จากหลังฮ้านถึงมหาวิทยาลัย ตามหาความฝันที่เคยหล่นหายของ ‘เด็กในวงหมอลำ’

จากหลังฮ้านถึงมหาวิทยาลัย ตามหาความฝันที่เคยหล่นหายของ ‘เด็กในวงหมอลำ’

“จบแค่ ม.3 ชีวิตมึงได้แค่นี้แหละ”

หยกจำคำพูดเหล่านั้นได้ดี

มันเป็นถ้อยคำที่ตามมาติดๆ กับคำตัดสินอีกหลายอย่าง …เรียนไม่จบ เป็นแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย ออกจากบ้านมาทำงานในวงหมอลำ ฝากลูกไว้ให้ครอบครัวช่วยเลี้ยง และคงทำได้เพียงเต้นกินรำกินไปวันๆ

สำหรับคนพูด นั่นอาจเป็นเพียงประโยคที่หลุดออกมาแล้วผ่านเลยไป แต่สำหรับ ‘หยก’ วิภาภรณ์ ฟองลม มันติดอยู่ในความทรงจำ เหมือนใครบางคนเอาเส้นมาขีดไว้ล่วงหน้า ว่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งควรไปได้ไกลแค่ไหน

หยกไม่ได้เถียงยืดยาว เธอตอบเพียงว่า “อย่าเพิ่งตัดสินในตอนนี้ ลองรอดูอีกสองปีข้างหน้า”

วันนี้ หยกยังคงเป็นแดนเซอร์อยู่กับวงสาวน้อยเพชรบ้านแพง ยังคงแต่งหน้า สวมชุดการแสดง และขึ้นฮ้านไปตามจังหวะดนตรีเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

ส่วนอีกหนึ่งบทของชีวิต เธอเป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาการแสดง มหาวิทยาลัยชินวัตร เรียนทั้งนาฏศิลป์และศาสตร์การแสดงแขนงต่างๆ โดยผลงานชิ้นล่าสุดในมหาวิทยาลัยของเธอ คือการนำหมอลำไปแสดงต่อหน้าเพื่อนนักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน หมอลำที่ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นเหตุผลตัดสินว่าเธอไม่มีอนาคต วันนี้กลับกลายเป็นความรู้ที่หยกนำติดตัวเข้าไปในมหาวิทยาลัย

แต่ระหว่างวันวานจนถึงกับวันนี้ ความฝันของหยกเลยหายไปจากชีวิตของเธอนานหลายปี

เมื่อการตั้งครรภ์ทำให้ประตูโรงเรียนปิดลง

ย้อนไปเมื่อตอนเรียนชั้น ป.6 หยกเคยทดลองกับตัวเองด้วยวิธีประหลาดตามประสาเด็ก เธอตัดสินใจไม่ไปฟ้อนรำในงานหนึ่งของโรงเรียน เพื่อดูให้แน่ใจว่า ตัวเองชอบนาฏศิลป์จริงๆ หรือเพียงหลงใหลไปชั่วคราว

แต่พอเห็นเพื่อนแต่งตัวสวย เตรียมออกไปแสดงโดยที่ตัวเองไม่ได้ไปด้วย หยกกลับรู้สึกน้อยใจ โหยหา และอยากยืนร่ายรำเหมือนภาพตรงหน้า ความรู้สึกในวันนั้นให้คำตอบว่า นาฏศิลป์ไม่ใช่งานอดิเรกที่ทำหรือไม่ทำก็ได้ หากเป็นสิ่งที่เธออยากอยู่ด้วยจริงๆ

นับจากนั้น เมื่อใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร หยกจะตอบอย่างไม่ลังเลว่า  “อยากเป็นครูนาฏศิลป์ค่ะ”

ก่อนเข้าเรียนมัธยมต้น เธอเริ่มตามรุ่นพี่เข้าไปอยู่ในวงหมอลำโดยไม่มีตำแหน่ง ไม่มีค่าจ้าง และยังไม่ได้ขึ้นแสดง หยกเพียงอยากอยู่ใกล้สิ่งที่ตัวเองชอบ จึงเสนอตัวช่วยทุกอย่างเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ ตั้งแต่เก็บชุด ดูแลเครื่องหัว ช่วยรุ่นพี่แต่งตัว ไปจนถึงนั่งมองการเต้นอยู่ข้างฮ้าน

“ตอนนั้นยังไม่มีใครจ้างค่ะ เรียกว่าเราไปเสนอหน้าขอเขาทำเองมากกว่า เพราะอยากอยู่ในทีม บอกเขาว่าทำอะไรก็ได้ อยากหาเงินด้วย ก็เลยไปช่วยเก็บชุด ช่วยพี่ๆ แต่งตัว แล้วก็นั่งดูเขาเต้นอยู่ข้างฮ้าน”

จนวันหนึ่ง เมื่อแดนเซอร์รุ่นพี่ตั้งครรภ์และต้องหยุดแสดง โอกาสจึงมาถึง เด็กหญิง หยกได้ขึ้นไปเต้นแทน ก่อนจะกลายเป็นแดนเซอร์ประจำวงเต็มตัวในช่วงชั้น ม.3

วิภาภรณ์ ฟองลม

ระหว่างเรียนมัธยม เธอพยายามรักษาชีวิตสองด้านไว้พร้อมกัน กลางคืนทำงานกับวง บางครั้งกลับถึงบ้านเกือบเช้า ก่อนเปลี่ยนจากชุดการแสดงเป็นเครื่องแบบแล้วไปโรงเรียนต่อ หยกยังมีเกรดเฉลี่ยมากกว่าสาม เป็นเด็กกิจกรรม และเป็นตัวแทนด้านนาฏศิลป์ของโรงเรียน

