ภาพรวมการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 3 แบบด้วยกันคือ การเรียนสามัญในระบบการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ, เรียนปอเนาะ สถาบันการศึกษาทางศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิม และการเรียนหลักสูตรอิสลามศึกษาแบบเข้มควบคู่สายสามัญ
“ที่มาของร้านน้ำชาหรือคาเฟ่แห่งนี้ เริ่มต้นจากความคิดของน้องๆ เยาวชนนอกระบบเองเลยครับ”
- ร้านน้ำชาแห่งใหม่ เปลี่ยนจากความเสี่ยง ไปสู่การสังสรรค์ในที่สว่างกว่าเดิม

ภาพรวมการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 3 แบบด้วยกันคือ การเรียนสามัญในระบบการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ, เรียนปอเนาะ สถาบันการศึกษาทางศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิม และการเรียนหลักสูตรอิสลามศึกษาแบบเข้มควบคู่สายสามัญ
“ที่มาของร้านน้ำชาหรือคาเฟ่แห่งนี้ เริ่มต้นจากความคิดของน้องๆ เยาวชนนอกระบบเองเลยครับ”
เยาวชนนอกระบบที่สูรียาเอ่ยถึงคือเด็กที่ไม่ได้เรียนอยู่ใน 3 กลุ่มนี้ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านทุนทรัพย์หรือปัญหาส่วนตัว เมื่อเด็กๆ หลุดออกจากระบบการศึกษา หากไม่ทำงานช่วยที่้บ้าน ความจริงส่วนหนึ่งมักจะไปรวมกลุ่มตามมุมมืด แหล่งมั่วสุมไร้แสงไฟที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอบายมุขและยาเสพติด
คำบอกเล่าของสูรียา ทำให้เห็นว่าเด็กบางคนใช้ชีวิตจมดิ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงยาวนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เพียงเพราะไม่มีที่ไปและไม่มีใครเปิดใจรับ
ตาดีกา โรงเรียนที่เน้นสอนจริยธรรม จึงยิ่งไม่ใช่พื้นที่ของเด็กนอกระบบเข้าไปใหญ่
“โรงเรียนในระบบอาจจะมีกำแพง มีกฎเกณฑ์ที่ปฏิเสธพวกเขา แต่ที่นี่เราต้องการสร้างเซฟโซนที่ปฏิเสธวงจรปัญหาแบบเดิมๆ”
สูรียาเล่าถึงแรงผลักดันในการเปลี่ยนพื้นที่ตาดีกาให้เป็นพื้นที่ของเด็กๆ ที่ตั้งต้นจากความคิดริเริ่มของน้องๆ เยาวชนนอกระบบเองที่อยากมีพื้นที่ทำมาหากินและทำกิจกรรมร่วมกัน เขาจึงตั้งร้านขึ้นมาและให้เด็กบริหารกันเอง โดยใช้งบจากการจัดสรรกันเองภายในหน่วย ABE
การเปิดร้านน้ำชาในพื้นที่ทางศาสนาอาจฟังดูแปลกใหม่ แต่เขาอยากให้อย่างน้อยในหมู่บ้านมี ‘พื้นที่ถ่วงเวลา’ ที่เด็กๆ จะหันหน้าออกมาจากความเสี่ยงบ้างสักหนึ่งหรือสองชั่วโมงเป็นการเริ่มต้น
“เรามี WIFI ฟรี ใครก็มานั่งได้ ร้านน้ำชาก็ขายแก้วละ 20-30 บาท ไฟก็สว่าง พ่อแม่รู้ว่ามาที่นี่เขาก็ปล่อยให้มาเพราะอย่างน้อยก็ปลอดภัย”
