เด็กนอกระบบในร่มเงาของพุทธศาสนา การกลับมาของ “พลังบวร” บ้าน วัด โรงเรียน

เด็กนอกระบบในร่มเงาของพุทธศาสนา การกลับมาของ “พลังบวร” บ้าน วัด โรงเรียน

“เด็กที่หลบมาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา มีทั้งที่กำพร้า พ่อแม่หย่าร้าง บ้านไม่มีความสงบ พวกเขาถูกกระทำ ไร้ที่พึ่ง จนได้มาอยู่วัด ไม่ว่าบวชเป็นเณรหรือแค่มาพักพิงใจชั่วครั้งคราว เขาจะพบความสงบ อบอุ่น มีข้าวกิน มีที่อาศัยนอน ปลอดภัยจากการถูกทำร้าย

“แล้วมันมีความพิเศษให้เห็นบ่อย ๆ …ว่าเด็กบางคนที่หันหลังให้โรงเรียนไปแล้ว พอมาเจอพื้นที่สงบร่มเย็นก็เริ่มคิดถึงการเรียน วัดจึงเป็นที่พึ่งได้ทั้งในแง่พาพ้นความเสี่ยง แล้วยังเป็นที่เรียนรู้เพื่อให้ชีวิตมีทางเดินต่อ”     

พระธรรมวิทย์ ฐานธมฺโม ประธานมูลนิธิพุทธเมตตาบารมีเพื่อสังคม จังหวัดหนองคาย กล่าวเปรียบว่า ‘วัด’ คือสถาบันอันเป็นที่พึ่ง ในงาน ‘พลังบวรสู่การยกระดับการพัฒนาเด็กด้อยโอกาส’ ณ วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

งานครั้งนี้จัดเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569  เป็นการรวมพลังพระสงฆ์จาก 6 จังหวัด (ยโสธร นครพนม ศรีสะเกษ มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ) และบุคลากรจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานและกรุงเทพมหานคร จากความร่วมมือของ สพฐ. กสศ. และ เขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 10 ที่นำโดยพระพรหมวชิโรดม เจ้าคณะภาค10   สร้างเส้นทางเรียนรู้และพื้นที่ปลอดภัยภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา สำหรับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา โดยเตรียมจดทะเบียนจัดตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อให้ ‘วัด’ เป็นหนึ่งในพื้นที่เรียนรู้ของพระภิกษุสามเณร รวมถึงเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา  

“เพราะความสัมพันธ์ของบ้าน วัด ชุมชน มีสายใยเชื่อมต่อกันมานาน โดยเฉพาะในชุมชนเล็ก ๆ วัดจะถือเป็นศูนย์รวมจิตใจผู้คน ส่วนบริเวณรอบ ๆ วัด จะมีเด็กทุกกลุ่ม ทั้งที่ยากจนแต่อยากเรียน ซึ่งวัดจะช่วยส่งต่อโดยร่วมมือกับโรงเรียน หรือสถานประกอบการในพื้นที่ ให้เด็กได้เรียนและมีรายได้

พระธรรมวิทย์ ฐานธมฺโม

“ส่วนอีกกลุ่มที่จะพูดถึงตรงนี้ และเป็นเหตุผลให้วัดมองถึงการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน คือกลุ่มที่ทั้งด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ และอยู่ในความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งจากครอบครัว สิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งตัวเด็กเอง ซึ่งทำให้ไม่มีความพร้อมจะเรียนในโรงเรียนปกติ”

พระธรรมวิทย์ขยายความว่า ‘การไม่พร้อมเรียนในโรงเรียนปกติ’ เป็นได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกคนคือการขาดแรงบันดาลใจ หมดไฟ และไม่เชื่อแล้วในระบบโรงเรียน ซึ่งอาจเกิดจากประสบการณ์ไม่ดีทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

“การขยับสถานะวัดเป็นศูนย์การเรียน จึงเป็นความพยายามจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ที่เราจะเน้นเรื่องการดูแลจิตใจและจัดการเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งต่างจากโรงเรียนปกติที่จะยืดหยุ่นกว่า ทั้งเรื่องเวลาเรียน เนื้อหาวิชา หรือการวัดผล”

