนี้
“ปัญหาของประเทศคือเราไม่เคยตอบได้อย่างชัดเจนว่า ‘ปรัชญาของประเทศ’ คืออะไร ขณะที่ฟินแลนด์มีความชัดเจนและภาคภูมิใจในการยืนอยู่บนหลักของความเสมอภาค แต่สำหรับประเทศไทย เรากลับตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะเราไม่เคยคิดหรือถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจัง และยังไม่ถือเป็นวาระแห่งชาติ หากผู้ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ก็สามารถกำหนดทิศทางได้ แต่ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา เรากลับไม่ค่อยเห็นการพูดถึงประเด็นนี้มากนัก และยังไม่เห็นใครลุกขึ้นมาผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราจึงต้องย้อนกลับมาถามว่าอะไรคือสิ่งที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนของสังคม และใครจะเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ แม้เราจะพูดถึงประเด็นดังกล่าวกันมามาก แต่ท้ายที่สุดเราก็ยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม”
“ในแวดวงการศึกษา เราน่าจะชวนกันคิดว่าอะไรคือปรัชญาการศึกษาของไทย และประเด็นใดที่ฝ่ายนิติบัญญัติควรร่วมหารือและผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเทศ ให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย และกำหนดแกนหลักที่สังคมไทยจะยึดถือร่วมกัน ซึ่งหนึ่งในแกนหลักนั้นควรมีเรื่อง ‘ความเสมอภาค’ รวมอยู่ด้วย”
“งบมากแต่ไม่ตอบโจทย์” ชูการศึกษาคุณภาพคือสิทธิขั้นพื้นฐาน
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสริมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงิน แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ พร้อมเสนอให้กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ด้านทรัพยากรมนุษย์ที่จับต้องได้ เพื่อให้การใช้งบประมาณในแต่ละปีตอบโจทย์ความเจริญของประเทศอย่างแท้จริง
“การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควรเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ปัจจุบันกลุ่มผู้ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษายังคงประสบปัญหาการปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ประเด็นแรก แม้ว่างบประมาณด้านการศึกษาจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี แต่ยังไม่สะท้อนถึงประสิทธิผลที่ชัดเจน ปัญหานี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการงบประมาณ เห็นได้ว่า 70-80% เราลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ หรือแพลตฟอร์มต่างๆ อาจพูดได้ว่าเรากำลังใช้เงินอย่างไม่ถูกจุด ดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เพื่อวัดความเจริญของประเทศ ซึ่งควรบรรจุประเด็นพื้นฐานสำคัญอย่างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เข้าไปด้วย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีการนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นตัวชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรม”

“ประเด็นถัดมา คือ แม้จะมีการลงทุนในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ในขณะที่การติดตามผลเป็นรายบุคคลยังพบแนวโน้มที่ระดับ IQ ของนักเรียนลดลงเรื่อย ๆ (ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ) เลยต้องมองย้อนกลับมาว่าการลงทุนด้านการศึกษายิ่งเริ่มดำเนินการได้เร็วเท่าไรก็จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วเท่านั้น โดยควรตั้งเป้าหมายเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ระยะอยู่ในครรภ์”
“ประเด็นสุดท้าย คือ ระบบจัดสรรงบประมาณในรูปแบบการหารเฉลี่ยรายหัวแบบเดิมเริ่มไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญคือการกำหนดให้การศึกษาคุณภาพสูงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับ”
ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยและมีอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง ดร.การดี ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยมองว่าเมื่อจำนวนเด็กน้อยลง ยิ่งเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการบริหารงบประมาณที่ตรงจุด โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญว่า