แต่เมื่อหยกตั้งครรภ์ในช่วง ม.4 การเรียนในรูปแบบเดิมก็ไปต่อไม่ได้ แม้ครูนาฏศิลป์จะพยายามช่วยพูดคุยกับโรงเรียน สุดท้ายเธอต้องหยุดเรียน แล้วหันมาทำงานเต็มตัวเพื่อดูแลตัวเอง ครอบครัว และลูกที่เธอเรียกว่า ‘ของขวัญ’ กำลังจะเกิดมา

ความฝันที่จะเป็นครูนาฏศิลป์จึงเลือนหาย เพราะประตูที่จะพาเธอไปถึงความฝันนั้นปิดลง

“มันมืดไปหมดเลยค่ะ ตอนนั้นมองไม่เห็นอะไรแล้ว มันตื้อไปหมด ยังไม่กล้าบอกแม่ด้วยตอนแรก เราแตกสลาย เพราะเราเลือกแล้วว่าจะเดินไปทางนาฏศิลป์ จะไปให้ถึงฝัน แต่มันดันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อน” 

เธอยังรำได้ ยังเต้นได้ และยิ่งทำงานนานขึ้นก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น แต่ต่อให้ร่างกายจดจำท่วงท่าได้มากเพียงใด ต่อให้ผ่านเวทีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หยกก็ยังไม่มีวุฒิ ม.6 สำหรับใช้สมัครมหาวิทยาลัย

กระทั่งหมอลำศึกษาพาเธอกลับมาเรียนอีกครั้ง

โรงเรียนที่ไม่ขอให้เธอทิ้งการรำไว้ข้างหลัง

ในตอนแรก หยกไม่ได้มองเส้นทางนี้ด้วยความหวังมากนัก ตรงกันข้าม เธอระแวงคนจากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ที่คอยโทรตามให้ส่งใบสมัคร เข้าเรียน และส่งงาน จนอดคิดไม่ได้ว่า คนเหล่านี้เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า

“ตอนแรกก็ห้าสิบห้าสิบค่ะ กลัวว่าจะไม่จบจริง โรงเรียนอะไรก็ไม่รู้ แล้วเราเป็นรุ่นแรกด้วย จะจบไหมวะ”

ระหว่างที่หยกยังลังเล ‘พี่ออม’ ณัฐการณ์ รัตตะกุญชร หนึ่งในทีมงานของศูนย์การเรียนบอกกับเธอเพียงว่า “ลองเปิดใจดูก่อน” หยกจึงยอมลอง

หยกเล่าว่าช่วงนั้นเธอไม่ได้ทำงานอยู่ในวงหมอลำแล้ว แต่เปลี่ยนไปทำงานประจำที่ร้านอาหาร เมื่อปัญญากัลป์แจ้งว่าจะมีค่ายเรียนรู้เข้มข้นเป็นเวลาห้าวัน หยกจึงเข้าไปขอลางานกับหัวหน้า พร้อมอธิบายว่าจะไปเรียน

คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ถ้าจะลาหลายวันขนาดนั้น ก็ลาออกไปซะ”

หยกฟังแล้วถามกลับว่า “แค่จะลาไปเรียนถึงกับต้องให้ออกจากงานเลยหรอ” เมื่ออีกฝ่ายยังยืนยันคำเดิม เธอจึงขอใบลาออกมาเซ็น ก่อนเดินออกจากร้านอาหารแห่งนั้น

“หนูไม่ชอบคนพูดประชด หนูก็เลยบอกว่าเอาใบลาออกมาเลยค่ะ แล้วหนูก็เซ็น แล้วเดินออกไปเลย” เธอเล่าวีรกรรมยิ้มๆ

การกลับเข้าสู่การศึกษาของหยกจึงไม่ได้ราบรื่น แต่เริ่มจากการยอมปล่อยมือจากรายได้ที่อยู่ตรงหน้า ทั้งที่ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเส้นทางใหม่จะพาเธอไปถึงไหน

วันรุ่งขึ้น หยกมาถึงค่ายพร้อมกับข่าวว่างานเพิ่งหายไปเพราะเลือกมาเรียน เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณครู คล้ายต้องการยืนยันว่า “เห็นไหมล่ะว่าหนูตั้งใจมาเรียนแค่ไหน” 

ครูไม่อาจทำให้งานที่หายไปกลับคืนมา หรือชดเชยรายได้ที่หยกต้องเสียไป สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นคือพยายามไม่ให้เธอจมอยู่กับความเครียด และเมื่อเจ้าของร้านโทรตามให้ไปรับค่าจ้าง ‘พี่ออม’ ก็เดินทางไปเป็นเพื่อนเธอด้วย

สำหรับหยก นั่นอาจเป็นความแตกต่างเล็กๆ แต่มีความหมาย ระหว่างโรงเรียนที่มองเห็นเพียงว่าเด็กมาเรียนหรือขาดเรียน กับพื้นที่การศึกษาที่มองเห็นว่า ชีวิตหนึ่งชีวิตต้องแบกอะไรติดตัวเข้ามาในห้องเรียนบ้าง

ตลอด 5 วันของค่าย หยกเข้าร่วมกิจกรรม ทำงาน และช่วยเหลือทุกอย่างที่พอทำได้ ความระแวงในวันแรกค่อยๆ คลายลงทีละน้อย จนเมื่อการทำโครงงานชิ้นสุดท้ายสิ้นสุดลง คนที่เคยถามว่า “โรงเรียนอะไรก็ไม่รู้” กลับไม่อยากให้ค่ายจบ

“ตอนจบโปรเจกต์ไม่อยากกลับเลยค่ะ ยังอยากอยู่ในค่ายต่อ อยากอยู่กับอาจารย์ต่อ รู้สึกเหมือนอยู่กับครอบครัว ทุกคนไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า คนนี้เป็นครู คนนี้เป็นผู้อำนวยการ”