ส่วนอีกกลุ่มของผู้เรียนที่พระธรรมวิทย์ขีดเส้นใต้ชัด ว่าจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจาก ‘วัดที่สามารถจัดการเรียนรู้เพื่อวุฒิการศึกษาได้’ ก็คือ ‘สามเณร’

พร้อมหยิบยกเรื่องราวของ ‘เณรฟ้อนท์’ ที่บวชเณรเข้าสู่ร่มเงาพระพุทธศาสนาในวัย 9 ปี หลังประสบกับสองปีของชีวิตที่สุ่มเสี่ยง หากยังอยู่ภายใต้ ‘สายตาของชุมชน’ ที่มองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความห่วงใย

“ในบ้านที่ไม่เคยมีความสงบ และครอบครัวที่ไม่เพียงขาดความพร้อม หากยังฉุดรั้งเณรไว้จากการเติบโตอย่างปลอดภัย เด็กชายที่พ่อแม่แยกทางกันตอนเจ็ดขวบ อยู่ในสายตาของชุมชนที่รับรู้ทุกเรื่องราวอยู่ไกล ๆ ทั้งปัญหาความรุนแรงในบ้าน ความเสี่ยงเข้าไปยุ่งกับยาเสพติด และยังถมทับด้วยการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ทั้งหมดทำให้ในที่สุด เด็กน้อยก็ต้องออกจากโรงเรียนขณะเรียน ป.2

“จากนั้นก่อนชีวิตจะยิ่งหลุดเส้นทางไปไกล ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในชุมชนได้ตัดสินใจชวน ดช.ฟ้อนท์ บวชเณร ต่อมาเมื่อถึงกำหนดสิ้นสุดเวลาศึกษาธรรม เณรกลับแจ้งความประสงค์ขอ ‘ไม่สึก’ ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อบวชแล้วพบความสงบ ก็หวังจะอาศัยพระศาสนาพาหลีกพ้นความวุ่นวายทางโลก”

ตรง ‘พื้นที่แห่งความสงบ’ นั้น เณรฟ้อนท์จึงได้กลับมาเรียน

จากที่วัดช่วยคืนความรู้สึกปลอดภัยทั้งทางกายและจิตใจ เณรฟ้อนท์ได้รับการดูแลจากพระพี่เลี้ยง โดยทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นรองรับ และเมื่อห่างไกลออกมาจากสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ บาดแผลข้างในจึงได้รับการเยียวยาไปพร้อมกัน      

เณรฟ้อนท์

วันนี้เณรฟ้อนท์ได้ร่วมอยู่ในโอกาสสำคัญ ขณะที่วัดหลายแห่งในสังกัดคณะสงฆ์ภาค 10 กำลังเตรียมจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12

เณรพูดถึงชีวิตใหม่ และการเรียนรู้ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ว่าดีใจที่ได้บวช ได้ประกอบกิจวัตรเดิมทุกวันในวัด ได้ออกบิณฑบาต และที่ดีที่สุดคือได้กลับมาเรียนหนังสือ และถึงจะเป็นวงจรซ้ำ ๆ ทว่าทุกสิ่งนั้นดำเนินไปอย่างสงบ    

“เคยคิดว่าจะไม่ได้เรียนแล้วหลังออกจากโรงเรียน รู้สึกเสียดายเพราะจริง ๆ หนูชอบเรียน …แต่ก็ไม่ชอบไปโรงเรียนเลย จนพอได้มาบวชอยู่วัด มีพระอาจารย์มาบอกว่าจะได้เรียน ก็ดีใจมาก แล้วที่นี่เราเชื่อว่ายังไงก็จะเรียนได้แน่ ๆ เพราะไม่วุ่นวายเหมือนที่โรงเรียน”

เณรฟ้อนท์ยังบอกว่าช่วงพักจากการเรียนบางวัน จะชอบไปเดินเล่นในป่า หาที่นั่งสมาธิ ซึ่งเป็นกิจกรรมช่วยให้ทบทวนบทเรียนได้อย่างดี

