“ตรงนู้น พี่เห็นไหมตุ๊กตายังติดอยู่ข้างบนอยู่เลย”
เด็กหญิงชี้นิ้วขึ้นไปต้นไม้ใหญ่ที่มีตุ๊กตาสีชมพูหม่นติดค้างเติ่งระหว่างกิ่งไม้ สภาพของวัตถุที่อยู่ผิดที่ทางกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ภัยพิบัติ ‘น้ำท่วม’ ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียงเมื่อพฤศจิกายน 2568
ผ่านมาเกือบครบวาระ 1 ปี ตัวเมืองหาดใหญ่กำลังฟื้นฟูตัวเองให้กลับมาสง่างามเหมือนในโปสการ์ดของนักท่องเที่ยวอีกครั้ง แต่ในชุมชนแออัดที่ทอดขนานไปกับรางรถไฟสายใต้ ร่องรอยของน้ำท่วมใหญ่ยังคงเด่นชัดผ่านโซฟาที่ยังคงคว่ำหน้า ตุ๊กตาสีหม่นบนยอดไม้ที่ไม่มีใครเอื้อมไปหยิบลงมา ซากขยะยังคงกองเต็มทางเดิน
“จริงๆ บ้านเขาสะอาดกว่าตอนก่อนน้ำท่วมด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ขยะเยอะมาก แต่พอน้ำมา กระแสน้ำก็กวาดขยะให้เป็นที่เป็นทางมากขึ้น” สุ ประธานชุมชนเล่า
เด็กหญิงปั่นจักรยานผ่านทางเดินแคบๆ มาจอดตรงหน้า แล้วเล่าต่อว่าตอนตอนน้ำท่วม ตัวเองสนุกกับการไปอยู่ศูนย์พักพิงมากกว่าที่บ้านอีก
“ไปที่โน่นมีข้าวแจก มีขนม เจอเพื่อนเยอะแยะสนุกดี”
สำหรับเธอน้ำท่วมไม่ได้น่ากลัว

“ชีวิตเด็กๆ ผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ เด็กไม่ได้กังวลเหมือนผู้ใหญ่ น้ำมาเขาก็อยู่กับมันได้ พ่อแม่พาอพยพไปตรงไหนเขาก็ไป น้ำขังเป็นเดือนในชุมชนเขาก็ลงไปเล่นน้ำปกติ เขาอยู่ได้ คุ้นชินกับสภาพแวดล้อม” สุเล่าถึงภาพจำยามน้ำหลาก
ในมุมผู้นำชุมชน การที่เด็กไม่กลัวน้ำท่วม ไม่กลัวบ้านพัง หรือการเปลี่ยนแปลงที่เเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลัง เพราะความ ‘ไม่แน่นอนที่แน่นอน’ ในวิถีชีวิตที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ทำให้สายน้ำไม่อาจกระทบ ‘ความชินชา’ ต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวได้
พื้นที่ริมรางรถไฟ คือพื้นที่เติบโตของ ‘เด็กและเยาวชน’ กลุ่มหนึ่งที่ชีวิตถูกบีบอัดอยู่ระหว่างปัญหายากจนเรื้อรัง วงจรสีเทา และมรดกคือความเปราะบางข้ามรุ่น ทำให้ในวันที่น้ำท่วมใหญ่ไม่อาจพรากอะไรไปได้
บนความว่างเปล่าที่พวกเขาแทบไม่มีอะไรให้สูญเสียมาตั้งแต่ต้น
นิเวศที่ล่มสลายก่อนน้ำมา
“ริมทางรถไฟตรงนี้ สาธารณูปโภคพื้นฐานไม่มีเลย ต้องไปขอพ่วงน้ำพ่วงไฟจากบ้านปกติเอา เขาคิดราคาเท่าไหร่ก็ต้องยอมจ่าย เสียแพงมาก ค่าน้ำหน่วยละ 10-15 บาท ค่าไฟหน่วยละ 12 บาท บางบ้านไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย มีแค่พัดลมตัวเดียวกับหม้อหุงข้าว แต่ค่าไฟปาไปเดือนละ 3,000-4,000 กว่าบาท”
พร ประธานชุมชน ฉายภาพความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างที่กดทับชาวชุมชนริมรางตั้งแต่ลืมตาตื่น ในแง่ที่อยู่อาศัย พวกเขาต้องเช่าห้องแคบๆ ขนาดเพียง 4×4 เมตร ที่ถูกซอยแบ่งออกเป็น 4 ครัวเรือน โดยใช้เพียงไม้กระดานกั้นห้อง และมีผ้าม่านผืนเดียวทำหน้าที่แทนประตู ด้วยราคาเช่าถึงห้องละ 1,500 บาทต่อเดือน
สภาพแวดล้อมที่ไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัวนี้ ทำให้เด็กๆ ต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับรับรู้พฤติกรรมในห้องแคบๆ นั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ครอบครัวในชุมชนเสพยาค้ายาเป็นหลัก รองลงมาคือก่อสร้างและเก็บของเก่าประปราย พ่อแม่ทำอะไรในห้อง เด็กเห็นและรู้หมด พอโตขึ้นมา เด็กผู้หญิงก็อยากแต่งตัวแต่ไม่มีเงิน วงจรเก่าๆ ของพ่อแม่ก็ดึงเขาเข้าไป คือเริ่มจากเดินยา เสพยา พอเงินหมดก็ทำใหม่ เกิดปัญหาการมั่วสุมและแม่วัยใสตามมา”

ข้อมูลจากทีมทำงานในพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันอายุของแม่วัยใสในชุมชนเมืองใหญ่ลดลงเรื่อยๆ จากเดิมที่อยู่ในช่วงอายุ 13-14 ปี แต่สถิติต่ำสุดที่พบในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ปัจจุบันคือ เด็กหญิงอายุเพียง 11 ปี ก็กลายเป็นแม่คนแล้ว
“ปัญหามันเป็นโดมิโน พ่อติดคุก แม่เสพแม่ขาย ทิ้งลูกไว้กับปู่ย่าตายายที่ต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาดูแลเด็ก หิวก็กินข้าวก้นบาตรหรือง่วงก็นอน ไม่มีสายสัมพันธ์ในครอบครัว ที่นี่แทบไม่มีใครใส่ใจใคร” สุบอก
แข็งแกร่ง และ ยืนหยัดแบบโดดเดี่ยว
“แฟนเพิ่งคลอดลูก ส่วนใหญ่ก็แม่เป็นคนเลี้ยง วันนี้ผมก็เช่ามอไซต์ 300 บาทพาแฟนเที่ยวเพราะเขาบอกว่าเบื่อๆ”
เด็กชายวัยเพียง 17 ปีคนหนึ่ง เล่าให้เราฟังระหว่างที่เขากำลังเบี่ยงตัวเอารถมอเตอร์ไซค์ไปคืนร้านเช่า หลังจากพาแฟนสาวรุ่นราวคราวเดียวกันไปขับรถเที่ยวในตัวเมืองเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเลี้ยงลูก
ข้อมูลจากสถิติในชุมชนริมรางรถไฟ มีเด็กในชุมชนที่ได้ไปโรงเรียนเพียง 5-6 คน จากเด็กทั้งหมด 57 คน ส่วนที่เหลือกลายเป็นเด็กนอกระบบที่ใช้ชีวิตตามยถากรรม
“โรงเรียนรัฐฟรี แต่ฟรีไม่จริง ถึงแม้จะจ่ายเพิ่มไม่เยอะ แต่มันเยอะมากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ พ่อแม่ที่นี่เก็บของเก่า รับจ้าง รายได้วันละ 100-150 บาทก็เยอะแล้ว แถมโรงเรียนรัฐที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร พ่อแม่ต้องไปทำงาน คนแก่ที่บ้านก็ขับรถไปส่งไม่ไหว เด็กเลยถูกปล่อยให้อยู่บ้าน อ่านหนังสือไม่ออก และหลุดออกจากระบบในที่สุด” บ่าว เจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองหาดใหญ่ เล่า ทำให้เห็นว่าเมื่อกลไกการศึกษาล้มเหลว และกลไกครอบครัวเปราะบาง บาดแผลทางจิตวิทยาจึงถูกส่งต่อเป็นทอดๆ

