“เราเป็นครูเพื่อพิสูจน์ความเชื่อ ว่าที่นี่ไม่ได้อยู่ไกลเกินกว่าความฝันจะเดินทางมาถึง”
‘ครูภา’ ศุภามน ทองผาภูมิขจร ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 บรรจุที่โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

“เราเป็นครูเพื่อพิสูจน์ความเชื่อ ว่าที่นี่ไม่ได้อยู่ไกลเกินกว่าความฝันจะเดินทางมาถึง”

“โรงเรียนเราแทบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จะใช้อินเทอร์เน็ตแต่ละทีก็ลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าสัญญาณจะขึ้นกี่ขีด ไฟตกไฟดับนี่เรื่องปกติสุด ๆ 

“และไม่รู้ว่าเกี่ยวกันแค่ไหน แต่อาจเพราะเป็นอย่างนี้ แม้แต่ ‘ความฝัน’ ก็เลยแทบไม่เคยเดินทางมาถึง ความสงสัยนี้ทำให้เราอยากเป็นครู อยากกลับมาสอน และอยากเอาความฝันมาปลูกไว้ในใจเด็ก ๆ”

คำบอกเล่าของ ‘ครูภา’ ศุภามน ทองผาภูมิขจร ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 สะท้อนภาพของโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ชัดเจนกว่าคำบรรยายใด ๆ

โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร รายล้อมด้วยภูเขาและชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง การเดินทางไม่สะดวก สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมีอย่างจำกัด ไฟฟ้าดับเป็นเรื่องปกติ

ความห่างไกลไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรคของการใช้ชีวิต แต่ยังทำให้โอกาสทางการศึกษาและการมองเห็นโลกกว้างเดินทางมาถึงได้ช้ากว่าพื้นที่อื่น

“ที่นี่คือหมู่บ้านสุดท้ายริมชายแดนที่จะมีครูใหม่เวียนมาแล้วย้ายจากไปเป็นเรื่องปกติ ครูต้องปรับตัวมากเรื่องวิถีชีวิต การสื่อสาร หรือวัฒนธรรมประเพณี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมีครูคนไหนอยู่ได้ยาว ๆ และเมื่อช่วงเวลาสั้น ๆ ของครูหมดไปกับการปรับตัว การเรียนรู้ของเด็กจึงไม่ปะติดปะต่อ และทำให้เราไม่เคยมีแผนรองรับการพัฒนาการศึกษาระยะยาว 

“ฉะนั้นอย่าว่าแต่ฝันจะเรียนต่อหรือวางแผนอนาคต เพราะเอาแค่ประคองเด็กให้จบการศึกษาแบบปีต่อปี ก็คืองานสาหัสของคุณครูแล้ว”

เมื่อโรงเรียนอยู่ไกล จนความฝันแทบเดินทางมาไม่ถึง

ครูภาเติบโตในหมู่บ้านแห่งนี้ นี่เองที่ทำให้เธอฝันว่าถ้าได้เป็น ‘ครู’ และกลับมาทำงานที่ชุมชนนบ้านเกิด บางทีอาจพบเส้นทางที่ทำให้ความหวังความฝันเดินทางมาถึงได้สะดวกขึ้น  

“ที่นี่ครอบครัวส่วนใหญ่จะทำไร่ทำนา เด็ก ๆ ทุกคนโตมากับภาพนั้น เราเกิดมาก็เล่นในทุ่ง ปีนต้นไม้ ช่วยพ่อแม่ทำงาน ถึงเวลาก็ไปโรงเรียน แต่ไม่เคยรู้ว่าเรียนไปทำไม ตัวหนูเองเรียนถึงแค่ ม.3 จบแล้วก็ไปได้งานในโรงงาน ทำตรงนั้นอยู่หนึ่งปีเต็ม ๆ รู้สึกว่ามันทั้งเหนื่อยและหนักเกินวัย จึงเริ่มคิดว่าไม่อยากหยุดทั้งชีวิตไว้แค่ตรงนั้น”

จากเด็กที่ไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม

ครูภาเล่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องราวของตัวเอง แต่เธอกำลังสะท้อนถึงชีวิตเด็กวัยเดียวกันที่บ้านคลิตี้  

“เกินครึ่งของคนในชุมชนเรียนแค่ ป.6 มีจบถึง ม.3 บ้าง แต่แทบไม่มีใครไปไกลกว่านั้น …ตอนไปทำงานโรงงาน หนูถึงเริ่มคิดว่าพวกเราหลายคนอายุยังน้อย พอ ๆ กับการมองเห็นช่องทางอนาคตที่น้อยยิ่งกว่า จนเราแทบไม่มีโอกาสรู้จักความฝัน และมีเพียงเส้นทางชีวิตที่ขีดไว้แล้วว่าจบ ป.6 จบ ม.3 คือพอ ถึงเวลาทำงาน สร้างครอบครัว วนเวียนต่อไป 

“หนูเลยขอแม่กลับมาเรียน และถึงรายได้ครอบครัวจะทำให้มีทางเลือกไม่มาก แต่ขอแค่โรงเรียนเล็ก ๆ สักแห่งที่มีชั้น ม.ปลาย รับเข้าเรียน หนูก็พร้อมสู้สุดชีวิต” 

ครูภาเผยเบื้องหลังการตัดสินใจ ที่เป็นจุดหักเหให้ได้มายืนอยู่ตรงนี้ เมื่อการกลับมาเรียน ม.ปลาย คือจุดเชื่อมต่อให้ได้รับโอกาสเป็นนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นในช่วงกำลังจะจบ ม.6 และมันคือการปลุกฝันวัยเด็กที่อยากเป็นครู ให้ประกอบรูปร่างเค้าโครงขึ้น จนกลายเป็นความจริงในที่สุด

