0 ร มส ‘เปลี่ยนนักกีฬาโรงเรียนเป็นเด็กนอกระบบ’ เมื่อวันที่การศึกษาไม่เหลือพื้นที่ความฝันให้เด็ก ๆ และการกลับมาด้วย ‘โรงเรียนที่เลื่อนไหลตามจังหวะชีวิต’

0 ร มส ‘เปลี่ยนนักกีฬาโรงเรียนเป็นเด็กนอกระบบ’ เมื่อวันที่การศึกษาไม่เหลือพื้นที่ความฝันให้เด็ก ๆ และการกลับมาด้วย ‘โรงเรียนที่เลื่อนไหลตามจังหวะชีวิต’

“เคยนึกเสียใจว่าเพราะเราทุ่มกับสิ่งที่รัก เลยทำให้เรียนไม่จบ ทบทวนอยู่เป็นปีว่าเราทำผิดพลาด พยายามไม่พอ จนเสียโอกาสในชีวิตไปหมด แต่วันที่ได้วุฒิ ม.3 มาอยู่ในมือ เหมือนเราปลดปล่อยความรู้สึกผิดในใจออกไปได้ และเพิ่งรู้ว่าจริง ๆ ความรักในอะไรสักอย่างไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแค่ตอนนั้นการเรียนไม่ได้มีพื้นที่อื่น ๆ เหลือให้เราเลย”     

เมื่อความมุ่งมั่นในกีฬา ผลักให้ชีวิตเด็กคนหนึ่ง เคลื่อนที่สวนทางกับจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของการศึกษา จากนักเรียนที่ ‘ใครก็ชมว่าเรียนดี’ และเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน ‘น้องวา’ ปาลิตา ขุนเศษ จากตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล ต้องกลายเป็น ‘เยาวชนที่ถูกคัดออกจากระบบการศึกษา’ และแบกรับ ‘ความรู้สึกผิด’ ไว้ในใจอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม ว่า ‘เธอคือผู้ทำลายความหวังครอบครัวให้พังลง …ด้วยมือของตัวเอง’

-1-
‘เด็กเรียนดี นักวอลเลย์บอลโรงเรียน และจุดเปลี่ยนสู่การเป็นเยาวชนนอกระบบ’

นับแต่เรียนประถมต้น ‘วา’ เริ่มเล่นวอลเลย์บอลและทำได้ดี จนเป็นตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันรายการระดับเขตและระดับจังหวัดมาตลอด ขณะที่เรื่องเรียนก็โดดเด่นไม่แพ้กัน 

เมื่อเธอสามารถรักษาระดับเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.5 จนขึ้นชั้นมัธยม พร้อมได้เป็นนักเรียนในโปรแกรม ‘SME’ (Science Math English) ที่เน้นความเข้มข้นในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แต่วาก็ยังคงมาตรฐานการเรียนตั้งแต่ชั้น ม.1 ถึง ม.2 ไว้ได้ 

จนผ่านเข้าช่วง ม.3 ความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กันของทั้งเรื่องเรียนและการแข่งขัน ก็กลับพามาถึง ‘จุดเปลี่ยน’ ซึ่งสำหรับในวัยนั้น วาบอกว่า “หนูไม่มีความสามารถพอจะรับมือได้เลย”

สัญญาณความเปลี่ยนแปลงปรากฏ เมื่อ ม.3 เทอม 1 วาเริ่มติด ร หลายวิชา เพราะไม่ได้ทำงานส่งครู หรือบางวิชาครูก็ตัดสินใจให้เกรดศูนย์ จากการขาดเรียนสะสม พลาดสอบเก็บคะแนน และทำคะแนนสอบปลายภาคไม่ถึงเกณฑ์

