หลังเวที บทกลอนลำ บนนั่งร้าน แผงมิกเซอร์… ‘ทุกฤดูกาลในโรงเรียนหมอลำ คือการเรียนรู้ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง’

หลังเวที บทกลอนลำ บนนั่งร้าน แผงมิกเซอร์… ‘ทุกฤดูกาลในโรงเรียนหมอลำ คือการเรียนรู้ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง’

วันใหม่จะเริ่มต้นช่วงบ่ายแก่ ๆ บางคนเลทถึงเกือบห้าโมงเย็น หลังจัดการธุระส่วนตัว พวกเขาจะพุ่งไปยังหน้าที่หลักของตัวเอง บางคนเตรียมชุด บางคนซ่อมอุปกรณ์ประกอบฉากอยู่ตรงหลังเวที บ้างจับกลุ่มซ้อมคิวแสดง อีกกลุ่มยกของ ประกอบนั่งร้าน ปีนขึ้นติดตั้งไฟเวที คำนวณหาองศาที่สปอร์ตไลท์จะส่องสว่างที่สุด บิดดัดกระบอกไฟฟอลโลว์ให้ตรงกับคิวนักแสดง 

บนเวทีคือพื้นที่ให้พวกประสบการณ์สูงทวนท่อนรับส่งบทร้องกลอนลำ ส่วนน้อง ๆ ที่มาใหม่และยังไม่ปรากฎทักษะใดพิเศษ จะเริ่มบทเรียนแรกกับครูฝึกหางเครื่อง 

…ราวหกโมงเย็น จึงเป็นเวลาของโชว์ประจำวัน และจากนั้นคือการแสดงตลอดค่ำคืน ที่จะไหลผ่านไปจบลงตรงเกือบรุ่งเช้า  

กิจวัตรนี้ดำเนินต่อกันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เสร็จอำเภอหนึ่งย้ายไปอีกอำเภอ ล่องไปบนถนน กินนอนบนรถบัสประจำวง จากตอนบนสุดของภาคอีสาน เลาะริมน้ำโขงลงมาถึงอำเภอเล็ก ๆ สุดชายแดน   

กระทั่งคิวงานอันยาวนานหมดลง จึงเป็นช่วง ‘พักวง’ ที่เหมือนกับ ‘จุดมาร์กตำแหน่งในความทรงจำ’ ว่าปีเก่ากำลังผ่าน ขณะที่ฤดูกาลใหม่เวียนมาถึง 

ระหว่างนั้นคือการเติบโตเงียบ ๆ ทั้งภายนอกภายในของสมาชิกนับร้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ใน ‘คณะหมอลำ’

ภาพวิถีการทำงานที่เวียนไปแต่ละปี ถูกเปรียบเปรยโดยผู้บริหารคณะหมอลำว่าคือ ‘วงจรของโรงเรียนประจำ’ ที่ผู้คนเข้ามาทำงานเลี้ยงชีพและใช้ชีวิต เรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยกันทุกวัน จนค่อย ๆ ซึมซับความมีวินัย ความรับผิดชอบ การฝึกสมาธิ หรือไหวพริบการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมกับทักษะเฉพาะทางที่ทำซ้ำจนชำนาญ จะค่อย ๆ หล่อหลอมความเข้าใจในงาน จนเกิดการเติบโตเป็นลำดับขั้น 

กระทั่งการเกิดขึ้นของ ‘หลักสูตรหมอลำศึกษา’ โดยศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และคณะหมอลำต่าง ๆ ซึ่งใช้หลักการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เข้ามาถอด-ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของคณะหมอลำ เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่จะทำให้ทุกวันเดือนปีของการทำงานและใช้ชีวิตในวง เปลี่ยนเป็นชั่วโมงเรียนรู้ที่มีปลายทางคือวุฒิการศึกษา ทั้งระดับชั้น ม.ต้น และ ม.ปลาย และคือการขับเน้นสถานะสถานศึกษาของวงหมอลำให้เต็มความหมาย