สำหรับ ดร.ศุภชัย ไตรไทยธีระ หรือ ‘อาจารย์ใหม่’ ประธานศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ มองว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดด้วยสถานที่และเวลาแบบเดียวกันทั้งหมด การศึกษานอกระบบมีความเป็นไปได้ตรงที่สามารถเก็บเกี่ยว ‘ทุกประสบการณ์ ทุกช่วงจังหวะชีวิต ทุกแรงจูงใจ และทุกความฝัน’ มาอธิบายใหม่ในฐานะการเรียนรู้ได้

นั่นหมายความว่า การกลับมาเรียนของหยกไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการย้อนกลับไปเป็นเด็กนักเรียนคนเดิม เธอไม่ต้องวางบทบาทแม่ไว้หน้าประตู ไม่ต้องทำเหมือนหลายปีในวงหมอลำไม่เคยเกิดขึ้น และไม่ต้องทิ้งความรู้ซึ่งสะสมอยู่ในมือ สายตา และร่างกาย เพื่อแลกกับการได้รับการยอมรับจากระบบการศึกษา

สิ่งที่ศูนย์ทำเพียงแค่ขยับพื้นที่เรียนรู้ให้เข้ามารองรับชีวิตอย่างที่มันเป็นจริงๆ

ดร.ศุภชัย ไตรไทยธีระ

เด็กทุกคนไม่ได้เริ่มจากศูนย์ 

เมื่อหยกก้าวกลับเข้ามาเรียน เธอไม่ได้เข้ามามือเปล่า

หลายปีหลังฮ้านได้ฝากความรู้จำนวนมากไว้ในตัวเธอ ตั้งแต่การดูแลชุดและเครื่องหัว การเตรียมตัวก่อนขึ้นแสดง การอ่านจังหวะเพลง จดจำท่าเต้น ไปจนถึงการสังเกตว่าคนแต่ละฝ่ายต้องขยับตัวอย่างไร เพื่อให้การแสดงหนึ่งคืนผ่านไปได้โดยไม่สะดุด

โดยระหว่างเรียนหมอลำศึกษา หยกยังต้องทำใบงานวิชาพื้นฐานเหมือนนักเรียนทั่วไป ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพียงแต่โจทย์ไม่ได้วางชีวิตของเธอทิ้งไว้ข้างนอก แล้วชวนให้จินตนาการถึงสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจอ

โจทย์วิทยาศาสตร์ข้อหนึ่งถามว่า ‘หากเครื่องทำควันบนเวทีตั้งอยู่ทางซ้าย แต่ลมพัดมาจากทางขวา ควรจัดวางอุปกรณ์อย่างไร’

หยกไม่ได้รู้คำตอบในทันที เธอจึงเดินไปถามพี่คอนวอยที่ทำงานกับเวที แสง และอุปกรณ์เหล่านี้อยู่ทุกคืน

“หนูก็ถามว่า ‘อ้ายเฮ็ดจั่งได๋’ เขาก็บอกว่า ถ้าลมพัดมาทางนี้ก็ไม่ต้องเปิดฝั่งซ้าย ให้ย้ายไปเปิดอีกฝั่ง หนูก็เอาคำตอบมาเขียน”

บางข้อถามถึงน้ำหนักและความยาวของเหล็ก หยกก็ยกใบงานไปหาคนที่จับเหล็กเหล่านั้นอยู่จริง ถามว่าเหล็กชิ้นนี้หนักเท่าไร ยาวแค่ไหน และใช้งานอย่างไร

เธอเรียกวิธีของตัวเองอย่างขบขันว่าเป็นการ “ฉลาดแกมโกง” เพราะไม่ได้หาคำตอบอยู่คนเดียว บางครั้งถาม Google บางครั้งถามพี่ๆ ในวง จนอีกฝ่ายสงสัยว่าเธอกำลังเรียนอะไร ทำไมจึงมีคำถามมาถามได้ทุกวัน

“เขาถามว่าเรียนอีหยัง เรียนด็อกเตอร์ติ หนูก็ถามแกทุกวันจนแกชิน พอหนูเรียนจบแล้วไม่ได้ถาม แกกลับถามว่า ‘บ่ถามแล้วติมื้อนี้’”

หากมองแบบการเรียนในห้องทั่วไป วิธีนี้อาจดูคล้ายการไปขอคำตอบจากคนอื่น แต่หากมองผ่านชีวิตของหยก มันคือช่วงเวลาที่คนทำงานรอบตัวเธอเริ่มมีสถานะเป็นครู และสถานที่ทำงานซึ่งไม่เคยถูกเรียกว่าโรงเรียน เริ่มเผยให้เห็นบทเรียนที่ซ่อนอยู่

คำตอบไม่ได้ลอยมาจากตำราเพียงทางเดียว แต่มาจากคนที่ผ่านการติดตั้งเวทีมาแล้วนับร้อยครั้ง มาจากช่างที่อ่านทิศทางลมโดยไม่ต้องท่องนิยาม มาจากประสบการณ์ซึ่งถูกลองผิดลองถูกอยู่หลังฮ้านแทบทุกคืน

หยกไม่ได้เพียงนำคำตอบของคนอื่นมาเติมลงในช่องว่างของใบงาน ระหว่างถาม เธอต้องกลับไปมองสิ่งที่เคยเห็นจนชินด้วยสายตาใหม่ เหล็กที่เคยเป็นเพียงของชิ้นหนึ่งเริ่มมีน้ำหนัก ความยาว และความสัมพันธ์กับโครงสร้างเวที ควันที่เคยลอยผ่านสายตาเริ่มเชื่อมเข้ากับทิศทางลม ขณะที่แสง เสียง และการเคลื่อนไหวบนเวทีต่างมีหลักการบางอย่างรองรับอยู่เบื้องหลัง

วิชาที่ครั้งหนึ่งอาจดูห่างไกลจึงค่อยๆ เผยตัวอยู่ในงานที่เธอทำมาตลอด

สำหรับอาจารย์ใหม่ การนับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เฉพาะวันที่พวกเขาเปิดใบงานหรือเดินเข้าค่าย เพราะก่อนหน้านั้น เด็กจำนวนมากใช้เวลาทำงานอยู่ในวงปีละกว่าสองร้อยคืน แต่ละคืนเต็มไปด้วยการสังเกต จดจำ ทดลอง แก้ปัญหา และเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า

