การที่เด็กคนหนึ่งจะหลุดออกจากระบบในแต่ละพื้นที่มีสาเหตุที่แตกต่างกันไป ซึ่งในพื้นที่ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เด็กที่หลุดออกจากระบบที่นี่ก็เผชิญกับปัจจัยปัญหาที่หลากหลาย เช่น เรียนไม่ทันเพื่อน ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน และปัญหาปากท้อง
แต่ 1 ในปัจจัยที่ทำให้เด็ก ‘สมัครใจที่จะหลุดระบบ’ คือ ความรู้สึกว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ของตัวเอง
“เด็กที่หลุดออกมาเป็นเพราะเขารู้สึกว่าโรงเรียนไม่ใช่ที่ของเขา ถ้าเขาหลุดออกมาก็อาจจะเจอความเสี่ยงต่างๆ แต่ถ้าเขามีทางเลือก มีพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย ก็มีอนาคตได้เหมือนกัน” ครูตอง-สุภรา ปราบใหญ่ รองผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF เล่า
พอเด็กหลุดระบบ พวกเขาก็จะขาดโอกาสในการพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคง นำไปสู่ความเสี่ยงหลากหลายมิติ อาทิ การใช้สารเสพติด การก่ออาชญากรรม ตลอดจนการเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ไม่มีทักษะ ซึ่งนอกจากกระทบตัวพวกเขาเองแล้ว ยังกระทบต่อชุมชนอีกด้วย เพราะฉะนั้นเด็กนอกระบบจึงอยู่ในสายตาของหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง (อบต.นาเลียง)
“เราทำงานเกี่ยวกับสวัสดิการของคนอยู่แล้ว ยังไงปลายทางก็ต้องเป็น อบต. ที่เข้าไปแก้ปัญหา ถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ เขาไม่มีรายได้ อบต. ก็ต้องเข้าไปช่วยเรื่องสวัสดิการ ต้องไปประสาน พม. ของบ ทุกๆ เรื่องมันพันกันไปหมด” ศักดิ์-วีรศักดิ์ หะติง นักพัฒนาชุมชนชํานาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ อธิบาย
แต่การขับรถราชการไปรับเด็กนอกระบบพาส่งโรงเรียน ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง เพราะเด็กที่หลุดออกจากระบบมีบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาเดิม หากพูดคำว่า ‘เรียน’ หรือ ‘ครู’ เด็กจะถอยห่าง ‘โครงการการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสําหรับการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดย อบต.นาเลียง ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงจัดพื้นที่การเรียนรู้ที่ผสานความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอนาแก (สกร.) และมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) ถักทอระบบการเรียนรู้ที่เรียกว่า ‘ตาข่าย 3 ชั้น’ เพื่อสร้างทางเลือกที่ยืดหยุ่นให้กับเด็กที่มีบาดแผลทางใจจากระบบการศึกษาเดิม
โรงเรียน – สกร. – CYF ตาข่าย 3 ชั้นรองรับเด็กในพื้นที่
ในพื้นที่นาเลียง โรงเรียนจะเป็นตาข่ายชั้นแรก เพราะเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาก็จะเข้าเรียนที่โรงเรียนก่อน รูปแบบการเรียนรู้ก็จะเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็กบางกลุ่ม ทำให้พวกเขาเรียนไม่ทัน ติด 0 ติด ร เด็กที่หลุดออกจากระบบก็จะหล่นลงมาจากตาข่ายชั้นนี้
พอเด็กหลุดออกมา ตาข่ายชั้นที่ 2 ที่จะมารองรับคือ สกร. หรือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระดับตำบล (เดิมคือ กศน. ตำบล) ซึ่งมีจุดแข็งคือการเป็นหน่วยงานที่คนในชุมชนคุ้นหน้าคุ้นตา รู้จัก และเชื่อใจ เพราะครูโม่ง-โชว์ติวิทย์ วิเศษ ครูสกร.ระดับตำบลนาเลียง ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้นำชุมชนบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการบอกต่อกันเป็นวงกว้างว่า หากใครอยากมีวุฒิการศึกษาให้ไปหาครูโม่ง
ทว่า แม้จะมีข้อมูลว่าแต่ละชุมชนมีเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนจำนวนกี่คน เด็กอยู่บ้านไหน ครูโม่งก็ไม่สามารถชวนเด็กทุกคนมาเรียนด้วยตั้งแต่ครั้งแรกๆ เพราะมีคำนำหน้าว่าเป็น ‘ครู’ คำที่สะกิดบาดแผลในจิตใจของเด็กๆ ครูโม่งจึงต้องลงพื้นที่ไปหาเด็กๆ บ่อยครั้งอย่างเป็นกันเอง เพื่อทลายกำแพงความกลัวในใจ เช่น ไปหาเด็กที่อู่ซ่อมรถกับพี่ศักดิ์
“เราเข้าหาชุมชนก่อน เราไปคุยกับผู้ใหญ่บ้าน เขาก็จะไปขยายต่อให้กับผู้ปกครองว่า มีครู สกร. ชื่อนี้นะ เขามาลงพื้นที่ตลอดนะ ผู้ปกครองก็จะเชื่อใจเราด้วย แรกๆ ทำยังไงเด็กก็ไม่อยากเรียน ปีแรกที่ผมทำงานไม่มีเด็กสมัครเลย แต่พอเราไปหาบ่อยๆ เขาก็ไว้เนื้อเชื่อใจเรา แล้วก็มาสมัครเรียนกับเรา” ครูโม่งเล่า
สำหรับเด็กบางคน การเรียนในรูปแบบ สกร. อาจจะตอบโจทย์ทั้งมีเวลาไปทำงาน ทั้งได้วุฒิการศึกษา แต่สำหรับเด็กบางคนที่รู้สึกต่อต้านการเรียน ไม่ชอบการสอบ สกร. ก็อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ CYF ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ก็จะรับไม้ต่อเป็นตาข่ายชั้นที่ 3 ที่จะสร้างผู้เรียนผ่านกระบวนการการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เช่น การทำค่าย การสอนศิลปะ
ซึ่งครูตองเสริมว่า หากเด็กลอง สกร. แล้วไม่เวิร์ก ย้ายมาลองศูนย์การเรียน CYF ก็ยังไม่เวิร์ก ก็สามารถพูดคุยกับครูที่ CYF ได้ว่าอยากทำอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพราะการเรียนรู้ของที่นี่มีความยืดหยุ่นสูง และถ้าอยากกลับไป สกร. อีกครั้งก็ทำได้เช่นกัน
อบต. กับบทบาทแกนกลางของตาข่าย
ถึงจะมีตาข่ายถึง 3 ชั้นด้วยกัน แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเข้าหาตาข่ายชั้นไหน เด็กบางคนก็ติดปัญหาบางอย่างที่ทำให้เลือกระบบการศึกษาที่ต้องการไม่ได้ เช่น อยากเรียน สกร. แต่ชื่อถูกแขวนลอยในระบบโรงเรียน ทำให้สมัครเรียนกับครูโม่งไม่ได้ หรือ เด็กอยากเรียนในรูปแบบของ CYF แต่กลัวการออกนอกพื้นที่
ศักดิ์และอบต.นาเลียงจึงทำงานเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการค้นหาเด็ก ประสานงาน ส่งต่อ และสนับสนุนตาข่ายแต่ละชั้น
เช่น สำหรับเด็กที่อยากเข้า สกร. แต่ติดปัญหามีเลข 13 หลักอยู่ในระบบโรงเรียน อบต. ก็จะเข้าไปคุยกับโรงเรียนที่มีรายชื่อของเด็กแขวนลอย เพื่อแก้ปัญหาเด็กติด 0 ติด ร ร่วมกัน หรือ หากทำไม่ได้ก็จะเจรจากับครอบครัวและโรงเรียนให้เด็กลาออก และเทียบโอนวุฒิการศึกษาเด็กไปยัง CYF ก่อน
ส่วนเด็กที่ชอบการทำกิจกรรมแบบ CYF แต่กลัวการออกนอกพื้นที่ อบต.นาเลียงก็จะจัดกิจกรรมในพื้นที่ก่อน อาทิ สอนทำพิมเสน สอนปลูกผัก โดยจะมีเครื่องมือการเรียนรู้จาก CYF เช่น โรงเรียนมือถือ ใช้ประกอบการดำเนินกระบวนการการเรียนรู้
ตาข่าย 3 ชั้นจึงต้องทำงานร่วมกัน โดยมีอบต.นาเลียงเป็นแกนกลางในการประสานงาน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางการเรียนรู้ เปลี่ยนสถานะจาก ‘เด็กนอกระบบ’ สู่ ‘ผู้เรียนรู้’ ในพื้นที่ปลอดภัยที่ชุมชนร่วมกันจัดสรรให้