ไทยยกมาตรการ TZD+ มุ่งป้องกันเด็กหลุดจากระบบ สู่หลักประกันการเรียนรู้ในอาเซียน ปี 2571

ไทยยกมาตรการ TZD+ มุ่งป้องกันเด็กหลุดจากระบบ สู่หลักประกันการเรียนรู้ในอาเซียน ปี 2571

ในโลกที่มีเด็กและเยาวชนกว่า 273 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา คำถามสำคัญที่ผู้นำด้านการศึกษาทั่วโลกต้องเผชิญในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา หรือ SDG 4 ในปี 2030 คือ จะออกแบบระบบการศึกษาอย่างไรให้รองรับผู้เรียนกลุ่มที่เปราะบาง และตอบโจทย์ชีวิตจริงพวกเขาได้

คำตอบส่วนหนึ่งปรากฏบนเวทีเสวนาประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 (4th International Conference on Equitable Education: All for Education Conference 2026 หรือ AFE 2026) จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23–24 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “Designing Tomorrow’s Equity: Equitable Solutions for Out-of-School Children and Youth by 2030 and Beyond” มุ่งร่วมกันออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และพัฒนาระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค ครอบคลุม และยืดหยุ่น และก้าวต่อไป

เวทีนี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนจากประเทศไทยและนานาชาติ พร้อมสะท้อนโจทย์สำคัญร่วมกันว่า การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ไม่อาจอาศัยเพียงการติดตามเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนกรอบความคิดและออกแบบระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับชีวิตของผู้เรียน

TZD+ บนเวทีนานาชาติ เมื่อการบูรณาการข้ามหน่วยงานเป็นหัวใจของการแก้ปัญหา

ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา นำเสนอความมุ่งมั่นของรัฐบาลผ่านมาตรการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) 

ความต่อเนื่องของนโยบายที่สะท้อนให้เห็นชัดว่า ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนผู้นำประเทศก็ยังสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งลดลงจาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 เหลือ 880,000 คนในปี 2567 และ 603,095 คนในปี 2568 โดยมีเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้แล้วกว่า 300,000–400,000 คนตามข้อมูลที่นำเสนอ

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการทลายข้อจำกัดระหว่างหน่วยงาน หรือ “การทลายไซโล” ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1.บูรณาการฐานข้อมูลรายบุคคล เชื่อมโยงข้อมูลข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อค้นหาและระบุตำแหน่งของเด็กและเยาวชนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด

2.ดูแลช่วยเหลือเป็นรายบุคคล (Case Management) ติดตามสถานการณ์และส่งต่อความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กและเยาวชน ทั้งด้านสวัสดิการสังคม สุขภาพ และการศึกษา

3.จัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบทของผู้เรียน ผ่านแนวทางต่าง ๆ เช่น โมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School) และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน

4.เชื่อมการเรียนรู้กับการทำงานผ่าน Learn to Earn เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 15–18 ปี เรียนรู้ควบคู่กับการสร้างรายได้ พร้อมสะสมทักษะผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และพาสปอร์ตการเรียนรู้ (Learning Passport) เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การรับรองวุฒิการศึกษาและโอกาสในตลาดแรงงาน

บทเรียนจากประเทศไทยจึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การบูรณาการข้อมูล การดูแลรายบุคคล และการสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบเกิดขึ้นได้จริงในระดับพื้นที่และต่อเนื่องในระดับนโยบาย

เสียงสะท้อนจากนานาชาติ ป้องกันก่อนหลุด และปรับระบบให้เข้าหาผู้เรียน

บทเรียนจากผู้แทนองค์กรนานาชาติบนเวที AFE 2026 สะท้อนทิศทางร่วมกันว่า การป้องกันเด็กหลุดจากระบบตั้งแต่ต้นทางมีความสำคัญไม่แพ้การติดตามและช่วยเหลือเด็กที่ออกจากระบบไปแล้ว โดยระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการและข้อจำกัดของผู้เรียนแต่ละกลุ่มที่แตกต่างหลากหลาย

