“สิ่งของที่ไปถึงมือเด็กไม่ได้เพียงช่วยเพิ่มโอกาส แต่ยังบอกเขาด้วยว่ามีคนอีกมากมายที่มองเห็น ห่วงใย และพร้อมส่งกำลังใจไปให้”
‘ครูแสงดาว’ โรงเรียนบ้านจบก จ.สุรินทร์ ที่ ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’

“สิ่งของที่ไปถึงมือเด็กไม่ได้เพียงช่วยเพิ่มโอกาส แต่ยังบอกเขาด้วยว่ามีคนอีกมากมายที่มองเห็น ห่วงใย และพร้อมส่งกำลังใจไปให้”

“หมู่บ้านเราโดดเดี่ยวมาก มีเด็กน้อยคนที่เคยได้ออกไปเห็นโลกข้างนอก ตั้งแต่เกิดจนโตจึงมีแค่บ้าน โรงเรียน และสวนยาง เมื่อถามถึงความใฝ่ฝัน หลายคนเลยตอบเหมือนกัน ว่าอยากไปเซเว่น ฯ ในอำเภอสังขะ ซึ่งอยู่ห่างไปราวสามสิบกิโล ฯ พอถามว่าทำไม เด็ก ๆ บอกว่าเพราะที่นั่นมีแอร์ มีขนม มีของเล่นที่เขาไม่เคยเห็น

“คำถามที่ว่าความขาดแคลนตรงนั้นหน้าตาเป็นยังไง ก็คงต้องบอกว่า เราไม่มีอะไรเลย ไม่มีจริง ๆ

“…พอได้มาอยู่ตรงนี้ที่มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้านักเรียน มีดินสอปากกา มีสมุดสวย ๆ มีของเล่น มีตุ๊กตาละลานตาตรงหน้า เราอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเด็ก ๆ มาเห็นด้วยตัวเอง เขาจะมีความสุขแค่ไหน”

“ฟ้าเพิ่งสว่างไม่นาน” คือหน่วยเวลาที่ ‘ครูแสงดาว’ บอกว่าคือตอนเริ่มพารถยนต์คันเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางประมาณแปดสิบกิโลเมตร จากบ้านจบก อำเภอบัวเชด มาถึงโรงเรียนเชื้อเพลงวิทยา ที่อำเภอประสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมกิจกรรม ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน’   

เมื่อถึงที่หมาย คนในงานยังบางตา คุณครูชั้นอนุบาลจากโรงเรียนบ้านจบก ใช้เวลาเดินรอบพื้นที่กิจกรรม สำรวจสิ่งของที่จัดเรียงไว้บนพื้นอาคารเปิดโล่ง จากระยะไกล เธอเห็นชุดนักเรียน รองเท้า หนังสือ สมุดดินสอ ปากกา ยางลบ ไม้บรรทัด ดินสอสี สีน้ำ สีชอล์ก พู่กัน จานสี กระดาษวาดเขียน ของเล่น สื่อการสอน อุปกรณ์กีฬา เครื่องดนตรี กระทั่งจาน ชาม ถ้วย หรือแก้วน้ำช้อนส้อมก็ยังมี

แต่เด่นสะดุดตาที่สุด คือตรงมุมอาคารที่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กวางอยู่เป็นสิบเครื่อง ครูแสงดาวนึกภาพว่าถ้าลูกศิษย์ที่โรงเรียนมาอยู่ด้วยกันตรงนี้ เด็ก ๆ คงตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุข

ยังไงเสีย เธอยังคิดว่าตัวเองพลาดไป ที่ตัดสินใจมาคนเดียว

“ก่อนมาเรารู้อยู่ว่าจะมีสิ่งของที่ทีมงานขนมาให้ครูกับเด็ก ๆ แต่ไม่ได้คิดว่าจะมีเยอะขนาดนี้ ตอนมองที่ของเหล่านั้น ภาพเก่า ๆ มันฉายขึ้นในหัวทันที ภาพที่เราเคยเอาเสื้อผ้ามือสองไปให้เด็ก หรือตอนเอาขนมจากพวกงานประชุมกลับไปให้เขา แค่นั้นคือเด็ก ๆ ก็ดีใจกันเป็นอาทิตย์แล้ว แต่ของในงานนี้คือมีมากกว่าที่ร้านค้าหมู่บ้านเราขายทั้งปีอีก ก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากจะเกณฑ์ทั้งเด็กทั้งครูที่โรงเรียนมาให้หมด ให้เขาได้มาเลือกของกันเอง ทุกคนคงสนุกมาก ๆ”

