ในวันที่แสงไฟที่ค่อยๆ ไล่ความมืดของค่ำคืนให้ถอยร่น เวทีเบื้องหน้าคือพื้นที่ของความสนุก เสียงหัวเราะ และความฝันของผู้ชม แต่เบื้องหลังกลับมีเรื่องราวของเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องหันหลังให้ห้องเรียน เพื่อเดินเข้าสู่โลกอีกใบ โลกของการทำงาน การดิ้นรน และการเติบโตอย่างไม่มีตำรา
คณะหมอลำเสียงอิสาน สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีการแสดง หากแต่เป็นทั้งบ้าน ที่พักพิงของชีวิต และห้องเรียนทางเลือกที่ค่อยๆ เยียวยาความฝันที่เคยสะดุด ให้กลับมาเดินต่อได้อีกครั้ง หนึ่งในสมาชิกของวงผู้มีความฝัน คือ ณัฐ – ณัฐชนน สะอาดศรี แดนเซอร์ที่ออกเดินทางร่วมกับเสียงอิสานตั้งแต่อายุ 16 ปี ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยตัดสินใจหันหลังให้กับระบบการศึกษา และหันหน้าเข้าสู่วงการหมอลำ
อะไรทำให้ณัฐออกมา และอะไรทำให้ณัฐอยากกลับไปเรียนอีกครั้ง

หันหลังให้การศึกษา หันหน้าให้เสียงอิสาน
สำหรับณัฐและเยาวชนอีกหลายคนในวงเสียงอิสาน หมอลำ ไม่ใช่เพียงสิ่งสร้างความบันเทิง และวงหมอลำไม่ใช้แค่สถานที่ทำงาน แต่ที่นี่คือ “บ้าน” และ “โรงเรียนชีวิต” ขนาดใหญ่ที่สอนให้เขารู้จักการเอาตัวรอดและการทำงานด้วยความอดทน
ภายใต้ชุดที่ปักเลื่อมแวววาวนั้น ณัฐมีความลับที่เก็บไว้ในใจเสมอมา นั่นคือ วุฒิการศึกษาที่หยุดลงเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แม้เขาจะเคยพยายามเรียนต่อในระดับมัธยมต้น แต่ภาระหน้าที่และการเดินทางของชีวิตที่ไม่มีจุดหยุดนิ่ง ก็ทำให้เขาต้องหลุดจากระบบการศึกษาไปในที่สุด

แดนเซอร์คณะหมอลำเสียงอิสาน
ก่อนหันหน้าเข้าสู่วงการศิลปินตั้งแต่อายุ 16 พร้อมกับความไม่ 100% ของคำอนุญาตจากครอบครัว แต่ณัฐก็ตัดสินใจออกมาเพราะเห็นว่านี่คือทางเลือกครั้งใหม่ที่ตัดสินใจเอง แม้คำทักท้วงห่วงใยจากคนในครอบครัวถึงความมั่นคงในอาชีพจะดังขึ้นก่อนหน้าและหลังจากที่มาอยู่ในวง แต่เด็กชายวัย 16 ผู้ยืนหยัด เขากลับต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าอาชีพศิลปินก็มีกินมีใช้ได้เช่นกัน
“เป็นความชอบตั้งแต่เด็ก ชอบความบันเทิง ชอบหมอลำ และหมอลำก็อยู่คู่กับคนอีสานมานาน ปีนี้เป็นปีที่ 7 ที่เข้ามาอยู่กับเสียงอีสาน ตั้งแต่อายุ 16 ปี และตอนแรกที่มาทำงาน ทางบ้านไม่โอเค เขาบอกว่าหมอลำเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ขึ้นๆ ลงๆ”
เปลี่ยนความคิด เมื่อวิกฤตโควิด-19 มาเยือน
หลายปีก่อนจากชีวิตที่เคยโลดแล่นอยู่บนเวทีกลับต้องหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตการณ์ โควิด-19 สำหรับณัฐนี่คือบทเรียนชั้นดีที่ทำให้เขาตัดสินใจใหม่อีกครั้ง เมื่อเวทีถูกรื้อถอนและแสงไฟบนคานเหล็กดับลง นับเป็นสัญญาณที่บอกให้เขาต้องหอบหิ้วสัมภาระกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อช่วยงานทางบ้านประทังชีวิต
“ช่วงโควิดทำให้เรามองว่าอาชีพหมอลำเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอด ช่วงนั้นลำบากมาก งานไม่มี รายได้หายไป ตอนนั้นจึงกลับไปอยู่บ้าน ทำงานช่วยที่บ้าน และตอนนั้นคิดว่าถ้าเรามีวุฒิ เราสามารถจะทำอย่างอื่นได้ด้วย นี่คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเรียน”