ณ โอกาสที่หมอลำศึกษาย่างสู่ปีที่สอง ซึ่งปีนี้มีสมาชิกคณะหมอลำรุ่นใหม่สมัครเรียนเกือบหนึ่งร้อยคน กสศ. ชวนฟังเสียงจากน้อง ๆ ว่า ชีวิตในคณะหมอลำของแต่ละคน เฉียดใกล้กับความหมายของ ‘โรงเรียน’ สักแค่ไหน แล้วอะไรคือสาเหตุให้น้อง ๆ ตัดสินใจสมัครเรียนหมอลำศึกษา หรือเมื่อเข้ามาเรียนแล้ว ชีวิตและการทำงานประจำวันจะต่างไปจากเดิมอย่างไร เพื่อที่เรื่องราวเหล่านี้อาจช่วยแต่งเติมภาพของ ‘โรงเรียนหมอลำ’ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“เพิ่งรู้ว่าชีวิตประจำวันคือส่วนหนึ่งของวิชาเรียน” 

‘ฟลุ๊ค’ เริ่มวันเต็มตาราวบ่ายสามโมงกว่า เขาชอบใช้เวลาสั้น ๆ ทบทวนโชว์ของเมื่อคืน บันทึกบทเรียนในใจ และบางครั้งก็ถ่ายเป็นคลิปวิดีโอสั้นไว้เล่าเรื่องราวทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังเวที เขาบอกว่านอกจากหมอลำ ‘งานคอนเทนต์ครีเอเตอร์’ (Content Creator) คืออีกสิ่งที่สนใจอยากเรียนรู้ 

“ผมชอบเล่าเรื่องชีวิตประจำวันในวง ปกติจะถ่ายคลิปไว้บ้าง เอามาฝึกทำคอนเทนต์ ก่อนหน้านี้ก็เรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่พอมาเรียนหมอลำศึกษาที่มีสอนเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านเรื่องเล่า (Digital Communication) ตัวตนบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Identity) หรือการบริหารอุตสาหกรรมบันเทิง (Entertainment Management) ก็ยิ่งช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ทำมากขึ้น และทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่จะเอาไปต่อยอดกับเรื่องอื่น ๆ ได้”

บทเรียนที่มาในรูปแบบของการวิเคราะห์ทำความเข้าใจชีวิตประจำวัน ยังช่วยให้ฟลุ๊คมองเห็นความรู้หรือทักษะที่ซ่อนอยู่ในงานได้ชัดขึ้น 

“…เราเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คือส่วนหนึ่งของวิชาเรียน เช่นการหาความกว้างความยาว หรือหามุมหาสัดส่วนของเวที เพื่อจะกำหนดตำแหน่งการยืนระหว่างแสดง เหล่านี้คือสาระของวิชาคณิตศาสตร์ และมันทำให้เราสนุก ส่วนอีกวิชาที่ตอนนี้ชอบมาก คือภาษาอังกฤษ เพราะเราเรียนได้จากทุกอย่าง แล้วคำศัพท์ก็จะถอดมาจากส่วนประกอบของหมอลำทั้งหมด นอกจากนั้นในใบงานยังมีเรียนเรื่องไวยากรณ์ มีแบบฝึกหัดให้ฝึกฟัง พูด อ่าน เขียน เติมคำ จนพื้นฐานเราค่อย ๆ ดีขึ้น” 

‘ฟลุ๊ค’ ที่ปีนี้วัยย่าง 18 ย้อนรอยเส้นทางหนึ่งปีที่ผ่านว่าคือช่วงได้เข้ามาอยู่กับวง ‘อีสานนครศิลป์’ เขาบอกว่าเพียงเวลาไม่นานก็คลิกกับรูปแบบชีวิตในคณะหมอลำ โดยเฉพาะบรรยากาศภายในวงที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยสบายใจ ฟลุ๊คมองว่าที่นี่เหมือนเป็นบ้าน หรือเป็นครอบครัว ที่มีพ่อ ๆ แม่ ๆ พี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ซึ่งดึงดูดให้เขาอยากอยู่กับวงไปนาน ๆ และกล้าฝากอนาคตไว้ที่นี่   