วัฒนธรรมการดื่มชาหลังพระอาทิตย์ตกดินของวิถีชีวิตชาวไทยมุสลิมถูกฝังรากมาอย่างแข็งแรง ร้านน้ำชาจึงกลายเป็นจุดดึงดูดให้เด็กๆ มานั่งรวมกลุ่มกันตอนเย็น แทนที่จะไปรวมกลุ่มกันที่อื่น เปลี่ยนจากการนั่งในมุมมืดมานั่งล้อมวงในพื้นที่สว่าง ที่นี่พวกเขาสามารถนั่งเล่นเกม ดีดกีตาร์ร้องเพลงร่วมกัน หรือระบายความเครียดในชีวิตได้อย่างสบายใจ
ปัจจุบัน ร้านน้ำชาแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่วัยรุ่น แต่กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ผู้ปกครอง คณะกรรมการมัสยิด ไปจนถึงผู้นำชุมชน แวะเวียนมานั่งล้อมวงดื่มน้ำชา พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ และอุดหนุนฝีมือของเด็กๆ
ซัน-เฟาชาน อาแว วัย 21 มือชงที่ร้านน้ำชา บอกว่าเมนูขายดีที่สุดคือ ‘ชาเย็นเงาะ’ ที่ใช้น้ำเงาะกระป๋องมาเป็นเบสของเมนูผสมด้วยชาไทย
- ร้านข้าวยำเฉพาะกิจประจำวันศุกร์เย็น มื้ออาหารแห่งการทลายอคติ

“ตั้งแต่ ม.1 หลังจากนั้นก็คือไม่เข้าเรียนเลย เพราะว่าไม่มีงบจะเรียนต่อ แล้วก็ขาดเสาหลักด้วย”
ฮูดา-นูรุลฮูดา นิชอ วัย 20 ปี กำลังเล่าเรื่องตัวเองที่โต๊ะม้าหินอ่อน หลังจากที่เธอขายข้าวยำฉบับบ้านอูแบไปจนลูกค้าบางตาลง
ฮูดาหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังจบชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะวิกฤตเศรษฐกิจในครอบครัวและความจำเป็นเรื่องปากท้องบังคับ ปัจจุบันฮูดาพยายามเรียน กศน. จนจบ ม. 6 จากแรงผลักของสูรียา
สำหรับฮูดาและเด็กผู้หญิงหลายๆ คนในหมู่บ้าน การไม่มีเงินเรียนต่อมักตามมาด้วยสภาวะสุญญากาศในชีวิต ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ และไร้ที่ยืนในสังคม โดยเฉพาะในชุมชนชนบทที่วางบทบาทให้ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลังตลอดเวลา
รายได้เลี้ยงปากท้อง คือปัญหาหลักที่สามารถแก้ไขได้เฉพาะหน้า ในเมื่อร้านน้ำชาสำหรับเด็กผู้ชายสามารถตั้งในตาดีกาได้ การขายข้าวยำสำหรับส่งเสริมเด็กผู้หญิงก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากจะตั้งขายในตาดีกาเหมือนกัน
สูรียา ปล่อยให้เด็กๆ เป็นเจ้าของกิจการร้านข้าวยำ กรือโป๊ะ ลูกชิ้นทอด ข้าวต้ม มาวางขายเฉพาะกิจที่จะขายทุกวันศุกร์เย็น โดยมีทีมพี่เลี้ยงผู้หญิงเป็นคนดูแล ไม่ต่างจากร้านน้ำชา
“ก่อนหน้านี้หนูรู้สึกว่าพอเวลาถามอะไร หนูไม่ยกมือนะ หนูให้คนอื่นตอบบ้าง ฉันไม่อยากตอบ ฉันไม่มีความกล้าแสดงออกขนาดนั้นจะกล้าก็แค่กับพวกคนในบ้าน แล้วก็กับเพื่อนๆ”
ฮูดา เล่าถึงความกลัวในอดีตของตัวเอง ร้านข้าวยำ ไม่ได้ให้แค่รายได้ แต่ยังมีผลพลอยได้อย่างการสร้างตัวตน รักษาบาดแผลทางใจ