“เราต้องไม่ลืมเวลา 200 กว่าวันที่เด็กเรียนรู้จากการทำงานจริง นั่นคือการเรียนรู้ของเขา ถ้าจะถามว่ามาเข้าค่าย 5 วันแล้วจะมีคุณภาพได้อย่างไร ก็ต้องเอา 200 กว่าวันนั้นมานับรวมด้วย”

หมอลำศึกษาจึงไม่ได้ย่นระยะการเรียนด้วยการแจกวุฒิให้แก่ประสบการณ์ทุกอย่างโดยอัตโนมัติ แต่เริ่มจากการยอมรับว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวลาที่ระบบกำหนดไว้

สิ่งที่หยกพบ เห็น และทำซ้ำอยู่หลายปีไม่ใช่ความว่างเปล่า หากเป็นทุนความรู้ที่สะสมอยู่เงียบๆ รอให้ใครสักคนช่วยหยิบขึ้นมา ตั้งคำถาม และเชื่อมต่อกับสิ่งที่กว้างกว่าเดิม

จากรำได้ สู่รู้ว่ากำลังรำอะไร

หยกเรียนเต้นด้วยการมองมาตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่งในวง

เธอนั่งอยู่ข้างฮ้าน เฝ้าดูรุ่นพี่วางแขน ก้าวเท้า เอียงตัว และขยับไปตามจังหวะ ก่อนนำภาพเหล่านั้นกลับไปจดจำด้วยร่างกาย เมื่อได้รับโอกาสให้ขึ้นแสดงแทนแดนเซอร์รุ่นพี่ เธอก็อาศัยสิ่งที่เฝ้ามองมาตลอดพาตัวเองขึ้นไปยืนบนเวที

การทำงานซ้ำคืนแล้วคืนเล่าทำให้หยกรำได้คล่องขึ้น รู้ว่าจังหวะไหนต้องเคลื่อนตัวไปตรงไหน และต้องปรับท่าทางอย่างไรให้ทันคนอื่น ทักษะชนิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากต้องผ่านการฝึกฝน ความผิดพลาด สายตาของผู้ชม และการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

แต่ความชำนาญจากการทำงานมีข้อจำกัดของมัน

ในวงหมอลำ เป้าหมายสำคัญของแต่ละคืนคือทำให้การแสดงดำเนินไปให้ได้ คนที่เข้ามาใหม่จึงมักเริ่มจากการจำและทำตาม รุ่นพี่สอนท่าใดก็ฝึกท่านั้น ครูเต้นจัดแถวอย่างไรก็เคลื่อนตัวไปตามตำแหน่ง ส่วนคำถามว่าท่วงท่าเหล่านั้นมาจากไหน มีความหมายอย่างไร หรือเกี่ยวข้องกับขนบแบบใด อาจไม่มีเวลาถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง

ผศ.ดร.ศิริเพ็ญ อัตไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านท่าฟ้อนอีสาน ศิลปะการแสดงพื้นบ้านเพื่อการศึกษา และการขับลำในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง หรือที่เด็กๆ เรียกว่า ‘แม่เพ็ญศิริ’ หนึ่งในผู้สอนของหมอลำศึกษา อธิบายว่า เด็กหลายคนเข้าวงแล้วเริ่มเรียนรำ เรียนเต้น และแต่งหน้าเพื่อขึ้นแสดงทันที แต่ยังไม่เคยรู้จักเส้นทางที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น ตั้งแต่พิธีไหว้ครู ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับครู ไปจนถึงรากของท่าฟ้อนแต่ละแบบ

“เขาฟ้อนได้ แต่ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าท่านั้นมาจากอะไร คนสอนให้รำอย่างไรก็รำไป สอนให้เต้นอย่างไรก็เต้นไป แต่เมื่อเข้าค่าย เด็กจะได้รู้ลึกลงไปว่าท่าฟ้อนมีแม่แบบ มีรากเหง้า และมีองค์ความรู้อยู่ข้างใต้”

ผศ.ดร.ศิริเพ็ญ อัตไพบูลย์

เด็กๆ ได้ย้อนกลับไปเรียนท่าแม่บทอีสาน เรียนรู้ท่าฟ้อนอัตลักษณ์ของศิลปินแห่งชาติ และสังเกตว่า ศิลปินแต่ละคนมีวิธีใช้ร่างกายบอกตัวตนอย่างไร ท่าบางท่าที่หยกอาจเคยผ่านตาอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยรู้ว่ามีชื่อหรือมีที่มา ก็เริ่มปรากฏรายละเอียดขึ้น

ความรู้เรื่องรากไม่ได้มีไว้เพื่อแช่แข็งหมอลำให้อยู่ในรูปเดิม หรือบังคับให้เด็กรุ่นใหม่รำเหมือนคนรุ่นก่อนทุกกระเบียด หากช่วยให้การเปลี่ยนแปลงไม่กลายเป็นการเคลื่อนไปโดยไร้ที่มา

ในความหมายของแม่เพ็ญศิริคือ ก่อนจะดัดแปลง เด็กต้องรู้ว่ากำลังดัดแปลงจากอะไร ก่อนจะสร้างท่าใหม่ ต้องมองเห็นภาษาของร่างกายที่คนรุ่นก่อนหน้าสั่งสมไว้ และก่อนจะพาหมอลำไปพบผู้ชมกลุ่มใหม่ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า หัวใจของสิ่งที่กำลังพาไปนั้นคืออะไร