“ผมทำงานตั้งแต่จบ ม.3 ใจก็อยากเรียนต่อ แต่ที่บ้านไม่พร้อม จากวันนั้นก็ผ่านมาสองปีแล้ว เพิ่งจะมีที่นี่ (วงอีสานนครศิลป์) ที่อยู่นานที่สุด ทีแรกเราไม่ได้มีความคิดเลยว่าจะมาอยู่วงหมอลำ จนเห็นวงเปิดรับสมัคร เลยลองเข้ามา งานแรกที่ได้คือขึ้นเต้นบนเวทีเลย ทั้งที่เราไม่รู้อะไรสักอย่าง แล้วก็ได้ไปช่วยงานหลังเวทีบ้าง คือส่วนใหญ่คนเข้ามาใหม่จะได้ลองทำหลายอย่าง จนกว่าจะเจอสิ่งที่ชอบหรือถนัดจริง ๆ ซึ่งของเราก็มาพบว่างานแสดงคือสิ่งที่ทำได้ดี    

“งานในวงหมอลำ ผมว่ามันสนุกที่ได้เดินทาง ได้เรียนรู้ลองทำทุกอย่าง ยิ่งพอเจองานที่ใช่ เราจะอยากทำให้ดีขึ้น อยากรู้มากขึ้น อีกอย่างคือสังคมที่นี่ เราดูแลกันเป็นครอบครัว ต่างคนต่างช่วยกันสนับสนุนให้แต่ละคนเจองานที่ถนัด ฉะนั้นสำหรับเราแล้ว การเข้ามาอยู่ในวง มันเหมือนได้มาเจอที่เจอทางของตัวเองจริง ๆ” 

“เป็นครั้งแรกที่แผนอนาคต จะมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งหรือสอง” 

“วันหนึ่งช่วงซ้อมก่อนขึ้นแสดง มีครูจากศูนย์การเรียนมาถามว่าเรียนจบชั้นไหน พอบอกว่าจบ ม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ เขาก็แนะนำให้สมัครเรียนหมอลำศึกษา ก็เอ๊ะนิดนึงว่าเราอยู่กับวงหมอลำแล้วทำไมต้องเรียน จนมารู้ว่าเขากำลังจะเปลี่ยนสิ่งที่เราทำกันทุกวันให้เป็นวุฒิการศึกษา เราก็อ๋อทันที แล้วรีบลงชื่อเลย”     

ฟลุ๊คเล่าถึงวันรู้จักหลักสูตรหมอลำศึกษา และบอกว่าข้อมูลที่ได้ยินจากครูศูนย์การเรียนปัญญากัลป์วันนั้น ฟังดูแทบไม่น่าเชื่อ แต่ก็ไม่ลังเลจะเข้าร่วม เพราะหลังพ้นจากโรงเรียนออกมา เขายังเชื่อลึก ๆ ว่าโอกาสอาจจะยังไม่หมดเสียทีเดียว          

“ผมคิดเสมอเรื่องเรียนต่อ รู้ว่ายากแต่ไม่เคยเลิกหวัง และแม้จะชอบชีวิตที่เป็นตอนนี้ แต่มันมีอะไรที่เราอยากรู้ อยากเรียน อยากทำอีกมากมาย ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ไปถึงตรงนั้นได้ก็คือวุฒิ ผมถึงสมัครเรียนแบบไม่ต้องคิดเลย แล้วถึงตอนนี้ก็คิดว่าตัดสินใจถูก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราจะวางแผนอนาคตได้ โดยมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งหรือสองทางด้วยวุฒิ ม.6 จะทำให้เรามั่นใจกับการทำงานไปก่อน หรือจะเรียนต่อเมื่อไหร่ก็ได้”

“เวลางานคือชั่วโมงการเรียนรู้ ส่วนใบงานกับแบบฝึกหัดคือการถอดและทบทวนเพื่อรีดเอาทุกความทรงจำมาวัดประเมินความเปลี่ยนแปลงในตัวเรา” 

‘ซัน’ วัย 22 จากวง ‘ศิลปินภูไท’ เป็นอีกคนที่เรียนถึงชั้น ม.3 แต่พลาดจากการรับวุฒิ ด้วยพลัดมาอยู่ในวงหมอลำเสียก่อน จากนั้นแต่ละวันก็โฟกัสกับงาน จนเรื่องเรียนค่อย ๆ ขยับออกไปไกลจากความคิด แต่หลังจากห้าปีผ่านมา เมื่อซันได้ยินว่ามีหลักสูตรหมอลำศึกษา การศึกษาที่ค้างคาจึงได้สานต่อ

