เปิดเทอมใหม่ ‘พาโรงเรียนล่องเรือข้ามเขื่อนไปหาเด็ก ๆ’ ภารกิจโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School
เข้าเรียนไม่ได้ ให้โรงเรียนไปหา ชุมชนเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

เปิดเทอมใหม่ ‘พาโรงเรียนล่องเรือข้ามเขื่อนไปหาเด็ก ๆ’ ภารกิจโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School

“ปีที่ผ่านมามีเด็กจบ ป.6 ทั้งหมด 5 คน และเหมือนทุกปี มีแค่คนเดียวหรือสองคนได้เรียนต่อ เพราะเขามีบ้านอยู่บนฝั่ง เดินทางไปเรียนไม่ลำบาก ส่วนอีกสามคนต้องยอมจบเส้นทางการศึกษาแค่นี้ เพราะสู้ไม่ไหวจริง ๆ ผมถึงคิดว่าการจัดการศึกษาในพื้นที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ให้ชุมชนเห็นว่าบ้านเราก็เป็นโรงเรียนได้ เพื่ออีกหลายปีจากนี้เราจะมีคนที่จบ ม.3 หรือ ม.6 เพิ่มขึ้น ซึ่งมันไม่ได้แค่ดีต่อตัวเด็กหรือครอบครัวเขา แต่หมายถึงอนาคตของชุมชนด้วย”

 ‘ผู้ใหญ่โจ๊ก’ ณรา รักดี บ้านท่าลิงลม (กลุ่มแม่ประโดน) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

โรงเรียนบ้านพุเข็ม ตั้งอยู่ตรงสุดปลายผืนดินบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจาน ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดสอนชั้นอนุบาลถึง ป.6 มีนักเรียนปีการศึกษา 2568 รวม 24 คน กับคุณครู 4 คน จัดเป็น “โรงเรียนในพื้นที่พิเศษ” ตามนิยามของ สพฐ. ด้วยความห่างไกลทุรกันดาร มีเขาสูงห้อมล้อม และเป็นโรงเรียนเพียงแห่งเดียวของเด็ก ๆ จากชุมชนที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่เขื่อน

ปกติทุกเช้า เด็กเกือบทั้งโรงเรียนจะต้องตื่นแต่ตีห้า รอเรือมารับ ก่อนพากันล่องเลาะขอบเขื่อนราว 2 ชั่วโมง เพื่อมาเรียนหนังสือกันที่อีกฟากน้ำ ขณะที่โรงเรียนมัธยมใกล้ที่สุด เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่ห่างจากโรงเรียนบ้านพุเข็มไปราว 16 กิโลเมตร ซึ่งหมายถึงถ้าเด็ก ๆ จบ ป.6 แล้วออกไปเรียนต่อชั้น ม.1 ก็ต้องอาศัยถนนดินแดงสายเล็ก ๆ พาไป พร้อมบวกเวลาเดินทางเพิ่มอีกชั่วโมงเศษ

‘ความห่างไกล’ นี้จึงเท่ากับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่พัก ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ประจำวัน ซึ่งค่อนข้างมากสำหรับวิถีชุมชนที่อยู่กับธรรมชาติ ทำไร่ จับปลา ปลูกผักกินเอง และไหนจะความห่วงกังวลของผู้ปกครอง ที่ต้องส่งลูกหลานไปไกลจากบ้าน หลายสิบปีผ่านมา เกินกว่า 80-90% ของเด็กในพื้นที่จึงมีวุฒิการศึกษาเฉลี่ยที่ชั้น ป.6 หรือมีเวลาอยู่ในระบบการศึกษากันแค่ 6-8 ปีเท่านั้น 