“หนูชอบเดินเล่นคนเดียว บางทีก็ก่อนฉันเพล บางทีก็ตอนหัวค่ำ ถามว่ากลัวไหม …ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว สำหรับหนูเวลาอยู่กันหลายคนรู้สึกน่ากลัวกว่า ไม่ปลอดภัยเลย” เณรทิ้งท้ายด้วยข้อความซึ่งแสดงให้เห็นว่าวันนี้ ‘พื้นที่วัด’ ได้คืนให้ทั้งความสงบ และความปลอดภัยจากการได้อยู่ลำพัง

พระทศพร ถาวโร จากจังหวัดนครพนม เป็นอีกท่านที่ช่วยสะท้อนภาพของเด็กเยาวชนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง และมีเพียงร่มเงาพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง

“ตรงที่ผมโตขึ้นมา เด็กส่วนใหญ่แทบไม่มีทางหนีพ้นความเสี่ยง โดยเฉพาะจากครอบครัวที่ไปพัวพันกับยาเสพติดในทางใดทางหนึ่ง แล้วมันก็ส่งผลต่อชีวิตที่เหลือทั้งหมด ทั้งเป็นต้นตอความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายกันในโรงเรียน เราเห็นเด็กบางคนเคยเรียนดี ชอบเรียนหนังสือ แต่พอโตพฤติกรรมก็ค่อย ๆ เปลี่ยน ไม่อยากไปเรียนแล้ว และการอยู่บ้านก็ไม่รู้สึกปลอดภัย เขาจึงเหลือแค่วัดเป็นที่พึ่ง”

เมื่อโรงเรียนกับวัดมาอยู่ในรั้วเดียวกัน สิ่งที่พระทศพรมองเห็น คือ ‘ประตูโอกาส’ ที่เปิดกว้างขึ้น สำหรับเด็ก ๆ อีกมากมายที่ ‘ไม่มีที่ไป’ อย่างน้อยที่สุด ‘วัด’ จะเป็นที่ปกป้องคุ้มครอง ให้ความปลอดภัย และมีสายตาจากพระและชุมชนคอยดูแล

พระทศพร ถาวโร

“ที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือเด็ก ๆ ไม่ว่าบวชเณรหรือเป็นฆราวาส พวกเขาจะได้สานต่อการศึกษาที่ค้างคาให้จบชั้น ป.6 หรือ ม.3 แล้วเชื่อว่าบรรยากาศเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในวัด จะทำให้เขาคิดถึงอนาคตเรื่องการเรียนต่อมากขึ้น และนอกจากวิชาการ พระอาจารย์ในวัดยังสามารถช่วยขัดเกลาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ซึ่งเป็นการพาพ้นออกจากเส้นทางเสี่ยงด้วย”    

ในบทบาทผู้จัดการศึกษาและเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ พระธรรมวิทย์กล่าวว่า เรื่องน่ายินดีคือเสียงพระสงฆ์จากวัดที่เข้าร่วมโครงการต่างมองไปทางเดียวกัน ว่าศูนย์การเรียนใต้ร่มพระพุทธศาสนาคือ ‘โอกาส’ และคือ ‘หนึ่งกิจของพระสงฆ์ที่มีต่อสังคม’ ในการดูแลเยาวชนให้มีพื้นที่ปลอดภัย อยู่ไกลความเสี่ยง และไปต่อได้ในการศึกษา

“เพราะหัวใจของพระศาสนาคือการยกระดับจิตใจ และเป็นที่พึ่งของผู้ไร้ทางไป วันนี้เมื่อวัดจะเป็นต้นทางพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา เราเชื่อว่าจากนี้เด็ก ๆ ที่มีบาดแผล ไม่มีทางไป หรือคนที่หลงทางออกไป เขาจะมีพื้นที่เยียวยา พากลับ และพักพิงเรียนรู้ได้อย่างสงบ มีไฟมีพลัง และตื่นขึ้นกับการเรียนรู้ที่มีเป้าหมาย และเราเชื่อว่าการจัดการศึกษา จะเป็นกิจที่พระสงฆ์ยินดีปฏิบัติร่วมกัน”