ผศ.ดร.พชญ อัครพราหมณ์ หรือ ‘อาจารย์ต้อง’ รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และศิลปวัฒนธรรม ณ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดง ละครประยุกต์ และวัฒนธรรมอีสาน มองว่า เด็กในวงมีทักษะชีวิตและวัตถุดิบสร้างสรรค์ติดอยู่ในตัวมากมาย เพียงแต่การทำงานอยู่ในรูปแบบเดิมซ้ำๆ อาจทำให้พวกเขายังมองไม่เห็นว่าประสบการณ์เหล่านั้นสามารถนำไปสร้างความเป็นไปได้อื่นได้อีกมากมาย

ผศ.ดร.พชญ อัครพราหมณ์

“ประสบการณ์ของเขาตกผลึกอยู่ในเนื้อตัวทุกปี คำถามคือทำอย่างไรให้น้องรู้ว่าเขามีของ และสามารถดึงมันออกมาทำอย่างอื่นได้ เขาไม่ได้เป็นเพียงคนทำงานอยู่ตรงนี้ แต่เป็นศิลปิน เป็นนักสร้างสรรค์ และเดินทางต่อด้วยตัวเองได้”

ในชั้นเรียนของอาจารย์ต้อง เด็กไม่ได้รับเพียงคำสั่งว่าให้รำท่าไหน หากต้องเริ่มจากคำถามว่าอยากเล่าอะไร อยากให้ผู้ชมรู้สึกอย่างไร และประสบการณ์แบบใดในชีวิตของพวกเขาจะถูกหยิบมาเป็นวัตถุดิบของการแสดง

บางความคิดใช้ได้ บางความคิดเมื่อลองทำแล้วอาจยังไม่ไปถึงสิ่งที่ต้องการ แต่พื้นที่ศิลปะเปิดโอกาสให้พวกเขาทดลองใหม่ โดยไม่รีบตัดสินว่าคำตอบมีเพียงถูกหรือผิด

อาจารย์ต้องเรียกกระบวนการนี้ว่า การชวนคิด ชวนถาม ชวนทำ และ “ปลุกระดมไอเดีย” เพื่อให้เด็กนำวัตถุดิบจากชีวิตออกมาใช้ การเรียนจึงเคลื่อนจากการเรียนซ้ำ ไปสู่การประยุกต์และสร้างบางสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับหยก ความเปลี่ยนแปลงนี้มีความหมายมากกว่าการเต้นได้เก่งขึ้น

ตลอดหลายปีในวง เธอเคยอยู่ในฐานะคนรับท่า จดจำ และทำให้ตรงตามสิ่งที่ทีมต้องการ แต่เมื่อการเรียนพาให้เธอเห็นรากของท่ารำ เข้าใจองค์ประกอบของการแสดง และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองทำ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหมอลำก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป

จากคนที่เคยรอว่าคืนนี้ต้องเต้นเพลงอะไร หยกเริ่มคิดได้ว่า หากเป็นผู้สร้าง เธออยากเล่าเรื่องใด จากคนที่เคยทำให้ท่ารำสวยงาม เธอเริ่มถามว่าท่านั้นกำลังสื่อสารอะไร และจากประสบการณ์ที่เคยติดอยู่กับร่างกายของเธอเพียงคนเดียว มันเริ่มกลายเป็นความรู้ที่สามารถอธิบาย ออกแบบ และถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้

การศึกษาจึงไม่ได้เข้ามาบอกว่าความรู้เดิมของหยกยังไม่ดีพอ แต่ทำให้เธอมองเห็นของที่มีอยู่ในตัวเองชัดขึ้น พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ลองใช้มันในฐานะผู้คิดและผู้สร้างงาน

วุฒิไม่ได้สร้างความสามารถ แต่สร้างเปิดประตู

ในช่วงที่หยกเริ่มหาเงินจากการเต้นได้จริง วุฒิการศึกษาแทบไม่มีน้ำหนักในชีวิตของเธอ

ค่าตัวแดนเซอ์คืนละ 500-800 บาท ยังไม่รวมทิป บางคืนที่คนดูเอ็นดู เด็กสาวตัวเล็กเพียงคนเดียวในทีมอาจได้เงินเพิ่มอีกหลายพัน หยกจำได้ว่างานหนึ่งที่เขมราฐ เธอได้รับทิปมากกว่า 5,000 บาท 

“ตอนนั้นหนูคิดว่าอนาคตคงไปไม่ได้แล้ว ก็เลยปล่อยวาง ถ้าจะเรียนก็คงเรียนไปนานแล้ว หนูบอกเพื่อนเลยว่า ‘กูไม่เรียนแล้ว กูจะทำงาน’”

อีกทั้งการทำงานในวงหมอลำก็ไม่เคยถามว่าเธอจบ ม.3 หรือ ม.6 หากถามว่าจำท่าได้หรือไม่ เต้นทันหรือเปล่า รับงานไหวแค่ไหน และทำให้ผู้ชมมองมาที่เวทีได้หรือไม่ ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรง มีงานให้เล่น และรายได้ยังเข้ามา หยกก็ไม่เห็นชัดนักว่าวุฒิการศึกษาจะช่วยอะไรเธอได้มากกว่านั้น

แต่รายได้ที่ได้มาด้วยร่างกายย่อมมีเงื่อนไข หยกอาจเต้นได้ดีขึ้นตามประสบการณ์ ทว่าร่างกายไม่อาจอยู่บนเวทีได้ตลอดไป วันหนึ่งเธออาจเหนื่อย อิ่มตัว หรือเพียงอยากเลือกชีวิตอีกแบบ เมื่อถึงวันนั้น วุฒิการศึกษาจึงกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้เธอมีทางเลือกมากกว่าเดิม

ปัญหาคือ ในวันที่อยากเปลี่ยนทาง ความสามารถซึ่งเคยทำเงินให้เธอได้ทุกคืน อาจไม่เพียงพอสำหรับเปิดประตูบางบาน และความฝันที่จะเป็นครูนาฏศิลป์คือประตูบานนั้น