ประสบการณ์ความลำบากในช่วงนั้นทำให้เขาเห็นสัจธรรมถึงความไม่มีอะไรแน่นอนบนโลกใบนี้ อาชีพหมอลำแม้จะสร้างรายได้ดีในยามปกติ แต่กับยามวิกฤตอย่างสถานการณ์ที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าอาชีพนี้อาจไม่ใช่อาชีพสุดท้ายของเขา ความคิดดังกล่าวกลายเป็นเปลวไฟเล็กๆ ที่จุดประกายให้เขาตัดสินใจว่าจะต้องกลับไปเรียน เพื่อสร้างใบเบิกทาง และแผนสำรองที่มั่นคงให้กับอนาคต
สถาปนิกทางการศึกษา และภารกิจแห่งโอกาสของเด็กหลังเวที
หลังจากที่ผู้นำทีมงานอย่าง แป้ง – ณัฐธิดา เสียงอิสาน หรือ บอสแป้ง ได้รู้จัก ปริม – ปริมประภา สุวรรณพรม คุณครูและผู้อำนวยการจากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้กำลังมองหาทางออกให้กับเยาวชนที่หลุดออกจากระบบ ความตกลงทางการศึกษาจึงเริ่มขึ้น
เสียงอิสานเป็นอีกคณะหมอลำที่นำหลักสูตรหมอลำศึกษามาปรับใช้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ “เรียนไปนำ ลำไปด้วย” หมายถึงการทำงานที่สามารถเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเรียนในห้องเรียนที่ชื่อ “ห้องเรียนหมอลำ” ห้องเรียนที่เกิดจากผลสำรวจความจริงในวงหมอลำทั่วภาคอีสาน ที่ครูปริมค้นพบตัวเลขที่น่าตกใจ

คุณครูและผู้อำนวยการจากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์
จังหวัดอุบลราชธานี
ผลสำรวจของศูนย์การเรียนปัญญากัลป์พบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) และส่วนใหญ่ยังไม่จบชั้นมัธยมปลาย หรือบางคนมีอายุเพียง 14 ปี ก็ต้องออกมาใช้ชีวิตเดินสายทำงานไกลบ้านเพื่อปากท้องของตนเองและครอบครัว
ซึ่งครูปริมเข้าใจดีว่าระบบการศึกษาในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแบบเดิมนั้นไม่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตที่เคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลาของชาวหมอลำ เธอจึงร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยนาฏศิลป์หลายแห่ง เพื่อร่างหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับหัวใจของผู้เรียนกลุ่มนี้
หนึ่งในนักเรียนจากหลักสูตรห้องเรียนหมอลำคือณัฐ เขาเล่าย้อนให้ฟังถึงวันที่เริ่มสมัครเรียนว่า ครูปริมและศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ได้เดินทางเข้ามาประชาสัมพันธ์เรื่องหลักสูตรการเรียนในวงเสียงอิสาน ซึ่งตัวเราเองก็สนใจอยากจะเรียนต่ออยู่แล้วช่วงนั้น เลยไม่ลังเลที่จะสมัครเรียน
“ตอนนั้นมีพี่ๆ มาแนะนำ มีคุณครูมาด้วย เราได้ยินก็คิดว่าเป็นโอกาสดีมากที่จะได้กลับมาเรียนอีกครั้ง”
เรียนไปนำ ลำไปด้วย
หัวใจสำคัญของห้องเรียนหมอลำที่ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ออกแบบ คือการทำลายกำแพงระหว่างการเรียนและการทำงาน โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วนหลักที่ผู้เรียนสามารถทำได้จริง คือ (1) การเรียนผ่านประสบการณ์ชีวิต ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัวหรือสิ่งที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
(2) การเรียนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งผู้เรียนต้องบริหารจัดการตัวเอง ระหว่างที่ต้องทำงานกับช่วงเวลาที่ต้องศึกษาเนื้อหา และส่งงานผ่านออนไลน์ สุดท้ายคือ (3) การเรียนผ่านค่ายหมอลำ ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงที่วงหมอลำปิดฤดูกาล (ช่วงเดือนกรกฎาคม) เด็กๆ จะต้องเข้าค่ายเพื่อสรุปบทเรียนและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร่วมกับอาจารย์ บรมครูหมอลำ ศิลปินในวงการ
ณัฐเป็นนักเรียนอีกคนที่ไม่ต้องการทิ้งการเต้นเพื่อไปนั่งเรียนในห้องเรียน ซึ่งหลักสูตรสามารถนำทักษะการเต้น การร้อง การแต่งกาย และการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในวงหมอลำมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตได้ ส่วนการเรียนผ่านระบบออนไลน์ เป็นส่วนที่ณัฐต้องบริหารจัดการเวลาของตัวเองอย่างหนัก โดยเขาจะใช้เวลาที่หยุดนิ่งก่อนการแสดง คือประมาณ 17:00-20:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ศิลปินเริ่มแต่งหน้าและเตรียมตัว เข้าไปในกลุ่มเรียนเพื่อศึกษาเนื้อหาและส่งงานผ่านออนไลน์

