นักการศึกษาร่วมเสนอรัฐออกมาตรการ โรงเรียนชนะ ฝ่าผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

นักการศึกษาเสนอรัฐออกนโยบาย “โรงเรียนชนะ” เยียวยาความเสียหายทางการศึกษาจาก COVID-19 งานวิจัยระบุปิดเรียน 4 เดือนเกิดภาวะเรียนรู้ถดถอย ซ้ำเติมสถานการณ์เดิม ประเมินความเสียหายเศรษฐกิจกระทบต่อ GDP 9 แสนล้านเหรียญ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ​จัดเสวนาวิชาการ Equity Forum ในหัวข้อ “โรงเรียนต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อโควิด-19 รุกรานการศึกษา?” โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ​ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษา กสศ.​ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.​, ศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าโครงการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร กสศ., ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม (เครือข่าย TSQP), รศ.ดร. ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี (เครือข่าย TSQP)​ และ ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย ในฐานะที่ปรึกษาชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร

ศ.ดร.สมพงษ์  กล่าวว่า เห็นด้วยกับคำสั่งที่จะให้เปิดภาคเรียนวันที่ 1 ก.พ.​เพราะการระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่นี้ต่างจากรอบที่แล้ว โรงเรียนไม่ใช่สถานที่แพร่เชื้อตรงกันข้ามยังเป็นคล้ายกับที่กักกันโรคของรัฐ (State Quarantine) ​​ที่​ดึงเด็กออกจากชุมชน พื้นที่ตลาด และมีระบบควบคุมดูแลที่เข้มงวด โดยครูทำหน้าที่ควบคุมดูแลได้ดีเท่ากับแพทย์ ไม่เคยพบว่ามีการติดเชื้อในโรงเรียนจนต้องสั่งปิดโรงเรียน ที่ผ่านมามีแค่ปิดโรงเรียนตามคำสั่งอำนาจรัฐด้วยความกลัวเกินกว่าเหตุ หากคำนวณแล้วการปิดโรงเรียนสองรอบรวม 90 วันจากทั้งหมด 200 วัน คิดเป็น 40 %  ทำให้แด็กเกิดความถดถอยทางการเรียนรู้ 20-50 %  ทั้งด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จากเดิมที่เราก็มีปัญหาอยู่แล้วเมื่อต้องปิดเรียนเพราะโควิดยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเยียวยาผลกระทบภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบเพราะถูกสั่งปิด ความรู้ถดถอยจะมีมาตการเยียวยาอย่างไร จึงอยากให้มีโครงการอย่าง “โรงเรียนชนะ” เพื่อช่วยเยียวยาโรงเรียนและนักเรียน หากไม่รีบแก้ปัญหาเรื่องการเรียนที่ถดถอยก็จะส่งผลระยะยาว ที่ยากต่อการแก้ไข ​ดังนั้นจึงอยากให้มาช่วยคิดกันว่าจะช่วยเหลือโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็กอย่างไร รวมทั้งการวัดประเมินผลเด็กในช่วงที่จะกลับมาเปิดเรียนอีกครั้งทั้งการประเมินผลเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment )  และการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ (Summative Assessment) ​ซึ่งเห็นว่าควรจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ 1. เรื่องนวัตกรรมช่วยเรื่องการอ่านออกเขียนได้ความรู้ถดถอย 2. เรื่องอาหารเช้าที่เด็กได้รับผลกระทบ และ 3. หาอาสาสมัครมาช่วยครูดูแลนักเรียนในช่วง 45 วันนับจากนี้ นอกจากนี้การพิจารณาเรื่องการศึกษา ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ควรมีฝ่ายการศึกษาเข้าร่วมด้วย เพราะกว่า 80 % มีสัดส่วนสาธารณสุขและเศรษฐกิจเท่านั้น

 

ดร.ภูมิศรัณย์​ กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิดเกิดขึ้นทั่วโลกคนหลายพันล้านคนต้องประสบปัญหาในหลายด้านรวมทั้งมิติของการศึกษา ซึ่งมีทั้งเรื่องความรู้ที่หายไป เศรษฐกิจครัวเรือนที่ส่งผลจนเด็กต้องหลุดจากระบบ การพัฒนาอารมณ์ สมอง สุขภาพจิตของเด็ก ผู้ปกครองและครู ​จากเดิมพบว่า ความยากจนของการเรียนรู้ หรือ Learning Poverty ของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง คือ เด็กต่ำกว่า 10 ขวบมีปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ 23 %  ในขณะที่ประเทศเวียดนามอยู่ที่ 2 % เท่านั้น อีกทั้งหากวัดเป็นจำนวนปีการเรียนรู้จากอนุบาลถึงมัธยมทั้งหมด 12.7 ปี แต่การเรียนรู้ของเด็กไทยจริงๆ จะอยู่แค่ 8.7 ปีเท่านั้น  ดังนั้นเมื่อต้องปิดเรียนเพราะโควิดอีกย่อมซ้ำเติมการเรียนรู้จนเกิดภาวการณ์เรียนรู้ถดถอย Learning Loss มากขึ้น และเด็กนอกระบบมีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นด้วย จากการประเมินในทางเศรษฐศาสตร์การหยุดเรียน 4 เดือนจะทำให้จีดีพีของไทยในปี 2100 หายไป 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ จากการศึกษาของสหรัฐอเมริกาพบว่าผลกระทบจากโควิดส่งผลต่อเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต และ ส่งผลกระทบกับเด็กด้อยโอกาส ยากจน และเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เทียบกับไทยคล้ายกับกลุ่มเด็กชาติพันธุ์ เพราะเมื่อไม่ได้มาโรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อน ก็ทำให้ทักษะภาษาหายไป รวมทั้งทักษะคณิตศาสตร์​ การอ่าน ​