กระทั่งวันที่ได้รับวุฒิ ม.6 จากการเรียนหมอลำศึกษาที่ศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ สิ่งที่เคยมองไม่เห็นจึงค่อยๆ ปรากฏเป็นเส้นทางขึ้นมาอีกครั้ง

“พอได้วุฒิ ม.6 มาถือไว้ ความฝันที่จะเป็นครูนาฏศิลป์ซึ่งเคยมองว่าไกลมาก ก็เหมือนขยับเข้ามาใกล้ขึ้นค่ะ เพราะอย่างน้อยเราก็มีสิ่งที่จะพาไปต่อได้แล้ว”

วุฒิไม่ได้ทำให้ความฝันกลับมาเพราะมันมีคุณค่าขลังในตัวเอง หากเพราะเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ระบบการศึกษายอมรับ และทำให้หยกมีสิทธิยืนอยู่หน้าประตูเดียวกับคนอื่น

ไม่นานหลังจากนั้น ป้าของหยกส่งข้อมูลหลักสูตรด้านศิลปะตะวันออกและการแสดงของมหาวิทยาลัยชินวัตรมาให้ทางแชต เนื้อหาเกี่ยวพันกับสิ่งที่เธอคุ้นเคย ทั้งหมอลำ นาฏศิลป์ และศาสตร์การแสดง

หยกตัดสินใจลองสมัคร แม้ในใจจะไม่ได้คิดว่าตัวเองมีโอกาสมากนัก ภาพของมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีนักศึกษานานาชาติจำนวนมากยังดูห่างจากชีวิตของ แดนเซอร์ในวงหมอลำอยู่ไม่น้อย

“ตอนยื่นก็คิดว่าตัวเองไม่ติดนะคะ เพราะเขาเป็นนานาชาติ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน เราก็คิดอะไรไม่รู้ ลองดูก็ไม่เสียหาย”

เอกสารสำคัญที่เธอส่งไปในวันนั้นไม่ใช่แฟ้มผลงานหนาหลายหน้า เธอยังไม่ได้แนบพอร์ตเพื่อบอกว่าผ่านเวทีใดมาบ้าง หรือเต้นมาแล้วกี่ปี แต่ “ยื่นวุฒิอย่างเดียวค่ะ”

วันต่อมา มหาวิทยาลัยแจ้งผลตอบรับกลับมา 

“พอวันต่อมาเขาแจ้งว่ารับ หนูก็งง อึ้ง คิดในใจว่า ‘เฮ้ย ได้แล้วเหรอวะ’ 

“ตอนหลังหนูถามอาจารย์ว่าทำไมถึงรับหนู แกบอกว่า เห็นผลงานที่หนูทำในวงมาก่อนแล้ว  ในมหาวิทยาลัยมีคนเก่งทางวิชาการมากอยู่แล้ว แต่อยากได้คนที่มีประสบการณ์จริงแบบหนู”

กระดาษแผ่นเดียวไม่ได้สร้างแดนเซอร์คนใหม่ขึ้นมาในชั่วข้ามคืน ไม่ได้สอนให้หยกรำเป็น และไม่ได้ทำให้ประสบการณ์หลายปีหลังฮ้านมีค่าขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความสามารถทั้งหมดมีอยู่ในตัวเธอก่อนหน้านั้นแล้ว แต่สิ่งที่วุฒิทำคือพาความสามารถนั้นผ่านด่านซึ่งฝีมืออย่างเดียวผ่านไปไม่ได้

เมื่อครั้งยังหาเงินจากการเต้นได้เป็นกอบเป็นกำ หยกเคยมองไม่เห็นความจำเป็นของวุฒิ วันนี้เธอไม่ได้ปฏิเสธความคิดของตัวเองในเวลานั้น เพราะรู้ดีว่าเด็กในวงจำนวนมากกำลังอยู่ในจังหวะชีวิตเดียวกัน เงินที่ได้รับในวันนี้เป็นเรื่องจริง ขณะที่อนาคตหลังเวทียังอยู่ไกลเกินกว่าจะนึกถึง

เธอจึงไม่บอกเด็กรุ่นน้องให้เลิกทำงาน หรือสรุปว่าทางที่พวกเขาเลือกอยู่ไม่มีความมั่นคง หยกเพียงชวนให้พกทางเลือกอีกหนึ่งทางติดตัวไว้

“หนูบอกน้องว่า ตอนนี้เขาอาจยังไม่เห็นค่าของวุฒิ แต่วันหนึ่งถ้าไม่ได้เต้นแล้ว ไม่ใช่เพราะเต้นไม่ไหว แต่อาจเพราะอิ่มตัวและอยากไปทำอย่างอื่น ถ้ามีแค่วุฒิ ม.3 หรือ ป.6 ทางเลือกก็จะน้อยลง หนูเลยอยากให้น้องเรียนต่อ อย่างน้อยมีปริญญาติดตัวไว้ เวลาไปสมัครงานก็ยังมีโอกาสมากขึ้น และอาจได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่าเดิม”

วันนี้หยกยังขึ้นฮ้าน ยังทำงานเป็นแดนเซอร์และยังหาเลี้ยงครอบครัวจากความสามารถเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องจัดสรรเวลาให้การเรียนมหาวิทยาลัย โดยตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้ชีวิตด้านใดด้านหนึ่งเสียไป

“รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นค่ะ จากที่เป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว ความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้น เราต้องแบ่งเวลาให้ได้ จะไม่ให้เสียทั้งสองฝ่าย”

จากความฝันที่เคยมองว่าไกล วันนี้หยกบอกว่า มันเริ่มขยับเข้ามาใกล้แล้ว

คำว่า ‘รอดูอีกสองปี’ ที่เธอเคยพูดไว้ จึงเป็นเหมือนการขอเวลาให้ชีวิตได้เดินต่อ ก่อนจะถูกสรุปจากความผิดพลาดเพียงช่วงหนึ่ง จากวุฒิที่ขาดหาย หรือจากอาชีพที่คนภายนอกเคยมองเห็นเพียงเปลือกนอก