ณัฐบอกว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการแบ่งเวลา เพราะเขาต้องทำงานตอนกลางคืน และต้องพักผ่อนตอนกลางวัน ฉะนั้นการจัดสรรเวลาให้สมดุลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดขณะที่เพื่อนร่วมวงบางคนอาจจะใช้เวลาว่างสำหรับการนอนพักผ่อน แต่ณัฐต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำแบบทดสอบและศึกษาเนื้อหาที่อาจารย์สอน และถึงแม้วิชาคณิตศาสตร์จะเป็นวิชาที่ไม่ชอบและดูเหมือนเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ความสนุกในวิชาภาษาไทย และความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบ ม.3 และ ม.6 ก็ทำให้ณัฐไม่เคยย่อท้อ
“ชอบเรียนวิชาภาษาไทยมากกว่าวิชาอื่น ส่วนวิชาที่ยากที่สุดคือวิชาคณิตศาสตร์ การเรียนในหลักสูตรจะมีการทำแบบทดสอบ ส่งใบงาน ถ้าวันไปค่าย ก็จะมีอบรม 5 วัน จากนั้นเป็นการสอบภาคปฏิบัติเพื่อวัดผลประเมิน”
ความฝันที่อยู่สูงเหนือคานไฟ และปลายทางของวุฒิการศึกษา
สำหรับณัฐ วุฒิการศึกษาไม่ใช่เพียงกระดาษหนึ่งแผ่น แต่สิ่งนี้คือโอกาสแห่งการมีทางเลือกที่มากกว่าหนึ่ง เขามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า หากเรียนจบและมีวุฒิ ม.6 เขาจะยื่นศึกษาต่อที่ วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ เพื่อเรียนรู้พื้นฐานด้านนาฏศิลป์ให้ลึกซึ้งและเป็นระบบมากกว่าแค่ประสบการณ์หน้าเวที



“ณัฐฝันที่จะขยับขยายหน้าที่จากแดนเซอร์ ไปเป็นศิลปิน หรือคนออกแบบโชว์ ที่มีทักษะความรู้ครบเครื่อง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น เลยอยากเรียนต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์”
เหนือสิ่งอื่นใด แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของณัฐ คือ ครอบครัว โดยเฉพาะคุณตาและคุณยายที่คอยรออยู่ที่บ้าน ณัฐบอกกับเราว่าตอนนี้เขายังไม่ได้บอกกับทั้งสองท่านถึงการสมัครเข้าเรียนต่อ แต่ต้องการจะบอกในวันที่สำเร็จการศึกษาเป็นที่เรียบร้อย
ขณะนั่งคุยกับณัฐ สักพักน้ำตาของเขาก็เริ่มไหลหลังจากที่บทสนทนามีการพูดถึงครอบครัว ณัฐเล่าว่า หากวันที่เขากลับไปพร้อมวุฒิการศึกษา คำพูดแรกที่เขาอยากบอกตากับยาย คือ
“นัทเรียนจบแล้วเด้อ ต่อไปนี้นัทจะหางานที่มั่นคง และดูแลทุกคนให้ดีกว่าเดิม”
ณ วันนี้ ณัฐยังคงออกสเต็ปเต้นตามจังหวะเพลงบนเวทีเสียงอิสาน ภายใต้แสงสปอตไลท์และไฟนีออนที่กำลังส่องหน้า แต่แววตาที่เปลี่ยนไปของเขามันไม่ใช่เพียงแววตาของนักเต้นที่ทำตามหน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นแววตาของนักเรียนบนเวทีชีวิต ที่รู้ว่าตนกำลังสร้างอนาคตที่สามารถเลือกเองได้ และไปต่อบนเวทีชีวิตที่มั่นคงกว่าเดิม
บทสัมภาษณ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ The Isaan Record
เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท, ทิพวัลย์ โลหะสาร, สุภโชค จันทร์สกุล