ครูแสงดาวขยายภาพของโรงเรียนและชุมชนบ้านจบก ว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครู 7 คน ปีนี้มีนักเรียนชั้นอนุบาลถึง ป.6 รวม 59 คน ตั้งอยู่ห่างพรมแดนไทย-กัมพูชาตรงช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ 20 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ค่อนข้างปิด เข้าถึงยาก ล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าทึบ ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เกือบทั้งหมดมีอาชีพรับจ้างกรีดยาง ทุกวันจะออกจากบ้านแต่เช้ามืด กว่าจะกลับก็เย็นค่ำ เด็ก ๆ บ้านจบกจึงต้องหัดดูแลตัวเองตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ส่วนในทุกองค์ประกอบของการศึกษา ภาระหน้าที่ทั้งหมดจะตกเป็นของครู

“ทั้งหมดที่ว่า หมายถึงชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง โรงเรียนจะช่วยจัดหาให้ แต่ความเป็นโรงเรียนขนาดเล็กงบก็น้อยตามจำนวนเด็ก ครูทุกคนเราก็พยายามกันเต็มที่ เพื่อช่วยกันเติมเต็มให้เด็ก ๆ มีของใช้ของกินที่จำเป็นไม่ขาดพร่อง แต่บางอย่างมันก็เหมือนจะสุดมือ

“เฉพาะเรื่องการเรียนการสอน สิ่งที่ขาดแคลนเร่งด่วนตอนนี้ เรามองว่าเป็นคอมพิวเตอร์ เพราะถึงทางโรงเรียนจะมีครูประจำวิชาหรือมีห้องคอม แต่ของที่มีก็ไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้มานานแล้ว โรงเรียนมีโน้ตบุ๊กอยู่เครื่องเดียว เอาไว้ให้ครูใช้เก็บข้อมูลและนำเสนองาน ซึ่งก็ต้องเวียนกันใช้ มีบางวิชาเราเอาไปใช้สอนบ้าง เด็กถึงได้จับ แต่ปกติคือเราไม่สามารถสอนเด็กใช้คอมพิวเตอร์ได้เลย ก็เป็นห่วงว่าสมัยนี้ถ้าเด็กใช้คอมไม่ได้ การจะเรียนต่อหรือไปทำงานจะลำบาก”

คุณครูวกเข้าเรื่องสื่อดิจิทัล พร้อมเผยว่าโรงเรียนบ้านจบกเพิ่งได้ลงทะเบียนรับคอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียนขาดแคลนสื่อการสอนในพื้นที่ห่างไกล กับโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง มูลนิธิกระจกเงา ที่มาตั้งโต๊ะรับแจ้งความต้องการเครื่องมือดิจิทัล จากโรงเรียนต่าง ๆ ที่มาร่วมกิจกรรม

สำหรับโอกาสทางการศึกษาของเด็ก ๆ บ้านจบก ข้อมูลตลอดหลายปีบอกว่าหลังจบ ป.6 เด็กได้เรียนต่อแทบจะ 100% แต่ตัวเลขเกือบเต็มร้อยกลับไม่ได้การันตีถึงวุฒิ ม.3 หรือ ม.6 เพราะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจริง ๆ อยู่ถัดจากตรงนั้น

ครูแสงดาวเผยว่า มีเด็กไม่น้อยอุตส่าห์ผ่านชั้น ป.6 ได้แล้ว แต่กลับไปหลุดตรงช่วง ม.1-ม.2 ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย และเมื่อถามถึงสาเหตุ คุณครูบอกว่า ‘น่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่พัดพาออกไป’