เพราะเมื่อได้เดินต่อจริงๆ หยกพิสูจน์ว่า การเป็นแม่ เป็นแดนเซอร์ และเป็นนักศึกษา ไม่จำเป็นต้องหักล้างกัน ชีวิตหนึ่งชีวิตอาจมีหลายบทบาท และการศึกษาไม่ควรบังคับให้คนต้องตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวเองทิ้งจึงจะมีสิทธิไปถึงอนาคต

อนาคตของหมอลำ อยู่ในชีวิตคนหลังฮ้าน

การแสดงหมอลำหนึ่งคืนอาจจบลงเมื่อเสียงดนตรีเงียบ ไฟหลากสีบนฮ้านดับลง และผู้ชมทยอยเดินทางกลับบ้าน

นักแสดงเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้า เครื่องแต่งกายถูกถอดและเก็บกลับเข้าที่ ทีมคอนวอยเริ่มรื้อเวที ยกเหล็ก และขนอุปกรณ์ขึ้นรถ เพื่อเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่แสดงแห่งต่อไป 

แต่ชีวิตของคนในวงจะเดินทางไปทางไหน นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ใครคนหนึ่งอาจเข้าวงมาตั้งแต่อายุ 14-15 ปี เริ่มจากเก็บชุด ยกของ หรือเต้นอยู่ท้ายแถว ก่อนค่อยๆ เติบโตขึ้นพร้อมฝีมือ ค่าจ้าง และประสบการณ์ที่สะสมคืนแล้วคืนเล่า บางคนอยู่ต่อจนกลายเป็นตัวหลักของวง บางคนเดินออกไปเมื่อร่างกายเริ่มไม่ไหว ขณะที่อีกหลายคนเพียงรู้สึกว่า ถึงเวลาต้องลองใช้ชีวิตแบบอื่น

จากวันแรกถึงวันนั้นอาจผ่านไปห้าปี สิบปี หรือยาวนานกว่านั้น คำถามคือ นอกจากประสบการณ์ที่ติดตัวมา พวกเขามีอะไรช่วยพาไปยังชีวิตบทถัดไปบ้าง

สำหรับ ‘อาจารย์ใหม่’ หมอลำศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการพาเด็กคนหนึ่งกลับมาเรียนให้จบ หรือมอบวุฒิไว้ใช้สมัครงานในวันข้างหน้า หากความเป็นไปได้ของมันกว้างกว่านั้นมาก

“เรามองไปไกลกว่าการที่เขาจะเติบโตเป็นแค่แดนเซอร​์ หรือกลับมาเป็นครู แต่ยังมองถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงที่อาจมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต เพราะมันตั้งอยู่บนความเชี่ยวชาญเฉพาะพื้นถิ่น มีความเป็นมนุษย์สูง ทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณี ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ยาก”

ถ้ามองเช่นนี้ หมอลำศึกษาไม่ได้กำลังสร้างบันไดให้เด็กปีนออกจากวงการหมอลำ แต่กำลังเติมขั้นบันไดให้คนในวงขยับไปยังตำแหน่งอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งความรู้เดิมไว้ข้างหลัง

แดนเซอร์ที่เคยรับท่าจากครูเต้น อาจพัฒนาไปเป็นนักออกแบบท่าและผู้กำกับการแสดง คนดูแลชุดอาจก้าวไปเป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกาย นักร้องอาจเขียนกลอนลำ แต่งเพลง หรือสร้างผลงานของตัวเอง ส่วนเด็กคอนวอยที่เคยประกอบเวทีตามคำสั่ง อาจเรียนต่อด้านโครงสร้าง ระบบแสง หรือวิศวกรรม แล้วกลับมาพัฒนาเวทีที่แข็งแรงและปลอดภัยกว่าเดิม

คนคนเดิมยังอยู่ในหมอลำ แต่ไม่ได้ถูกตรึงไว้ในตำแหน่งเดิมตลอดชีวิต

ด้าน ‘อาจารย์ต้อง’ มองว่า ผู้ประกอบการและคนดูแลวงจำเป็นต้องเห็นชีวิตของคนทำงานไกลออกไปกว่าฤดูกาลแสดงตรงหน้า เพราะคนที่อยู่ในวงวันนี้ไม่ได้หยุดเติบโตตามตำแหน่งที่ได้รับ

“อีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้า คนที่เราได้ดูแลอยู่จะต้องเติบโตและมีชีวิตในแบบของเขา หลายคนอาจยังอยู่ที่นี่ แต่อีกหลายคนอาจต้องเดินทางต่อไปตามช่วงชีวิต ประสบการณ์บนเวทีและหลังเวทีเขามีแน่นอยู่แล้ว แต่บ้านเรายังให้ความสำคัญกับคุณวุฒิและการยอมรับจากองค์กรต่างๆ สิ่งเหล่านี้จึงตัดทิ้งไม่ได้”

การศึกษาในความหมายนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าคนทำงานยังรู้น้อย หากช่วยให้ของที่มีอยู่แล้วถูกมองเห็นจากมุมใหม่ ถูกต่อยอด และเปลี่ยนเป็นเครื่องมือสำหรับออกแบบอนาคตของตัวเอง

แต่อนาคตของวงการหมอลำไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างศิลปินหรือคนเรียนจบเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะเบื้องหลังความอลังการของเวที ยังมีโจทย์พื้นฐานจำนวนมากที่วงการเผชิญซ้ำมานาน ทั้งการทำงานกลางคืน การพักผ่อนไม่เพียงพอ การเดินทางต่อเนื่อง อุบัติเหตุของรถขนฉากและรถนักแสดง ไปจนถึงโครงสร้างเวทีที่ต้องประกอบและรื้อถอนใหม่แทบทุกวัน