Ms. Severine Leonardi

Ms. Severine Leonardi จาก UNICEF Thailand เน้นย้ำว่า การป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบตั้งแต่แรกเริ่มเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา วิกฤตการเรียนรู้ทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า แม้เด็กจะยังอยู่ในสถานศึกษา แต่หากไม่ได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิต ไม่ได้รับการป้องกันจากการกลั่นแกล้ง หรือไม่สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่เหมาะสม เช่น การจัดการเรียนรู้สองภาษาสำหรับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ ก็อาจค่อย ๆ หลุดออกจากระบบการเรียนรู้โดยที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การปรับระบบสถานศึกษาให้ไปหาผู้เรียน แทนการให้เด็กและเยาวชนต้องปรับตัวเข้าหาระบบเพียงฝ่ายเดียว ควบคู่กับการพัฒนากลไกพี่เลี้ยงเพื่อช่วยให้เยาวชนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การทำงาน ตามแนวทาง EU Youth Guarantee

Ms. Sehar Taimoor

ขณะที่ Ms. Sehar Taimoor จาก Save the Children ถ่ายทอดประสบการณ์จากค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศ ซึ่งเผชิญปัญหาเด็กหญิงและวัยรุ่นหลุดออกจากระบบการศึกษาถึงร้อยละ 92 พร้อมชี้ให้เห็นว่า แม้ในสถานการณ์วิกฤตที่มีข้อจำกัดสูง การออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นก็สามารถช่วยฟื้นฟูโอกาสทางการศึกษาได้

ตัวอย่างสำคัญคือหลักสูตรการเรียนรู้แบบเร่งรัด (Accelerated Learning Program: ALP) ซึ่งเปิดโอกาสให้ครูในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน พร้อมเชื่อมโยงกับการรับรองทักษะอาชีพ แนวทางดังกล่าวช่วยคืนโอกาสการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนได้มากกว่า 20,000 คน

Mr. Uwe Gartenschlaeger

ด้าน Mr. Uwe Gartenschlaeger จาก DVV International (สำนักงานภูมิภาค สปป.ลาว) ชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาแบบเดิมที่ดำเนินมาเป็นเวลานานกว่า 100 ปี อาจไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างเพียงพอ พร้อมยกตัวอย่าง สปป.ลาว ซึ่งผลักดันกฎหมายด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จนสำเร็จ เพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ครอบคลุมผู้เรียน 4 ช่วงวัย ส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้เกิดการเทียบโอนทักษะ (Credit Bank) ร่วมกับภาคธุรกิจ

บทเรียนจากทั้งสามองค์กรสะท้อนให้เห็นว่า การป้องกันเด็กหลุดจากระบบต้องอาศัยมากกว่ามาตรการทางการศึกษา แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาวะ ความปลอดภัย ภาษา ความต้องการเฉพาะบุคคล และเส้นทางการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้ไปสู่การทำงานด้วย

จากบทเรียนระดับประเทศ สู่แนวทางขับเคลื่อนร่วมกันของอาเซียน

ข้อค้นพบจากเวทีเสวนา AFE 2026 ไม่เพียงสะท้อนความก้าวหน้าของประเทศไทย แต่ยังชี้ให้เห็นศักยภาพของการนำประสบการณ์จากพื้นที่มาพัฒนาเป็นนโยบายระดับชาติ และต่อยอดสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศ

การดำเนินงานภายใต้ Thailand Zero Dropout Plus แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูล การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่มีบริบทชีวิตแตกต่างกัน แนวทางเหล่านี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้

ก้าวต่อไป ประสบการณ์ของประเทศไทยและพันธมิตรนานาชาติเตรียมผลักดันสู่เวทีระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ การประชุม APMED ครั้งที่ 7 และเวทีการศึกษาโลก (GEM) ในปี 2570 เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนร่วมกันก่อนถึงเป้าหมายสำคัญในปี 2571 

ปักธง ASEAN Zero Dropout ปี 2571 สร้างหลักประกันให้ผู้เรียนทุกคน

ในวาระดังกล่าว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เตรียมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการขจัดปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (ASEAN Zero Dropout Declaration) ในปี 2571 เพื่อเปลี่ยนความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศให้เป็นข้อตกลงร่วมกันของภูมิภาค

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และสามารถรองรับความต้องการของผู้เรียนที่หลากหลาย โดยไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ ภาษา หรือภูมิศาสตร์ กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กและเยาวชนต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้

Thailand Zero Dropout Plus คือบทเรียนสำคัญที่ไม่ใช่เพียงการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่คือการร่วมกันสร้างระบบที่ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกไปตั้งแต่ต้นทาง และทำให้การเรียนรู้เดินทางไปถึงผู้เรียนทุกคนได้อย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ASEAN Zero Dropout ในฐานะประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 นี้