เหล่านี้คือ “เหตุผลของการกลับมาที่โรงเรียนบ้านพุเข็มอีกครั้ง” เพื่อเราจะ “พาโรงเรียนข้ามเขื่อนไปหาเด็ก” จากครั้งก่อนที่ กสศ. และเพื่อนภาคีในจังหวัดเพชรบุรี พากันมาเปิดบ้านพักครูหลังใหม่ ในบรรยากาศช่วงเปิดเทอม ที่ทั้งโรงเรียนยังสดใสไปด้วยรอยยิ้มของเด็ก ๆ

…ส่วนการมาครั้งนี้ตรงกับปิดเทอมใหญ่ เป็นวันที่โรงเรียนยังเงียบเหงา เฝ้านับถอยหลังรอปีการศึกษาใหม่มาถึง

และนั่นเอง ‘โรงเรียน’ จึงต้องเร่งลงเรือลำเล็ก ขนเครื่องมืออุปกรณ์และความตั้งใจข้ามผ่านผืนน้ำไปหาเด็ก ๆ เพื่อที่น้อง ๆ บางคนซึ่งเราได้พบกันวันนั้น จะไม่ต้อง “ปิดเทอมเป็นครั้งสุดท้าย” และได้เตรียมตัวขึ้นชั้น ม.1 พร้อมกับเพื่อน ๆ ในวันเปิดเทอมใหม่นี้

เรือลำนี้จะพาเราไปพบกับน้อง ๆ และผู้ปกครอง ที่ตัดสินใจยอมแพ้กับระยะทางของโรงเรียนที่ไกลออกไป และพูดคุยกับ ‘ผู้ใหญ่โจ๊ก’ ณรา รักดี บ้านท่าลิงลม (กลุ่มแม่ประโดน)  ถึง ‘ความเป็นไปได้’ ที่จะพาโรงเรียนเคลื่อนที่เข้าไปหาเด็ก ๆ เพื่อจัดการศึกษาผ่าน Mobile School โดย ‘ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ’ ว่า ‘โรงเรียนคือสิ่งปลูกสร้าง’ ที่มีอาคารห้องหับโต๊ะเก้าอี้หรือกระดานเขียน แต่คือการ ‘สร้างความหมายใหม่’ ว่า ‘การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง’ ไม่ว่าสวนมะนาว ไร่แตง เรือหาปลา หรือแคร่ไม้ไผ่ที่หน้าบ้าน

…ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสักเครื่อง สัญญาณอินเทอร์เน็ต และความตั้งใจของคนในชุมชน …แล้วเมื่อนั้น “ทุกที่ก็คือโรงเรียน”

จากโรงเรียนบ้านพุเข็มช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เรือออกจากท่า ผ่านผืนน้ำกว้าง วิวภูเขา ก่อนเลาะลัดสู่ลำน้ำสายเล็ก ที่บางช่วงแห้งขอดจนเรือต้องแล่นฝ่าไปบนกรวดหิน เราเข้าไปเจอกับเด็ก ๆ หลังจากสองเดือนผ่านไป …เพื่อพบว่าวิถีชีวิตของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

“เคยคุยกับเพื่อนว่าอยากไปต่อ ม.1 ด้วยกัน แต่พอจบ ป.6 ตอนนี้ทุกวันเราต้องตื่นมาทำงาน จนหนูบอกตัวเองว่าเปิดเทอมหน้าคงไม่ได้เรียนแล้ว”

‘น้องอ๋อย’ ที่เพิ่งจบ ป.6 จากโรงเรียนบ้านพุเข็ม พูดถึงความตั้งใจเดิมจากครั้งตื่นเช้าขึ้นเรือไปเรียนทุกวัน ว่าเธอมีความสุขที่โรงเรียน เพราะได้ฟังครูเล่าเรื่องราวจากโลกข้างนอกที่ไม่เคยออกไปเห็น หรือได้ทำกิจกรรมใหม่ ๆ กับเพื่อนทุกวัน ซึ่งทำให้เธอแอบฝันว่าอยากเรียนสูง ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าอยากจะเห็นตัวเองเป็นแบบไหนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทั้งความตั้งใจนี้ก็ยืนยันได้ด้วยเกรด 3 เกรด 4 หลายตัว ที่ประทับอยู่บนสมุดบันทึกผลการเรียน

หากวันนี้กิจวัตรของอ๋อยไม่ใช่การตื่นแต่เช้าใส่ชุดนักเรียนไปรอเรืออีกแล้ว แต่คือการใช้เวลาอยู่หลังบ้าน คอยดูแลสวนกล้วยสวนมะนาวเล็ก ๆ ของครอบครัว สลับกับลงไปที่ริมน้ำคอยช่วยพ่อขอดเกล็ดปลา เพื่อเตรียมไว้กินเองและบางส่วนเอาไปขาย และตั้งแต่ปิดเทอมครั้งล่าสุด อ๋อยบอกว่าหลังวันรับวุฒิ ป.6 ก็ไม่เจอเพื่อนเจอครู และไม่ได้กลับไปที่โรงเรียนอีก

เมื่อถามว่าวันนี้เธอมองเรื่องการเรียนต่ออย่างไร อ๋อยตอบทันทีว่า “หนูรู้มาว่าเพื่อนที่เคยอยากไปเรียนต่อด้วยกัน เขากำลังเตรียมขึ้น ม.1 แล้ว ส่วนตัวหนูคิดว่าจากนี้คงทำงานที่บ้านเต็มเวลา และคงต้องเลิกคิดเรื่องเรียนต่อ”

สักพักที่น้องอ๋อยมองเหม่อไปยังสายน้ำ จนได้ยินว่า “โรงเรียนจะมาหาที่นี่” และจะเอาสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันมาแปลงเป็นหน่วยกิต เป็นเกรด และจะเป็นวุฒิการศึกษาในวันที่จบหลักสูตร ผ่านการดูแลของครูจากศูนย์การเรียน อ๋อยจึงตั้งใจฟัง และแม้ไม่เข้าใจนัก แต่เธอก็บอกว่า “ถ้าเรียนจากที่บ้านได้ หรือไปไกลสุดแค่บ้านลุงผู้ใหญ่โจ๊ก หนูก็สนใจค่ะ แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับพ่อจะตัดสินใจอย่างไร”

จากนั้นอ๋อยจึงเขียนใบสมัครเป็นนักเรียน Mobile School ก่อนเดินมาส่งคณะทำงานที่เรือลำเล็ก ซึ่งกำลังจะแล่นไปที่บ้านของ ‘อ๋อม’ กับ ‘ฟลุ๊ค’ เพื่อนของเธอที่เพิ่งจบ ป.6 มาพร้อมกัน

“เรื่องเรียนต่อแทบไม่อยู่ในความคิดของคนในชุมชน เขามองว่าเรียนจบ ป.6 ก็พอ เพราะยังไงก็ต้องกลับมาทำงานที่บ้าน”  

‘ยายนุช’ ผู้ปกครองของ ‘อ๋อม’ กับ ‘ฟลุ๊ค’ ให้ความเห็นต่อข้อมูลที่ว่า คนแถบชุมชนเขื่อนมีการศึกษาเฉลี่ยสูงสุดที่ชั้น ป.6 โดยพยายามสะท้อน ‘ข้อเท็จจริงในพื้นที่’ ซึ่งสอดรับกับสิ่งที่น้องอ๋อยทิ้งท้ายไว้ก่อนจากกัน ว่าถึงจะอยากเรียนแค่ไหน แต่สุดท้าย ‘คนที่จะตัดสินใจว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ ก็คือครอบครัว’     

“ถ้าถามเด็กที่นี่เรื่องเรียนต่อ ส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำ เพราะนอกจากว่าถ้าเรียนก็ต้องไปอยู่ไกลบ้าน ยังมีความเชื่อเดิม ๆ ที่ส่งต่อกันว่าสังคมข้างนอกน่ากลัว พ่อแม่เขาเลยคิดว่าเด็กเล็ก ๆ ให้ออกไปอยู่ข้างนอกคนเดียวจะเสียคน”

ถ้าตารางชีวิตของอ๋อยย้ายจากโรงเรียนไปอยู่สวนไร่และริมน้ำ ‘อ๋อม’ กับ ‘ฟลุ๊ค’ ก็ไม่ต่างกัน เพราะหลังจากสองเดือนกว่าผ่านไป ชีวิตเมื่อจบ ป.6 ของพวกเขาก็ง่วนอยู่บนเรือลำน้อย หว่านแหจับปลา ดำผุดดำว่ายในน้ำตั้งแต่เช้าจดค่ำ จนแทบจะลืมคืนวันที่โรงเรียนไปหมดสิ้น ทำให้เมื่อได้ยินว่าจะได้กลับไปเรียน เด็กสองคนจึงมีสีหน้ากังวล 

       

ยายนุชบอกว่าเพราะเด็ก ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจบ ป.6 แล้วต้องเรียนต่อ เลยกลัวว่าชีวิตจะเปลี่ยนไป จากได้เที่ยวเล่นหาปลา ช่วยพ่อแม่ทำไร่ เลี้ยงน้อง ดูแลตายาย กลายเป็นว่าต้องตื่นแต่เช้าลงเรือไปโรงเรียนอีก ข่าวที่ว่าโรงเรียนกำลังมาหา จึงอาจไม่ถูกใจเด็ก ๆ นัก

แต่เมื่อได้ข้อมูลว่า Mobile School คือวิธีเรียนรู้ที่ครูจะช่วยถอดเอาสิ่งที่ทำทุกวันมาเป็นบทเรียน พร้อมได้ลองจับแท็บเล็ตเปิดดูตัวอย่างแบบเรียนคร่าว ๆ อ๋อมกับฟลุ๊ค จึงค่อยเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้น

ยายนุชฉวยจังหวะอธิบายเรื่อง Mobile School ต่อตามที่เข้าใจ ว่าการเรียนแบบนี้เด็ก ๆ จะได้เรียนจากที่บ้าน จากในพื้นที่ชุมชน ฉะนั้นชีวิตแต่ละวันในไร่ การหาปลา ประดิษฐ์เครื่องมือตกปลา ก็ยังคงทำได้เหมือนเดิม แล้วสิ่งเหล่านี้เองที่ครูจะเอาไปออกแบบเป็นการเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ และบอกว่า 

“น่าเสียดายถ้าโอกาสมาถึงแล้วไม่คว้าไว้ เพราะถึงหลาน ๆ จะตั้งใจยึดอาชีพทำไร่และจับปลา แต่โลกที่เปลี่ยนไปมันบังคับให้เราต้องปรับตัวตาม อย่างน้อยจะออกไปสมาคมข้างนอก วุฒิที่สูงกว่า ป.6 จะช่วยเรื่องค้าขาย ติดต่อราชการ จะอยู่กันแบบเดิมต่อไปคงไม่ได้แล้ว”

ส่วน ‘แม่เปรี้ยว’ คุณแม่ของฟลุ๊ค เล่าสาเหตุที่ไม่ส่งลูกเรียนต่อว่า “การเรียน ม.1 ถ้าไม่มีบ้านญาติข้างนอกก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะจะไปโรงเรียนต้องนั่งเรือไปต่อรถ ใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามชั่วโมงเพื่อไปถึง ยังไม่นับค่าเดินทางและค่ากินอยู่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนถ้าโรงเรียนจะมาถึงในชุมชน แล้วเปลี่ยนให้เด็ก ๆ ได้เรียนอยู่ที่บ้าน ก็คิดว่าเต็มใจจะสนับสนุนลูกอย่างเต็มที่

“ที่ไม่ได้ให้ฟลุ๊คเรียนเพราะมันไกล เราไม่มีญาติพี่น้องข้างนอก คือใจหนึ่งก็อยากให้เรียน แต่ก็ห่วงว่าลูกไม่รู้จักสังคมข้างนอกเลย คิดว่าการเรียนที่อยู่ในชุมชนก็ดี เพราะเรายังได้อยู่กับลูกทุกวันเหมือนเดิม เลยอยากให้เขาลองดู ถ้ามันไปได้ เด็กที่จบ ป.6 ปีถัด ๆ ไปก็จะได้ประโยชน์ เหมือนมีโรงเรียนมาตั้งอยู่แถวบ้านเราแทน ทีนี้พอมีสักรุ่นเรียนจบ ม.3 ให้เห็น วันหนึ่งความคิดของคนในชุมชนก็จะเปลี่ยนไปด้วย”

และจากการช่วยเกลี้ยกล่อมของยายนุชและแม่เปรี้ยว ก่อนแยกย้ายจากกัน อ๋อมกับฟลุ๊ค ก็ตัดสินใจลงชื่อสมัครเรียน Mobile School…

“ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ ถ้าเราทำให้เห็น …เริ่มที่บ้านผม …เริ่มจากเด็ก ๆ 3-4 คน …เริ่มกันเปิดเทอมใหม่นี้เลย”  

หลังพาลงเรือไปหาเด็ก ๆ ‘ผู้ใหญ่โจ๊ก’ สะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญของการจัดการเรียนรู้ในชุมชน ว่าเรื่องน่าเป็นห่วงมีแค่สัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่ยังไม่สเถียร กับ ‘ความเชื่อเก่า’ ที่บางบ้านยังยึดถือ ว่าการเรียนหนังสือจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็ก ๆ ห่างไกลออกไปจากชุมชน หรือพาพลัดหลงไปในเส้นทางที่ไม่ถูกควร แต่ผู้ใหญ่โจ๊กยังมั่นใจว่า ‘ทุกความเชื่อนั้นเปลี่ยนแปลงได้’ ขอแค่ลงมือทำ มีตัวอย่างให้เห็น แล้วเมื่อความสำเร็จปรากฏจากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้อง กำแพงทัศนคติก็อาจทลายลง

“ผมตั้งใจจะให้เด็ก ๆ มาเรียนกันที่บ้านของผม อย่างน้อยพ่อแม่เขาก็ไว้ใจ จากนั้นพอมีที่เรียนเป็นหลักแหล่ง มีเพื่อนเรียนด้วยกัน เด็ก ๆ จะได้แบ่งปันความรู้และส่งต่อแรงบันดาลใจกัน สำคัญคือเราต้องมีเด็กที่เรียนจบ ม.3 จากตรงนี้ก่อน เพื่อให้ชุมชนเห็นว่าบ้านเราก็เป็นโรงเรียนได้ แล้ววันหนึ่งเขาจะเห็นเองว่าการศึกษามีประโยชน์อย่างไร  

ผู้ใหญ่โจ๊ก ณรา รักดี

“เราจะเริ่มกันจากเทอมนี้เลย เพื่อไม่ให้มีใครต้องหลุดไป ถ้ารุ่นหนึ่งไปได้ ปีหน้าเราเตรียมรอรับรุ่นสองทันที คือเด็กที่จะจบ ป.6 ในปีการศึกษา 2569 นี้ แล้วจะมีเติมเข้ามาอีกทุกปี พอถึงวันนั้นมันจะกลายเป็นศูนย์การเรียนเล็ก ๆ ของชุมชน ที่ยืนหยัดได้ด้วยหลักสูตรที่ปรับจากชีวิตประจำวันของชุมชนริมเขื่อน ซึ่งมันจะทำให้เด็กรุ่นหลังมีกำลังใจเรียนต่อ และอยากมีวุฒิสูงขึ้น แล้วอีกหลายปีข้างหน้า ความคิดของพ่อแม่ที่ไม่อยากส่งลูกเรียนต่อจะค่อย ๆ หายไป บ้านเราก็จะมีคนที่จบ ม.3 หรือ ม.6 เพิ่มขึ้น และนั่นคือภาพอนาคตของเรา ที่ผมและอีกหลายคนในชุมชนหวังจะเห็น”

‘พุเข็มโมเดล’ ต้นแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เคลื่อนที่ได้ และไม่ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหน การเรียนรู้ต้องไปถึง

ดร.อารี อิ่มสมบัติ หัวหน้าฝ่ายจัดการความรู้และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. เผยว่า การติดตามสถานการณ์โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ทำให้ กสศ. พบว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งจากโรงเรียนขนาดเล็กที่เปิดสอนถึงชั้น ป.6 ที่ไม่อาจก้าวข้ามรอยต่อไปถึงชั้นมัธยมศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนที่ตรงตามนิยาม “โรงเรียนพื้นที่พิเศษ” คือห่างไกลทุรกันดาร ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะแก่ง ดอยสูง ล้อมรอบด้วยภูเขา อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดน หรือเป็นโรงเรียนสำหรับชนกลุ่มน้อย

โดยจากการสำรวจ พบว่าในปีการศึกษา 2568 มีโรงเรียนพื้นที่พิเศษ 3,264 แห่ง รวมนักเรียนทั้งหมด 717,847 คน และในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่สอนแค่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาอยู่ 2,325 แห่ง ซึ่งคิดเป็น 71.23% และหากเฉพาะเจาะจงที่เด็กนักเรียนซึ่งจบการศึกษาชั้น ป.6 พร้อมกันในโรงเรียนกลุ่มนี้ จะมี 63,165 คน ข้อมูลยังชี้ว่า มีเด็กจบ ป.6 ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่ต้องหาที่เรียนใหม่ถึง 42,777 คน เช่นเดียวกับกรณีเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบ้านพุเข็ม ซึ่งข้อมูลตลอดหลายปีระบุว่านักเรียนที่จบการศึกษาชั้น ป.6 ถึงกว่า 90% ต้องหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยไม่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาในบริเวณใกล้เคียง และไม่มีระบบการศึกษาอื่นที่ตอบโจทย์ชีวิต

และเพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ยุติเส้นทางเรียนรู้ในช่วงวัยเพียง 12-13 ปี กสศ. จึงติดตามข้อมูลรายคนของเด็ก ๆ ต่อเนื่อง พร้อมโจทย์สำคัญว่าทิศทางต่อไปของน้อง ๆ ที่ต้องเผชิญอุปสรรคเรื่องพื้นที่ทั้ง 42,777 คน จะก้าวข้ามรอยต่อการศึกษาไปได้อย่างไร และคือจุดเริ่มต้นของการนำ Mobile School มาช่วยจัดการเรียนรู้ ด้วยเชื่อว่า “ไกลแค่ไหน โอกาสเรียนรู้ต้องไปถึง”

การเดินทางมาที่ชุมชนริมขอบเขื่อนครั้งนี้ จึงเป็นย่างก้าวสำคัญของการสำรวจพื้นที่ เพื่อเตรียม ‘ปักหมุดโรงเรียนแห่งใหม่’ บนพื้นที่ที่การศึกษาไม่เคยย่างกรายไปถึง และโรงเรียนแห่งนี้ จะไม่ใช่แค่พึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อจัดการศึกษาออนไลน์ แต่ใจความสำคัญคือการ ‘ออกแบบการเรียนรู้ที่ยึดบริบทชีวิตเป็นที่ตั้ง’ เพื่อจะบอกกับทุกครอบครัวว่า ‘ไม่มีอุปสรรคใดจะขวางกั้นโอกาสการศึกษาของเด็ก ๆ ได้’