“ผมเห็นภาพเวทีถล่มแต่ละครั้งแล้วรู้สึกว่า เราทำงานกันอยู่บนความเสี่ยงมาก ทุกชีวิตต้องปลอดภัย ถ้าเป็นต่างประเทศ เรื่องแบบนี้เขาให้ความสำคัญมาก เพราะหนึ่งชีวิตมีความสำคัญ” อาจารย์ต้องกล่าว

เขามองว่า เบื้องหลังหมอลำยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับความรู้ซึ่งไม่เคยถูกเชื่อมเข้ามาอย่างจริงจัง ตั้งแต่วิศวกรรมโครงสร้าง การบริหารจัดการวง การวางระบบไม่ให้ขาดทุน ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ของผู้ชม

เมื่อลองมองผ่านสายตานี้ เวทีหมอลำไม่ใช่เพียงพื้นที่ร้อง รำ และสร้างความบันเทิง แต่เป็นเมืองขนาดย่อมที่ต้องเคลื่อนย้ายตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เมืองแห่งนี้ต้องมีคนออกแบบโครงสร้าง ต้องมีระบบไฟและเสียง มีการขนส่ง อาหาร ที่พัก การเงิน การตลาด ความปลอดภัย และการดูแลผู้คนหลายร้อยชีวิตให้ทำงานร่วมกันได้

เมื่อถอดหมอลำออกมาเป็นแผนการเรียน จะเห็นว่าความรู้ในวงไม่ได้มีเพียงการร้องหรือการรำ ทว่ารายวิชานั้นครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์และความเชื่อ ดนตรี การประพันธ์กลอนลำและบทเพลง ไปจนถึงการออกแบบท่า ออกแบบชุด ระบบเสียง เวที การกำกับการแสดง การผลิตสื่อ การตลาด การเงิน และบัญชี 

รายวิชาเหล่านี้ทำให้ตำแหน่งงานในวงเริ่มมองเห็นเป็นเส้นทางวิชาชีพมากขึ้น แดนเซอร์อาจเติบโตไปเป็นนักออกแบบท่าหรือผู้กำกับการแสดง เด็กคอนวอยอาจต่อยอดไปสู่งานเวที แสง และเสียง ขณะที่คนทำงานหลังบ้านก็สามารถเดินต่อไปสู่งานสื่อ การตลาด หรือการบริหารวงได้

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อทำให้หมอลำทุกวงใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ หากเพื่อทำให้ระบบข้างในแข็งแรงพอที่จะดูแลทั้งงานและคน

“อุตสาหกรรมหมอลำมีโอกาสไปได้ไกลกว่านี้ เราอาจมีขนาดที่เล็กลง แต่มีจำนวนมากขึ้น และมีคุณภาพที่แข็งแรงขึ้น เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศของหมอลำให้เดินทางออกจากพื้นที่อีสาน ไปสู่พื้นที่ที่กว้างขึ้นระดับโลก”

อาจารย์ต้องยอมรับว่าเขาไม่ชอบคำว่า ‘เต้นกินรำกิน’ เพราะถ้อยคำสั้นๆ นี้ทำให้การทำงานด้านศิลปะดูคล้ายสิ่งที่ไม่ต้องอาศัยความรู้หรือความพยายาม ทั้งที่การแสดงเพียงห้าหรือสิบนาทีบนเวที อาจแลกมาด้วยการซ้อมอย่างหนักต่อเนื่องหลายเดือน

“ศิลปะการแสดงต้องฝึกฝน ต้องทุ่มเท และต้องใช้เวลา คนดูเห็นเราอยู่บนเวทีไม่กี่นาที แต่ไม่เห็นว่าเราซ้อมมาทั้งคืนกี่เดือน ผมคิดว่าถึงเวลาที่คนในอุตสาหกรรมหมอลำต้องช่วยกันพลิกวิธีคิด ทำให้งานนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีจริงๆ”

การศึกษาจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มวุฒิให้คนคนหนึ่ง แต่มันอาจช่วยเปลี่ยนสถานะของความรู้หลังฮ้าน จากเรื่องที่ใครๆ คิดว่าทำตามกันมาก็พอ ให้กลายเป็นความรู้ที่ศึกษา ทดลอง และพัฒนาต่อได้

เปลี่ยนสถานะของคนทำงาน จากผู้มีเพียงแรงและพรสวรรค์ ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีสิทธิได้รับความปลอดภัย ค่าตอบแทน และอนาคตที่เหมาะสม

และเปลี่ยนวิธีอนุรักษ์หมอลำ จากการเก็บท่วงท่า เสียงร้อง และรูปแบบเวทีเอาไว้ ให้กลายเป็นการดูแลคนซึ่งจะพาศิลปะแขนงนี้เดินทางต่อไป

หยกเป็นหลักฐานหนึ่งของความเป็นไปได้นั้น

เด็กหญิงที่เคยถูกตัดสินว่า ชีวิตคงไปได้ไกลเพียงวุฒิ ม.3 วันนี้ยังคงเต้นอยู่ในวงหมอลำ ขณะเดียวกันก็พาความรู้จากหลังฮ้านเข้าไปถึงมหาวิทยาลัย และขยับเข้าใกล้ความฝันที่จะเป็นครูนาฏศิลป์

แต่คุณูปการที่ไกลกว่าชีวิตของหยก คือการทำให้คนในวงเริ่มมองเห็นว่า ตำแหน่งซึ่งยืนอยู่ในวันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตัดสินสุดท้ายของชีวิต และทำให้สังคมเริ่มเห็นว่า อนาคตของหมอลำไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเวทีจะใหญ่ขึ้น ไฟจะสว่างขึ้น หรือคนดูจะมากขึ้นเพียงใด

แต่อาจอยู่ที่ว่า เมื่อเพลงสุดท้ายจบลงและไฟหน้าฮ้านดับ คนทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหลังเวทีนั้น ยังมีหนทางให้เดินต่อไปได้ไกลแค่ไหนนับจากนี้