“ชีวิตประจำวันตอนนี้ บางทีก็รู้สึกคล้าย ๆ อยู่ในโรงเรียน ยิ่งนึกถึง 4-5 ปีก่อน เราเข้ามาใหม่ต้องฝึกเต้น เรียนรู้ที่จะทำงานตามตารางเวลา ทำความเข้าใจกับเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วธรรมชาติของวงหมอลำเราต้องเปลี่ยนที่แสดงไปเรื่อย ๆ เจอหน้างานหลายแบบ มันก็เหมือนเราได้ฝึกแก้ปัญหา ปรับตัว ต้องพัฒนาทักษะสื่อสารด้วย ส่วนหน้าที่ประจำคือการร้องการแสดง เราก็ต้องทำให้ดีขึ้นทุกวัน พยายามหาวิธีใหม่ ๆ มาทำให้คนดูมีความสุข  

“วันแรกถึงตอนนี้ เราเห็นตัวเองเปลี่ยนไปมาก จากเต้นไม่ได้ ร้องเพลงไม่เป็น กลายเป็นเดี๋ยวนี้ทุกวันต้องขึ้นเวที ต้องร้อง ต้องเต้น ต้องแสดง ทั้งหมดคือเพิ่งมาฝึกเอาในวงหมดเลย หนูว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราโตขึ้น ชำนาญขึ้น ทีนี้พอได้ยินเรื่องหลักสูตรหมอลำที่เขาจะเปลี่ยนประสบการณ์ของเราให้เป็นวุฒิ ก็ดีใจ และคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ กับคนอีกมากมายในแวดวงหมอลำ ที่มีเป้าหมายตรงกันคืออยากมีการศึกษาไว้ต่อยอดชีวิต” 

แวบหนึ่งก่อนสมัครเรียน ซันคิดถึงวงจรชีวิตที่แทบไม่มีอะไรอื่น นอกจากเวทีแสดงและการเดินทาง จึงถามครูด้วยความสงสัย ว่าเธอจะเอาเวลาจากไหนมาเพิ่มสำหรับการเรียน แต่คำตอบจากครูก็ทำให้ซันมั่นใจ เพราะมันช่างเรียบง่าย และเข้าใจได้ทันที

“ครูบอกว่าจะให้งานมาทำ ในนั้นมีวิชาต่าง ๆ ที่ดัดแปลงจากหน้าที่ในวงหมอลำ …แต่จริง ๆ แล้ว ครูให้เราคิดว่าทุกเวลาที่ทำงานคือชั่วโมงการเรียนรู้ ส่วนใบงานกับแบบฝึกหัด เป็นแค่การถอดและทบทวน เพื่อจะรีดเอาทุกความทรงจำมาวัดประเมินความเปลี่ยนแปลงในตัวเรา ฉะนั้นไม่ว่าการแสดงบนเวที งานเบื้องหลัง การเตรียมงานประจำวัน ทั้งหมดล้วนพาเราไปสู่ผลลัพธ์ได้ทั้งนั้น แล้วใบงานเราจะทำตอนไหนก็ได้ที่ว่าง ซึ่งตัวหนูจะชอบใช้เวลาตอนนั่งบนรถบัส เพราะเป็นช่วงที่มีสมาธิที่สุด”  

“โรงเรียนของผมอยู่บนนั่งร้าน”

และ ‘เจ’ วัย 21 ทีมขนย้ายติดตั้งเวที-ไฟ-เครื่องเสียง หรือ ‘คอนวอย’ (Convoy) คณะหมอลำ ‘ซานเล้าบันเทิงศิลป์’ ที่เปรียบโรงเรียนของเขาว่า ‘อยู่บนนั่งร้าน’ เพราะทุกทักษะหาเลี้ยงชีพทุกวันนี้ เจเรียนรู้ลักจำจากรุ่นพี่ แล้วเอามาสอนตัวเองผ่านการลงมือทำ ขณะปีนขึ้นไปอยู่บนโครงเหล็กชั่วคราวที่ต่อขึ้นเพื่อประกอบสร้างเวที  