กลับบ้านมาเป็น ‘ครู’ พร้อมความเชื่อว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์ฝัน

หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ครูภาได้กลับมายังโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทนในฐานะข้าราชการครู

โดยในพิธีปฐมนิเทศครูใหม่ ณ หอประชุมคุรุสภา ครูภาในเครื่องแบบสีกากี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงฝันก็ได้กล่าวถึงช่วงเวลาแรกที่กลับไปยังหมู่บ้านในฐานะครู เมื่อมองเด็ก ๆ ในโรงเรียนเดียวกับที่เธอเคยเรียน เธอมั่นใจยิ่งกว่าเดิมว่า ความห่างไกลไม่ควรเป็นข้อจำกัดของอนาคต

“ในเมื่อเราพาตัวเองมาถึงตรงนี้ได้ มันก็คือข้อพิสูจน์หนึ่งว่าเด็กที่นี่ทุกคนฝันได้ เติบโตได้ และไม่ว่าทางจะไกล ไฟจะตก อินเทอร์เน็ตจะติด ๆ ดับ ๆ ก็จะต้องไม่ใช่ข้อแม้อีกต่อไปให้ทุกคนไม่กล้าฝัน เพียงแต่เด็ก ๆ จะเจอฝันได้ยังไง หรือฝันแล้วจะพาตัวเองไปต่อได้ไหม เราเป็นครูจะต้องหาทางให้เขา”

สำหรับครูภา หน้าที่ของครูจึงไม่ใช่เพียงการสอนหนังสือ แต่คือการช่วยให้เด็กค้นพบความฝันของตัวเอง และมีโอกาสเดินไปถึงฝันนั้น

เป็น ‘ครู’ ที่เชื่อมสะพานแห่งโอกาส

ครูภาบอกว่างานสำคัญที่ต้องเริ่มทันที คือพาเด็กไปสู่วุฒิการศึกษาแบบไม่ให้ใครตกหล่น ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยการปรับรูปแบบเรียนรู้ให้เชื่อมโยงไปที่งานอาชีพ ตั้งต้นจากฐานทุนที่ชุมชนมี 

เธอเชื่อว่า อย่างน้อยที่สุดความรู้ที่ได้จากโรงเรียน จะต้องเอาไปใช้พัฒนาอาชีพและมองเห็นเส้นทางเติบโตในชุมชนได้ ไม่ว่าการทำเกษตร ค้าขาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาดั้งเดิม 

และไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง จากคนในชุมชน โดยตัวแปรสำคัญคือครูที่จะเป็นเป็นสื่อกลาง ทั้งระหว่างผู้คน และเป็นผู้นำเอาความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ ก่อนจะกล่าวไปถึงลูกศิษย์ของเธอว่า 

“ทุกเวลาที่ได้อยู่กับเด็ก ทำให้เรายิ่งชัดในเป้าหมายว่าการเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่น เราไม่ได้กลับบ้านมาเพื่อตัวเองคนเดียว แต่จะต้องเอาทุกสิ่งที่ร่ำเรียนมาทำให้เกิดโอกาส เกิดแรงบันดาลใจที่ส่งต่อกันไป ในหมู่บ้านที่เราเคยสงสัยว่ามันไกลจนความฝันเดินทางมาไม่ถึง”

ความฝันคือสิทธิ์ของเด็กทุกคน

ท้ายที่สุด ครูภาบอกว่า สิ่งที่เธออยากมอบให้ลูกศิษย์ ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือความเชื่อมั่นในตัวเอง

“สำหรับเด็ก ๆ ทุกความฝัน ทุกทางเลือกในชีวิต คือสิทธิ์ของเขา”

หน้าที่ของครู คือการเติมความรัก เติมกำลังใจ และช่วยให้เด็กมองเห็นศักยภาพของตัวเอง ได้รู้จักโลกที่กว้างขึ้น ได้ลองค้นหาคำตอบของชีวิต ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางในอนาคต

“ครูสัญญาว่าจะอยู่ตรงนี้เพื่อรับฟัง แนะแนวสนับสนุน จะเป็นคนทำให้เด็กเขาเชื่อว่าเราฝันได้ และถ้าเราอดทนพยายามพอมันก็มีโอกาสที่ฝันจะเป็นจริงได้ หรือถึงแม้ไม่อาจไปถึงได้ตามที่ฝันไว้ วันหนึ่งที่มองย้อนกลับมา ขอแค่จะไม่คิดเสียดายโอกาส หรือเสียใจกับการตัดสินใจในชีวิตที่ผ่านไป ก็คือดีที่สุดแล้ว”

เรื่องราวของครูภาสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่ขาดหายไปในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่เพียงสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต หากแต่คือใครสักคนที่ทำให้เด็กเชื่อว่า “ความฝันเดินทางมาถึงที่นี่ได้” และวันนี้ ครูภาได้เลือกกลับมาเป็นคนคนนั้นแล้ว

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ขอแสดงความยินดีกับ ‘ครูภา’ ศุภามน ทองผาภูมิขจร ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในปีการศึกษา 2568 และขอร่วมส่งกำลังใจให้ครูภาประสบความสำเร็จบนเส้นทางวิชาชีพ พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ และชุมชนชายแดนไทยอย่างที่ตั้งใจไว้