“ผมมาเป็นครูเพื่อกลับไปบอกเด็ก ๆ บนดอยว่า ทุกคนพัฒนาตัวเองได้ โดยไม่จำกัดว่าใครเกิดที่ไหนหรือโตมาอย่างไร”
‘ครูเต้’ ชุติพงษ์ ใจ๋ยู้ ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 บรรจุที่โรงเรียนบ้านกองลอย อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

“ผมมาเป็นครูเพื่อกลับไปบอกเด็ก ๆ บนดอยว่า ทุกคนพัฒนาตัวเองได้ โดยไม่จำกัดว่าใครเกิดที่ไหนหรือโตมาอย่างไร”

“ผมมาเป็นครูเพื่อกลับไปบอกเด็ก ๆ บนดอยว่า ภูเขาสูงต้องไม่ใช่ข้อจำกัดของชีวิต… ในฐานะครู ผมจะพยายามทำให้เด็ก ๆ เชื่อมั่นว่าทุกคนมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่เกิดหรือสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา นั่นคือสิ่งที่ผมเริ่มลงมือทำแล้ว และจะทำต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า”

ถ้อยคำของ ‘ครูเต้’ ชุติพงษ์ ใจ๋ยู้ ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ที่กล่าวในพิธีปฐมนิเทศข้าราชการครู ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เปรียบเสมือนคำปฏิญาณของครูคนหนึ่งที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพ พร้อมความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ บนดอย เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับ

ปลายทางของครูเต้คือ โรงเรียนบ้านกองลอย อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนบนภูเขาสูง ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับที่เขาเคยศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

‘ครูเต้’ ชุติพงษ์ ใจ๋ยู้

เมื่อเด็กเรียนดีจากโรงเรียนบนดอย ได้เห็นความเหลื่อมล้ำด้วยตัวเอง

ตลอดช่วงประถมศึกษาจนเรียนจบ ม.3 ครูเต้เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม ได้อันดับหนึ่งของโรงเรียนมาโดยตลอด เขาเชื่อมั่นว่าการศึกษาจะพาชีวิตก้าวไปข้างหน้า จึงตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่

แต่เมื่อย้ายไปเรียนต่อในโรงเรียนขนาดใหญ่ระดับ ม.ปลาย เขาจึงได้พบกับความจริงอีกด้านหนึ่ง

“ผมเป็นเด็กที่ผลการเรียนดีมาตลอด แต่พอขึ้น ม.ปลาย ย้ายไปเรียนโรงเรียนใหญ่ ถึงเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่เรียนมามันยังไม่พอจะทำให้เรียนตามเพื่อนทัน หลายวิชามีพื้นฐานที่เพื่อน ๆ รู้กันอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน”

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเอง หากแต่เริ่มเข้าใจข้อจำกัดของระบบการศึกษาที่เด็กในพื้นที่ห่างไกลต้องเผชิญ

“ผมรับรู้เสมอว่าโรงเรียนและคุณครูที่บ้านเต็มที่ที่สุดแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งความห่างไกล การขาดแคลนทรัพยากร และบริบทของพื้นที่ ทำให้โรงเรียนบนดอยไม่สามารถมีโอกาสเท่าโรงเรียนใหญ่ในเมืองได้”

ความรู้สึกที่เคยเป็นเพียงความสงสัย ค่อย ๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เขาตัดสินใจว่า วันหนึ่งจะกลับมาเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

กลับบ้านพร้อมความรู้และแผนพัฒนาการเรียนรู้

ความตั้งใจนั้นพาครูเต้เข้าสู่โครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” โดยศึกษาต่อที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ระหว่างการเรียน เขาได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความท้าทายของการจัดการศึกษาในพื้นที่สูง ทั้งความหลากหลายของภาษา วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ตลอดจนข้อจำกัดด้านทรัพยากรและโอกาสในการเรียนรู้

“ผมไม่ได้กลับมาพร้อมความหวังอย่างเดียว แต่กลับมาพร้อมแผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะกับบริบทของพื้นที่”

ครูเต้ตั้งใจพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็ก ๆ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยการเรียนการสอน และประยุกต์แนวทางจากพื้นที่ต้นแบบต่าง ๆ ให้เหมาะกับโรงเรียนบ้านกองลอย

นอกจากนี้ เขายังมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการดำรงชีวิตจริง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การเรียนรู้เรื่องกระบวนการผลิต การคำนวณต้นทุนและกำไร การตลาด และการขายออนไลน์ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทั้งทักษะวิชาการและทักษะชีวิตไปพร้อมกัน

เมื่อห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งความหวัง

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปีหลังได้รับการบรรจุ แนวคิดที่ครูเต้วางไว้เริ่มหยั่งรากในห้องเรียนของโรงเรียนบ้านกองลอย

เขาทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ส่งเสริมให้เด็กฝึกอ่าน ฝึกเขียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เด็กเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น และเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องใกล้ตัว

เหนือสิ่งอื่นใด ครูเต้อยากให้เด็ก ๆ มองเห็นว่า การเกิดในพื้นที่ห่างไกลไม่ใช่ข้อจำกัดของความฝัน

“ผมอยากบอกเด็ก ๆ ทุกคนว่า อย่าคิดว่าการเกิดบนดอยหรือในพื้นที่ห่างไกลเป็นข้อจำกัดของชีวิต เพราะถ้าเราพยายามและได้รับการศึกษาที่ดี การเรียนนี่แหละครับจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ”

สำหรับครูเต้ คำพูดนี้ไม่ใช่เพียงคำให้กำลังใจ แต่คือเรื่องจริงที่เขาพิสูจน์ด้วยชีวิตของตัวเอง

ส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นต่อไป

ครูเต้บอกว่า สิ่งที่ทำให้เขาภูมิใจที่สุด ไม่ใช่เพียงการได้เป็นข้าราชการครู แต่คือการได้กลับมาทำงานในบ้านเกิด ท่ามกลางความยินดีของผู้ปกครองและคนในชุมชนที่เฝ้ามองการเติบโตของเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

“ขอบคุณโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ทำให้เด็กจากพื้นที่ห่างไกลคนหนึ่งมีโอกาสพัฒนาตัวเอง และได้กลับมาทำงานเพื่อบ้านเกิด”

เขากล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุเป็นครู เขาตระหนักอยู่เสมอว่าหน้าที่นี้คือความไว้วางใจจากชุมชน ที่ฝากความหวังของคนรุ่นต่อไปไว้ในมือของครู

“ผมอยากให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ใช้ความใฝ่รู้และความพยายามพาตัวเองไปถึงเป้าหมายของชีวิต และนี่คือภารกิจของครูคนหนึ่ง ที่ผมตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดครับ”

เรื่องราวของครูเต้สะท้อนให้เห็นว่า การกลับบ้านของครูคนหนึ่ง อาจไม่ใช่เพียงการกลับไปสอนหนังสือ แต่คือการกลับไปเปลี่ยนแปลงอนาคตของเด็ก ๆ และทั้งชุมชน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ขอแสดงความยินดีกับ ‘ครูเต้’ ชุติพงษ์ ใจ๋ยู้ ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในปีการศึกษา 2568 และขอร่วมส่งกำลังใจให้ครูเต้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางวิชาชีพ พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ และชุมชนบ้านเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้