“อย่างที่บอกว่าเด็กที่นี่แทบไม่เคยเห็นโลกข้างนอก วงจรชีวิตหรือทัศนคติที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น เลยกลายเป็นว่าเมื่อพ่อแม่ปู่ย่าตายายกรีดยาง ลูกหลานก็ต้องกรีดยางด้วย ประเด็นคือไม่มีใครรู้ว่าการเรียนสูง ๆ จะพาไปไหน พวกเขาไม่มีต้นแบบ ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีตัวอย่างอาชีพ ก็เลยไม่มีใครคิดว่าจะต้องดิ้นรนพยายามเพื่อเปลี่ยนแปลง

“การแนะแนวก่อนจบการศึกษาของโรงเรียน เราจึงให้น้ำหนักมากกับทัศนคติเรื่องการเรียนต่อ เราพยายามเอาชีวิตข้างนอกหมู่บ้านมาให้เขาเห็นผ่านเรื่องเล่า ผ่านเครื่องไม้เครื่องมือสิ่งของที่มีอยู่จำกัด กับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ก็มีอยู่อย่างจำกัดเช่นกัน

“…เราถึงดีใจที่มีงานแบบธนาคารโอกาสและถนนครูเดินแบบนี้ เพราะสิ่งของหลาย ๆ อย่างที่เราจะเอากลับไป ทั้งของเล่น สื่อการสอนแปลก ๆ ใหม่ ๆ พวกนี้ไม่เพียงจะช่วยเปิดโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งมันยังบอกด้วยว่า มีคนอีกมากมายข้างนอกนั่น ที่มองเห็นพวกเรา ห่วงใยเรา และส่งกำลังใจมาให้เราผ่านทางกิจกรรมและสิ่งของเหล่านี้”

จากกำลังใจที่ส่งถึงเด็ก ๆ ครูแสงดาวย้ำความสำคัญของกิจกรรม ว่ายังเป็นทั้งการเติมพลัง และเติมอาวุธดี ๆ ให้ครูมีศักยภาพในการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งขึ้น

เพราะโรงเรียนขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ทุกสิ่งที่ได้รับล้วนมีความหมาย ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน คือสิ่งที่จะมาช่วยเสริมเรื่องความขาดแคลนงบประมาณ ทั้งช่วยเติมเต็มทรัพยากรเดิมที่มีอยู่เช่นทุนเสมอภาค ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กับโรงเรียนบ้านจบกที่มีนักเรียนทุนเสมอภาคมากกว่า 80% ครูแสงดาวบอกว่า ทุนเสมอภาคทำให้ครูของเรารู้จักนักเรียนเป็นอย่างดีผ่านการเยี่ยมบ้าน จนรู้ว่าเด็กคนไหนยังขาดอะไร ที่บ้านเป็นยังไง แล้วพอรู้ข้อมูลก็สามารถเติมเต็มได้ตรงจุด โดยเงินจำนวนนี้เองที่เป็นค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน หรือเป็นทุนที่เด็กได้เอาไว้ใช้เพื่อสมัครเรียนต่อ

“ในฐานะครูโรงเรียนเล็ก ๆ คนหนึ่ง เราพูดจากประสบการณ์ได้ว่า ไม่ว่าทุนหรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่เข้ามา ทุกอย่างคือการเพิ่มโอกาสให้เด็ก ๆ เพราะสำหรับหมูบ้านห่างไกลที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวตรงนั้น แม้แต่เสื้อตัวหนึ่ง หรือตุ๊กตาสักตัว เชื่อเถอะว่าเพียงเท่านั้นมันก็เป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตเด็กคนหนึ่งได้จริง ๆ”       

ครูแสงดาวทิ้งท้าย เพื่อขอตัวไปเคลียร์พื้นที่รถคันน้อย เตรียมนำสิ่งของไปให้เด็ก ๆ ให้ได้มากที่สุด

…และจนถึงจังหวะร่ำลากัน เราจึงได้เห็นคุณครูขับรถที่จุเต็มด้วยกำลังใจกลับไป พร้อมรอยยิ้ม