“ผมเรียนถึง ม.3 แต่ไม่จบ มีติดศูนย์ไม่ได้กลับไปแก้ ก็เลยไม่มีวุฒิครับ เสียดายเหมือนกัน” 

เจพูดถึงอดีตที่เขาพยายามบอกตัวเองว่า ‘อะไรผ่านแล้วให้ผ่านเลยไป’ แล้วเผยเส้นทางนับแต่หันหลังให้โรงเรียนว่ากระโดดเข้ามาในวงการคอนเสิร์ตโดยไม่รู้อะไรเลย ก่อนจะค่อย ๆ เรียนรู้สั่งสมทักษะ แล้วผันตัวมาอยู่กับวงหมอลำ 

“แรก ๆ ผมขนของอย่างเดียวเพราะไม่ต้องใช้ความรู้ ระหว่างนั้นก็คอยแอบดูพี่ ๆ เขาทำไฟกับเครื่องเสียง พอเริ่มเป็นก็ขยับมาช่วยติดตั้งไฟกับงานซาวด์เอ็นจิเนียร์ (Sound Engineer) กว่าจะทำได้ก็ลองถูกลองผิดอยู่นาน คิดว่าคงนับได้หลายร้อยชั่วโมงอยู่ครับกับเวลาที่หมดไปบนนั่งร้าน”   

ใจที่เชื่อในการเรียนรู้ เมื่อมาประจวบเหมาะกับหลักสูตรการศึกษาที่ไม่ยึดติดว่า ‘โรงเรียน’ ต้องหมายถึงสิ่งก่อสร้าง หรือคือห้องสี่เหลี่ยมประตูสองบาน มีกระดานไวท์บอร์ดติดผนัง ทักษะความรู้ที่เจสั่งสม จึงกลายมาเป็น ‘บทเรียนเฉพาะตัวซึ่งใช้หาเงินได้’ 

“เรียนมาสามเดือน ผมเริ่มเข้าใจว่าบนนั่งร้าน ในสายไฟ หรือบนแผงมิกเซอร์ผสมเสียง มีคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มีภาษาอังกฤษ และวิชาอื่น ๆ รวมกันอยู่ตรงนั้น ถ้าครูไม่ชี้ให้เห็นเราคงไม่รู้ ตั้งแต่เรียนผมเริ่มมองงานที่ทำต่างจากเดิม กลายเป็นระหว่างทำงานเหมือนเราเรียนอยู่ด้วย แล้วก่อนนอนทุกวัน ผมจะสรุปเอาสิ่งที่ทำลงไปในใบงาน เพื่อจะบอกตัวเองให้ได้ว่าทุก ๆ วันเราได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง” 

เจบอกว่าถ้าจะจำกัดความแบบแผนชีวิตในวงหมอลำว่าคือการ ‘เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย’ ก็ไม่ผิดอะไร เพราะทั้งสองสิ่งกลืนจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่เจเชื่อว่าถ้าเพื่อนพี่น้องชาวหมอลำทุกคนนึกย้อนไปตอนเข้ามาในวงใหม่ ๆ ทุกคนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในทุกฤดูกาลที่เปลี่ยนไป  

“ผมถึงดีใจที่วันนี้มีหลักสูตรหมอลำเข้ามา เพราะมันกำลังจะทำให้เราไปไกลกว่านั้นคือการมี ‘วุฒิที่จับต้องได้’”   

และนี่เป็นครั้งแรกนับแต่ออกจากโรงเรียน หรืออาจเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เจเพ่งมองเรื่องการศึกษาของตัวเองอย่างจริงจัง และเริ่มเกิดความคิดว่า “บางที …ถ้าหากได้วุฒิ ม.3 มาแล้ว ผมอาจจะเรียนต่อให้จบมัธยมปลาย” เพราะเจตระหนักแล้วว่า ‘สิ่งที่เรียนรู้ทุกวันนั้นมีความหมาย’ และคือ ‘การศึกษาที่ใช้ได้ในชีวิตจริง’