‘วา’ ย้อนเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า “มันเป็นช่วงเตรียมแข่งรายการสำคัญ เราต้องซ้อมทุกวันอยู่เป็นเดือน หนูจึงไม่เคยเข้าเรียนคาบบ่ายเลย แล้วจนแข่งเสร็จกลับมาเรียน ครูบอกว่าเราค้างส่งงานเยอะมาก ส่วนเรื่องเรียนก็ตามเพื่อนไม่ทันแล้ว เหมือนวงจรชีวิตรวนทั้งระบบ จับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ คือใจเราอยากแก้ไขให้ดีขึ้น แต่หนูไม่รู้ต้องทำยังไงหรือเริ่มจากตรงไหน”

จนเข้า ม.3 เทอม 2 ต่อเนื่องถึงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปีการศึกษา นอกจากเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ทันบทเรียนใหม่ และเตรียมตัวสอบเข้า ม.ปลาย ‘วา’ ยังวิ่งวุ่นกับการแก้ศูนย์ ร ไม่จบสิ้น และความคิดที่ว่า ‘คงไม่มีทางให้ไปแล้วจริง ๆ’ ก็ค่อย ๆ ก่อร่างในใจ      

“ตอนนั้นเราเริ่มท้อ แต่ก็บอกตัวเองว่าหยุดไม่ได้ ยอมไม่ได้ ช่วงเทอมสองหนูพยายามแก้ ร ไปห้าตัว และเตรียมสมัครเรียนต่อ ม.4 ไปด้วย จนถึงวันปิดภาคเรียน เพื่อนจบ ม.3 กันแล้ว หนูเหลือต้องแก้อีกหกตัว พร้อมไปสอบเข้าโรงเรียนใหม่และรู้ผลว่าติดแล้ว จากตรงนั้นหนูรู้ว่าเหลือเวลาไม่มากก่อนจะถึงวันรายงานตัว ก็ยิ่งพยายามขอนัดครูเพื่อแก้วิชาที่ค้าง แต่ก็เหมือนว่าถึงตรงนั้น ครูจะไม่มีเวลาให้เราแล้ว”

…สุดท้ายเมื่อเทอมใหม่มาถึง นักเรียนเกรด 3 กว่าจากห้อง 1 โปรแกรม SME และนักกีฬาวอลเลย์บอลคนสำคัญของโรงเรียน ก็พบว่าเธอหลุดออกมานอกระบบการศึกษาโดยไม่มีวุฒิ ม.3 และแน่นอนว่าไม่มีโรงเรียนไหนสามารถรับเธอเข้าเรียน ม.ปลายได้เช่นกัน

“…มันเหมือนเราเดินเข้าไปตรงไหนก็ถูกผลัก ถูกไล่ออกมา ทุกประตูปิดใส่เราหมด แต่หนูก็ยอมรับว่ามันคงเป็นบทลงโทษที่เราสมควรได้รับ ที่เราขาดเรียน ที่เราไม่รับผิดชอบ ที่เราเห็นการแข่งสำคัญกว่าเรื่องเรียน” วาพูดถึงความรู้สึกที่เข้าปะทะตัวเธอเมื่อวันนั้น            

จากนั้นเกือบหนึ่งปี วาเก็บตัวเงียบอยู่บ้าน ใช้เวลาดูแลปู่ย่า ห่างเหินจากวอลเลย์บอลที่เธอรัก และยังคงไม่เห็นทางออก ว่าจะไปต่อยังไง      

“เกือบปีที่มีแต่เรื่องที่เรายิ่งนึกถึงก็ยิ่งเสียใจ คิดถึงกี่ทีก็ร้องไห้ ตื่นมาก็ร้อง กลางคืนนอนอยู่ก็สะดุ้งตื่นมาร้อง คงเพราะเราคือลูกหลานคนเดียวของบ้านด้วย เรามองปู่กับย่าทีไร ก็มีแต่ความรู้สึกผิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น เหมือนทำให้ความหวังของครอบครัวพังด้วยตัวเอง …ส่วนกับเพื่อนก็แทบไม่เจอ หนูกลัวว่ายิ่งเจอจะยิ่งทำให้คิดถึงเรื่องเรียน แล้วเดี๋ยวก็ร้องไห้ออกมาอีก”