“แม้ว่าอัตราการเกิดของประชากรเด็กจะลดลง แต่สิ่งสำคัญคือการมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของเด็กให้สูงขึ้น ซึ่งการที่จำนวนตัวหารลดลงจะช่วยส่งผลให้งบประมาณจัดสรรต่อหัวเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การศึกษาที่มีคุณภาพสูงควรจัดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับและต้องเชื่อมโยงกับทักษะที่สำคัญด้วย ดังนั้นนวัตกรรมทั้ง 8 เรื่องซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกใจมาก เรื่องแรกคือเรื่องของข้อมูล เพราะการดำเนินงานและตัดสินใจในเชิงนโยบายจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการติดตามผลลัพธ์ในตัวเด็กอย่างต่อเนื่อง เรื่องที่สองคือระบบการศึกษาควรมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง สองเรื่องนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะฝากไว้”
“ปฏิรูปการศึกษาต้องเหนือการเมือง” พลังฉันทามติล้มแรงเฉื่อยภาครัฐ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เน้นย้ำว่าอุปสรรคสำคัญคือโครงสร้างภาครัฐที่ขาดความยืดหยุ่นและปัญหาการสืบทอดวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนรัฐบาลได้ คือการสร้าง “ฉันทามติของประชาชน” ให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นภารกิจหลักที่ต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหาร

“แม้จะมีการพูดคุยถึงปัญหาทางการศึกษามาอย่างยาวนาน แต่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหายังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา ซึ่งการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก โดยสามารถศึกษาได้จากกรณีอุปสรรคในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ ที่ฉบับเดิมถูกใช้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 (ยุคไอโฟนรุ่นแรก) ซึ่งข้อจำกัดสำคัญประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักดังนี้”
“ ปัจจัยแรก คือ โครงสร้างที่ขาดความยืดหยุ่นของภาครัฐ (แรงเฉื่อย) โดยระบบราชการมักมีแรงเฉื่อยที่จะปฏิบัติงานตามรูปแบบเดิมเพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบที่สืบทอดกันมา เช่น กรณีการลดภาระงานครู เราเป็นฝ่ายค้านทำได้เพียงการตัดลดงบประมาณ ถึงแม้ว่าหน่วยงานผู้รับผิดชอบมักชี้แจงว่าได้ยุติการดำเนินโครงการต่าง ๆ ในโรงเรียนที่ส่งผลเป็นการดึงครูออกจากห้องเรียน แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ยังคงสืบทอดกันมาเป็นวัฒนธรรม เช่น การต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียน ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายที่จะต้องก้าวข้ามให้ได้ ปัจจัยที่สองคือ การแทรกแซงทางผลประโยชน์ โดยแม้จะมีความคืบหน้าในการพัฒนาหลักสูตรฉบับใหม่ แต่ยังคงมีข่าวลือเกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างสำนักพิมพ์ต่าง ๆ และ ปัจจัยที่สามคือ เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ว่ามีความมุ่งมั่นต่อการขับเคลื่อนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากหากรัฐบาลมีความตั้งใจจริง ย่อมสามารถบริหารจัดการสำนักงบประมาณเพื่อกระจายงบประมาณไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“สิ่งสำคัญที่จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทั้ง 3 ประการนี้ได้ คือ ฉันทามติของประชาชน ซึ่งจะเป็นสิ่งขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากภาคส่วนใด การปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นภารกิจจำเป็นที่ต้องดำเนินงาน”
เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าอย่างตรงจุดและวัดผลได้จริง นายพริษฐ์ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ โดยเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับ ‘สถาบันครอบครัว’ ควบคู่ไปกับการใช้ ‘เทคโนโลยี’ อย่างมีหลักวิชาการรองรับ พร้อมเปิดเผยถึง 3 เอกสารสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่านการศึกษาไทย ดังนี้
“มี 2 โจทย์ที่อยากเสนอ ประการแรก คือ อยากเห็นกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ปกครองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการพัฒนาเด็กขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูที่บ้านด้วยเช่นกัน ต้องวางกลไกให้ผู้ปกครองมีทักษะในการเลี้ยงดู สนับสนุนบัตรหลานมากยิ่งขึ้น หรือมีกลไกที่ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง เช่น ศูนย์เด็กเล็กหรือศูนย์เด็กอ่อน เป็นต้น ประการที่สอง คือ การวิจัยเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการศึกษา เราคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีข้อกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลอยู่ หากมีข้อมูลเชิงวิชาการมาเป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับลดข้อกังวลเรื่องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำและความเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะตามมา”