อาจารย์แอ๊ด-วัลภา ฐาน์กาญจน์ ที่ปรึกษาศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หนึ่งในคณะทำงานของโครงการการจัดการการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมเป้าหมายชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา : ความร่วมมือทุกภาคส่วน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ทำงานในพื้นที่เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำงานในพื้นที่มายาวนานให้ฟัง สอดคล้องกับข้อมูลของ ผศ.ดร.พิมพิศา ศักดิ์สองเมือง คณะพยาบาลศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ที่นำเครื่องมือทางสาธารณสุขอย่างจีโนแกรม (Genogram) หรือแผนผังเครือญาติมาวิเคราะห์เชิงลึกถึงชีวิตเด็กในชุมชนริมทางรถไฟ
“พอทำจีโนแกรมเราจะเห็นพลวัตและความซับซ้อนชัดเจน ครอบครัวเด็กที่ติดคุกคดีลักขโมยในตอนนี้ เมื่อย้อนดูประวัติจะพบว่า ตัวแม่เองก็เคยติดคุกคดีลักขโมยมาก่อน วิธีการสื่อสารที่แม่ใช้พูดกับลูกเป็นวงจรเดิมๆ ที่สร้างบาดแผล และที่สำคัญ เด็กเหล่านี้ไม่ได้เปราะบางแค่ตัวคนเดียว รอบตัวเขา ทั้งแม่ที่เป็นซึมเศร้า หรือปู่ย่าที่ป่วยติดเตียง ล้วนเปราะบางทั้งหมด ถ้านิเวศรอบตัวเด็กไม่ถูกอุ้มชู เด็กไม่มีทางรอด”

ภูมิคุ้มกันบนความว่างเปล่า
มหาอุทกภัยปี 2568 อาจพัดพาสิ่งของ เครื่องใช้ และโครงสร้างบ้านเรือนริมทางรถไฟหาดใหญ่ให้พังทลายลงไป แต่สิ่งหนึ่งที่สายน้ำไหลเชี่ยวไม่อาจพรากไปได้ คือภูมิคุ้มกันของเด็กๆ ที่ได้มาจากการคลุกคลีอยู่กับความเปราะบางมาตลอดทั้งชีวิต
“เด็กที่นี่เขาเก่ง ไม่กลัวอะไร ปรับตัวได้หมด” แอ๊ดเล่า
ศักยภาพความเก่งและแกร่งของเด็กริมราง เปรียบเสมือนเหล็กกล้าที่รอการตีให้ถูกรูป หากนิเวศรอบตัวเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความแกร่งนั้นอาจถูกดึงไปใช้เพื่อความอยู่รอดในทางที่ผิด เช่น การลักเล็กขโมยน้อย หรือการผันตัวเข้าสู่วงจรผู้ค้าหน้าใหม่ โดยเฉพาะช่วงหลังน้ำลดที่กลุ่มวัยรุ่นนอกพื้นที่มักใช้อาคารและบ้านร้างในชุมชนเป็นแหล่งรวมตัว
แต่อาจารย์แอ๊ด อธิบายว่าเด็กไม่ใช่ปัญหาแต่คือผลลัพธ์ของปัญหามากกว่า เลยกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของโครงการการจัดการการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมเป้าหมายชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาฯ
ในการเข้ามาคลุกคลีกปัญหาที่ซับซ้อนและสะสมเกินกว่าจะหาทางแก้ได้โดยลำพัง

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่การสร้างกำแพงกั้นน้ำท่วมหรือการเดินแจกถุงยังชีพแล้วจากไป แต่คือการหันกลับมาซ่อมแซมระบบนิเวศที่ล่มสลายริมทางรถไฟ ชุบเลี้ยงและโอบอุ้มความแข็งแกร่งของเด็กๆ ให้ถูกทิศทาง เพื่อให้วันหนึ่ง เส้นทางรางที่ทอดยาวขนานไปกับความเจริญ จะเป็นเส้นทางที่พาพวกเขาก้าวพ้นจากลางร้ายของชะตากรรมข้ามรุ่น และสามารถเติบโตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพ : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี