กรุงศรีมอบโน้ตบุ๊ก 200 เครื่อง สนับสนุนโครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน”
สร้างโอกาสการเรียนรู้สู่โรงเรียนห่างไกลและพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.สงขลา

กรุงศรีมอบโน้ตบุ๊ก 200 เครื่อง สนับสนุนโครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน”

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 200 เครื่อง ภายใต้โครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” ซึ่งดำเนินงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา พร้อมส่งเสริมทักษะดิจิทัลและความรู้ทางการเงินให้กับนักเรียน

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คุณภิสรา พัฒนศิริ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจำนวน 200 เครื่อง โดยมีคุณรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่

คอมพิวเตอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจะถูกส่งต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดสงขลา เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี และลดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของโรงเรียน

โครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน ผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับการเรียนการสอน ควบคู่กับการพัฒนาชุดความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) เพื่อให้ครูสามารถบูรณาการเนื้อหาในการจัดการเรียนรู้ และช่วยให้นักเรียนมีทักษะการวางแผนและบริหารจัดการทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน

ผลการติดตามการดำเนินโครงการในโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนก่อนหน้านี้ พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะดิจิทัล ทั้งการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การสืบค้นข้อมูล และการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ขณะที่ครูสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งครูและนักเรียนมีความรู้และทักษะด้านการเงินเพิ่มขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนทางการเงินในชีวิตประจำวัน 

ผลลัพธ์ดังกล่าวตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคตลาดทุน และภาคการศึกษา ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี และยกระดับทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21