วากล่าวสรุปความทรงจำครั้งหลุดไปเป็นเยาวชนนอกระบบเต็มตัว ว่า “…หนูยอมรับว่าชีวิตที่พ้นจากโรงเรียนมาแล้ว เราหาทางออกไม่ได้เลย ไม่รู้จะนับหนึ่งตรงไหน …มีแต่เสียดายกับสิ่งที่ผ่านไป และเสียใจว่าทำไมเราทำได้แค่นี้เอง”

-2-
‘การกลับมาบนเส้นทางเรียนรู้ ความรู้สึกผิดที่ได้รับการปลดเปลื้อง และความหวังครั้งใหม่’

 ปีแรกของการทำงาน Thailand Zero Dropout ตามมาตรการของรัฐบาล โดย กสศ. และภาคีการศึกษาทั่วประเทศ อบต.ละงู ทีมงานศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข และ กลุ่มการศึกษายืดหยุ่น Flexible Learning ลงพื้นที่สำรวจเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษา ด้วยกลไกสอดส่องดูแลโดยอาสาสมัครในพื้นที่ จนพบ ‘น้องวา’ พร้อมกับเด็ก ๆ กลุ่มแรก จากนั้นจึง ‘ชวนกลับมาเรียน’ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘โรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School’ ที่มุ่งจัดการเรียนรู้โดยเน้นความสนใจ ความถนัด และบริบทความจำเป็นในชีวิตของผู้เรียนเป็นที่ตั้ง เพื่อสานต่อเส้นทางให้น้อง ๆ มีโอกาสได้รับวุฒิการศึกษา ทั้งระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย

สำหรับน้องวาผู้ยังไม่อาจสลัดพ้นความหลังฝังใจ และรอคอยเสมอว่าจะมีประตูสักบานเปิดต้อนรับอีกครั้ง เธอจึงไม่ลังเลที่จะสมัครเรียน ตั้งแต่ก่อนที่คุณครูจากศูนย์การเรียนจะอธิบายรายละเอียดจนจบด้วยซ้ำ

“สมัครค่ะ สมัครเลย หนูไม่รอแล้ว …จำได้ว่าหนูบอกครูไปอย่างนั้น แค่ได้ยินว่าจะได้กลับไปเรียนอีก ตอนนั้นคือช่วงที่ อบต. มาค้นหาเด็กที่ไม่ได้เรียน เพื่อถามว่าเราสนใจจะเรียนผ่านศูนย์การเรียนไหม แล้วจะได้วุฒิด้วย วินาทีนั้นในใจหนูมันเหมือนสว่างวาบขึ้นมาทันที เชื่อไหมว่าพอคุยกับครูเสร็จ หนูวิ่งไปร้านถ่ายรูปเลย คือตื่นเต้นมาก ๆ อยากสมัครเรียนเดี๋ยวนั้น อยากแน่ใจว่าเขารับเราเข้าเรียนแล้วจริง ๆ”

เด็กคนหนึ่งที่เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าเธอ ‘มุ่งมั่นกับทุกสิ่งที่ทำ’ เมื่อได้กลับมาอีกครั้ง วาพิสูจน์ตัวเองกับโอกาสครั้งนี้อย่างคุ้มค่า โดยทุ่มเทกับการเรียน และคว้าวุฒิ ม.3 ได้สำเร็จในปีการศึกษา 2568 ที่ผ่านมา พร้อมคำชมจากครูศูนย์การเรียนว่า เธอเป็นนักเรียน Mobile School คนเดียวของ อบต.ละงู รุ่นแรก ที่ปลดล็อกการใช้งานทุกฟีเจอร์บนแพลตฟอร์มได้ครบถ้วน จนพัฒนาตัวเองได้ทั้งมิติวิชาการ และยกระดับทักษะชีวิตรอบด้านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตทางทัศนคติ ที่เธอ ‘ยอมให้อภัยตัวเอง’ หลังพบว่าแท้จริงแล้ว การเรียนรู้นั้นไม่จำเป็นต้องมีกรอบกฎเกณฑ์ใดมาจำกัด    

วาเผยว่าถึงการเรียนผ่าน Mobile School จะค่อนข้างใหม่ แต่การปูพื้นฐานมาก่อนจากการเรียนออนไลน์ช่วงโควิด ทำให้เธอรู้จักเครื่องมือ และประโยชน์ของบทเรียนในหัวข้อต่าง ๆ ที่ครูออกแบบและเลือกสรรไว้ให้      

“รูปแบบการเรียนของเราจะเป็นการสำรวจชีวิตประจำวัน ไม่ว่าทำงานบ้าน ดูแลปู่ย่า ไปเจอใคร ไปเที่ยวไหนทำอะไร ทุกอย่างเราจะเอามาทำเป็นโพสต์ภาพและเขียนบรรยาย เพื่อจะบอกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ จากนั้นครูจะช่วยวิเคราะห์และถอดส่วนต่าง ๆ ออกตามกลุ่มสาระวิชา วิธีนี้จะคล้ายกับตอนเรียนช่วงโควิด ซึ่งเราชอบมาก เพราะสามารถเรียนวิชาหลักไปพร้อมกับลงลึกเรื่องที่สนใจไปด้วย

“หนูคิดว่ามันเหมือนเราเรียนรู้ผ่านวิดีโอบุคของชีวิต ที่ครูจะมาชี้ให้เห็นขั้นตอนและผลลัพธ์ มีใบงาน ใบความรู้ และข้อสอบที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของตัวเรา เลยยิ่งเรียนยิ่งสนุก แต่กลับกันคือเราต้องพยายามและมีวินัยมาก เพราะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่ไม่ได้เจอหน้าครูทุกวันเหมือนไปโรงเรียน ซึ่งส่วนตัวหนู ตรงนี้เป็นข้อดี เพราะกลายเป็นเราเลือกค้นคว้าได้ตามความสนใจ เช่นในบทเรียนที่ครูจัดไว้ จะมีฟีเจอร์สนุก ๆ รูปแบบคล้ายไลฟ์โค้ช ซึ่งจะให้ประสบการณ์และแนะนำในเรื่องต่าง ๆ แล้วพอเข้าไปดูบ่อย ความคิดเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป เริ่มไม่มองทุกอย่างเป็นแค่เส้นตรงเส้นเดียว แต่จะเข้าใจความหลากหลายของโลกนี้มากขึ้น”             

…และถึงตรงนี้ที่ปีการศึกษา 2569 มาถึง จากโอกาสกลับมาเรียนจนได้วุฒิ ม.3 ‘วา’ เตรียมเดินหน้าต่อด้วยการสมัครเรียนผ่านศูนย์การเรียน CYF เพื่อวุฒิ ม.ปลาย พร้อมตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนต่อในสาย NA (Nursing Assistant) เพื่อวุฒิผู้ช่วยพยาบาลเป็นลำดับต่อไป ก่อนวางแผนถึงการเติบโตในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยอยากเอาประสบการณ์ดูแลปู่กับย่าไปต่อยอดเป็นงานเลี้ยงชีวิต

เมื่อย้อนถามถึงความรู้สึกวันจบการศึกษา วาตอบกลั้วหัวเราะ ว่า “ภูมิใจมากค่ะ หนูรีบเอาวุฒิกลับไปใส่ตู้ที่บ้านเลย เพราะกระดาษแผ่นนั้นที่อยู่ในมือ คือสิ่งที่มาเยียวยาเราจากความรู้สึกผิด จากที่คิดว่าอนาคตสลายไปแล้ว แต่วันนั้น เรากลับมายิ้มได้ แล้วยิ่งรู้สึกมีไฟอยากเรียนต่อให้จบ ม.6 เร็ว ๆ ค่ะ”

ส่วนอีกเรื่องที่อยากได้ยินจากวา คือ ณ วันนี้เธอ ‘รู้สึกอย่างไรกับวอลเลย์บอล’ วาบอกว่าหลังจากเลิกเรียน เธอยังได้ไปเล่นบ้างกับทีม อบต.ละงู แต่ก็ไม่ได้จริงจังเหมือนเมื่อก่อน เพียงกลับไปหาเพราะรักและผูกพัน

“สำหรับหนู ทุกครั้งที่เล่นวอลเลย์ยังสนุกเสมอ เพราะคือสิ่งที่เรารัก แต่ให้กลับไปแข่งจริงจังก็คิดว่าคงไม่ ไฟในตัวเรามันมอดไปหมดแล้ว”

ก่อนจะกล่าวในสิ่งที่ทำให้เราแน่ใจ ว่าความรักในวอลเลย์บอลของวาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ว่า “ตลอดหนึ่งปีที่หลุดไป หนูไม่เคยคิดว่าการเล่นวอลเลย์บอลทำให้เราเรียนไม่จบ แต่อย่างที่บอก ว่าทั้งหมดเป็นเพราะเราทำได้ไม่ดีพอมากกว่า ซึ่งวันนี้การเรียนกับศูนย์การเรียนก็ช่วยให้เรารู้แล้วว่า ความจริงตัวเราไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

-3-
‘จะเรียนรู้ด้วยวิธีไหน ผู้มุ่งมั่นพยายามจะไปสู่เป้าหมายได้เสมอ’         

เรื่องราวของ ‘น้องวา’ ไม่ใช่เส้นทางของการหลงผิดก้าวพลาดจนหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่สะท้อนถึงจังหวะชีวิตเด็กคนหนึ่งที่มุ่งมั่นในสิ่งที่รัก ทว่าระบบการศึกษาไม่อาจยืดหยุ่นและโอบรับ   

และเรื่องราวนี้กำลังบอก ‘พวกเรา’ ว่า ไม่ควรมีเด็กคนใดควรแบกรับความรู้สึกผิด เพียงเพราะเชื่อในสิ่งที่รักอย่างสุดหัวใจ หากเป็นระบบการศึกษาเอง ที่อาจต้อง ‘ปรับตัว’ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ความฝัน ความถนัด และความจำเป็นอันหลากหลายของเด็กทุกคน ให้มีหนทางไปต่อ โดยไม่ครอบขังใครไว้ภายใต้กฎเกณฑ์เดียว

และนั่นคือสิ่งที่วาเรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียน จนได้ข้อสรุปว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่ว่าใครจำเป็นต้องทำงานเลี้ยงชีพ มีภาระดูแลคนที่บ้าน หรือมีความฝันใดก็ตาม ทุกคนจะยังเรียนรู้ได้ โดยสามารถจัดสรรเวลาให้เลื่อนไหลตามจังหวะชีวิต ซึ่งตอบโจทย์สำหรับคนที่ไม่อาจไปโรงเรียนทุกวัน แต่ยังฝันถึงการมีวุฒิการศึกษา

สุดท้ายในโอกาสวันเปิดเทอมใหม่ น้องวาอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ บอกไปถึงเพื่อน ๆ ทุกคน ที่หลุดออกมาจากระบบและยังหาทางไปต่อไม่เจอ ว่า “อย่าเพิ่งหมดหวัง และขอให้พร้อมคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา อยากให้ทุกคนตั้งใจและเชื่อมั่น ว่าไม่ว่าจะเรียนรู้แบบไหนก็ตาม ถ้าไม่ยอมแพ้ซะอย่าง สุดท้ายวันของเราจะมาถึงค่ะ”