“นอกจากนี้ ก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป เราจำเป็นต้องจะต้องมีหนังสือใหม่ 3 เล่ม ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่ปก เนื้อหาจะต้องใหม่ด้วย ได้แก่ หลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ พระราชบัญญัติการศึกษา (พ.ร.บ การศึกษา) ฉบับใหม่ และเล่มงบประมาณ เพราะเราจะต้องเห็นภาพชัดจริงๆ ว่า งบประมาณที่ลงสู่นักเรียน หรือสถานศึกษามันต้องมากขึ้น แต่ส่วนที่ใช้ไปกับสำนักงาน หรือโครงการที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ขนาดนั้นจะต้องลดน้อยลง”
เลิก “เจอ-จ่าย-จบ” ใช้ Data รักษาเด็กไทยไม่ให้หลุดจากระบบ
นายไตรภพ คำเพชร ส.ส.อุดรธานี ส.ส.จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย และเลขานุการคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้ปรับแนวคิดการทำงานจากการเน้นหน่วยงาน ไปสู่การให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลเพื่อรักษาเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยมองว่าผลงานของ กสศ. เป็นต้นแบบที่ดีในการติดตามผลลัพธ์รายบุคคลที่ควรขยายผลและให้ความสำคัญ

“ในภาพรวม ประเทศไทยมีการเขียนนโยบายที่ดีมากแต่ยังคงขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมักดำรงตำแหน่งเพียงคนละ 9 – 10 เดือน ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การที่ กสศ. ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระและไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายใด ทำให้สามารถเข้ามาดูแลปัญหาความขาดแคลนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“มีข้อเสนอแนะว่า ควรปรับเปลี่ยนแนวคิดการใช้จ่ายงบประมาณ จากเดิมที่เน้นการจ่ายตรงไปยังหน่วยงานเพื่อพิจารณาจัดสรร ไปเป็นการจัดสรรตามความต้องการของบุคคลหรือตามช่วงอายุ โดยควรเริ่มลงทุนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงวัยทำงาน เนื่องจากหากจัดสรรงบประมาณตรงไปยังหน่วยงาน เม็ดเงินอาจส่งไปไม่ถึงบุคคลเป้าหมายที่มีความต้องการอย่างแท้จริง”
“สำหรับประเด็นความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย มีตั้งแต่กลุ่มยากจนไปจนถึงยากจนพิเศษ ซึ่งเด็กกลุ่มยากจนพิเศษที่หลุดออกจากระบบการศึกษาได้สร้างปัญหาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก แนวทางแก้ไขจึงต้องมุ่งเน้นการรักษาเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่จัดการศึกษาเป็นจำนวนมาก ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแต่หน่วยก็ขึ้นตรงกับฝ่ายที่ต่างกัน และเป็นปัญหาใหญ่ของกสศ. ทำให้กสศ. ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง และยังขาดข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาเรื่องข้อมูล แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบได้”
“นอกจากนี้ ในด้านการประเมินผลลัพธ์จากเดิมที่เป็นระบบในลักษณะให้การช่วยเหลือแล้วสิ้นสุดกระบวนการ (เจอ จ่าย จบ) แต่ กสศ. ได้ปรับมาเป็นการติดตามผลอย่างต่อเนื่องว่าผู้เรียนได้รับระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งหากผลการดำเนินงานของ กสศ. ประสบความสำเร็จ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณที่สูงขึ้นเพื่อนำมาขับเคลื่อนการขจัดความเหลื่อมล้ำต่อไป”
3 พิมพ์เขียวสู่การเปลี่ยนแปลง (Game Changer)
ที่ประชุมได้สรุปแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนภายในระยะเวลา 2-4 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านการศึกษาไทย ดังนี้
- หลักสูตรฉบับใหม่ ปรับให้ทันสมัยและยืดหยุ่นรองรับโลกอนาคต
- พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ สร้างหลักกฎหมายที่มั่นคงเพื่อลดปัญหาความผันผวนของนโยบาย
- งบประมาณฐานคุณภาพ ปรับสูตรการเงินมุ่งเน้นลดงบสำนักงาน เพิ่มเม็ดเงินที่ส่งตรงถึงนักเรียนและสถานศึกษา
การปฏิรูปทุนมนุษย์ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่อิงจากฐานข้อมูลเป็นหลัก โดยผู้เข้าร่วมเสวนาต่างเห็นพ้องว่า ต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงวัยทำงาน และต้องผลักดันให้การพัฒนาทุนมนุษย์เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกพรรคการเมืองต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่เด็กไทยทุกคน