การหยิบยกเมนูข้าวยำ ที่เป็นอาหารพื้นบ้านง่ายๆ ทำง่าย กินง่าย และเป็นเมนูในใจของคนพื้นที่ มาเป็นตัวชูโรง ทำให้ซุ้มขายอาหารแห่งนี้กลายเป็นสะพานเชื่อมคนทุกกลุ่มในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ฝ่ายปกครอง หรือผู้นำศาสนา ต่างแวะเวียนมาอุดหนุนและพูดคุยกับเด็กๆ
สำหรับสูรียา ในอดีตภาพจำของเยาวชนที่หลุดจากระบบมักถูกเคลือบแคลงด้วยสายตาแห่งความไม่ไว้ใจจากสังคม แต่เมื่อผู้ใหญ่ได้เข้ามาเห็นเด็กๆ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ได้ชิมรสมือ และได้เห็นความตั้งใจในการทำมาหากิน อคติเหล่านั้นก็ค่อยๆ ถูกทลายลงด้วยความเข้าใจ
“ทุกคนในหมู่บ้านจะรู้ว่าวันนี้เด็กจะมาขายข้าวยำ เขาก็จะรอมาซื้อมานั่งกิน ไม่ไปซื้อร้านอื่น หลังละหมาดใหญ่เป็นอันรู้กัน อาจจะเพราะเราทำอร่อยด้วย ขายถูกด้วยจานละ 10 บาท เดินไปสั่งแล้วก็ไปนั่งกินที่โต๊ะม้าหินอ่อน” สูรียา เล่า
- ไม่ใช่พื้นที่ของใคร แต่เป็นของทุกคน

เป็นอันที่รู้กันของชาวบ้านอูแบว่า ในทุกๆ วัน เมื่อความมืดเข้าปกคลุมหมู่บ้าน บานประตูของตาดีกาบ้านอูแบจะเปิดกว้าง แสงไฟอบอุ่นสว่างไสวขึ้นพร้อมเสียงชงน้ำที่ร้านน้ำชา
และตาดีกาทุกวันศุกร์ตั้งแต่บ่ายสามโมงเป็นต้นไปจะคึกคักเป็นพิเศษ กิจกรรมที่เกิดในพื้นที่จะลากยาวไปจนพลบค่ำ แม้ว่าข้าวยำหมดแล้ว และแสงจันทร์เข้ามาแทนแสงอาทิตย์ นักกีฬา ชาวบ้าน เด็ก เยาวชนก็จะนั่งกันต่อจนกว่าจะถึงเวลา 4-5 ทุ่ม
ประตูของตาดีกาเปิดกว้างขึ้นและเป็นการเปิดกว้างที่สูรียาคาดหวังไว้ว่าจะไม่ใช่แค่บานประตูที่กว้างขึ้น แต่รวมถึงทัศนคติของคนในชุมชนที่เปิดโอกาสให้เด็กนอกระบบด้วย
“หน่วยงานบางกลุ่มมองว่าการรวมกลุ่มของวัยรุ่นในสามจังหวัดจะไปเชื่อมโยงกับปัญหาความมั่นคง เราอยากให้เขาพยายามลดความอคติเหล่านั้น แล้วมองตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ได้ไหม พื้นที่แห่งโอกาสให้กับน้องๆ ได้ไหม” สุริยาพูดถึงเป้าหมายที่แท้จริง
ทุกวันนี้ ภายใต้หลังคาของตาดีกาบาโงยือแร หากมีสิ่งใดผิดพลาดในการทำงาน สิ่งที่เด็กๆ และคนในทีมงานมอบให้แก่กันไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นคำปลอบโยนที่ว่า
“ไม่เป็นไร ทำวันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ พรุ่งนี้เริ่มใหม่”
สูรียา บอกว่าตาดีกาแห่งนี้จึงไม่ใช่พื้นที่ของครูสอนศาสนา ไม่ใช่พื้นที่ใคร และไม่ใช่พื้นที่ของเด็กนอกระบบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ในทุกเย็นที่มีร้านน้ำชา และในทุกวันศุกร์ที่มีข้าวยำ มันคือพื้นที่ของทุกคน ที่พร้อมจะเปิดประตูต้อนรับและให้โอกาสชีวิตได้เริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ
เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : ภัทรภรณ์ สงสาร