ที่หายไป โดยข้อสังเกตคือการจัดการเรียนต้องมีการจัดการเรียนแบบยืดหยุ่น มีทักษะความรู้ใหม่ๆ จัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การศึกษาใหม่ ตลอดจนควรให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างการเรียนรู้ Learning Gap โดยต่างประเทศมีตัวอย่างการแก้ปัญหาหลายเรื่อง เช่น เอสโตเนียมีการจัดที่ปรึกษาให้กับพ่อแม่ และมีนักจิตวิทยามาช่วยดูแลเด็กที่ไม่ได้มาโรงเรียน ​อังกฤษ ตั้งงบ 1,000 ล้านปอนด์ เป็น  Education cacth-up intiative ฟื้นฟูทักษะของเด็กที่หายไป พร้อมจ้างติวเตอร์มาช่วยสอนเสริม ดังนั้นเมื่อเราเปิดเทอมก็อยากให้ครูให้ความสำคัญกับความรู้ที่หายไป ​ใส่ใจ​ฟื้นฟูสุขภาพ กาย สุขภาพใจ อารมณ์ เด็กเล็ก เด็กเปราะบาง เด็กด้อยโอกาสที่ควรให้ความสำคัญเป็นกลุ่มแรก  ​

ดร.นรรธพร กล่าวว่า จากการระบาดรอบที่แล้วได้เข้าไปช่วยดูการจัดการเรียนการสอนในหลายเรื่อง ​สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดการเรียนรู้ในช่วงที่ต้องหยุดอยู่บ้าน ด้วยการจัดทำ Learning Box โดยให้ผู้ปกครองช่วยดู แต่ผู้ปกครองก็ไม่สามารถจัดการสอนเหมือนครูได้ จึงต้องปรับกิจกรรมให้ซับซ้อนน้อยลง และเปิดให้หาอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวมาทำกิจกรรมได้ อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ที่บ้านก็ยังมีช่องว่างที่ไม่เหมือนเรียนในห้องเรียน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำ ซึ่งอีกด้านหนึ่งยังมีเรื่องอาสาสมัครจากชุมชนเข้าไปช่วยดูแล เพราะปิดรอบแรกคนภายนอกจะเข้าพื้นที่ไม่ได้ จึงให้ผู้ปกครอง คนในหมู่บ้าน รุ่นพี่เด็กโตมาช่วยดูแลน้องๆ ในหมู่บ้าน

“ควรหาโอกาสจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่อง “เนื้อหา” ​ที่ควรใช้ช่วงนิวนอร์มอลนี้ได้ทบทวนเรื่องการมุ่งหาหลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมไปถึงเรื่องการ “ประเมินผล”  ที่ไม่สามารถประเมินแบบเดิมได้ แต่ต้องประเมินตามสภาพจริงเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ไม่ใช่การประเมินเพื่อวัดแค่สอบได้หรือสอบตก  อีกเรื่องสำคัญ​คือความร่วมมือของผู้ปกครอง และการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ​รวมทั้งสิ่งที่เห็นตรงกันในช่วงนี้ที่จะต้องรีบทำคือการลดช่องว่างทางการศึกษา  เช่น เรื่องโครงการพิเศษหาอาสาสมัครเป็นติวเตอร์ให้เด็กในพื้นที่ และเมื่อเปิดเรียนเด็กขยับเลื่อนชั้นแล้วก็ยังต้องมีการส่งต่อข้อมูล เป็นทีมทีชชิ่งดูแลเด็กในองค์รวมเสริมเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดในช่วงที่ต้องหยุดเรียนไม่ใช่เลื่อนชั้นแล้วจบเลย” ดร.นรรธพร กล่าว

ดร.ศุภโชค กล่าวว่า ที่ผ่านมามีบางโรงเรียนต้องเสียโอกาสเรียนรู้เพราะต้องปิดโรงเรียน ทั้งที่ในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ซึ่งช่วงที่ต้องปิดเรียนพบปัญหาเรื่องการเรียนรู้โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก พ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถช่วยลูกทำกิจกรรมใบงาน การเรียนรู้จึงมีอุปสรรค ครูก็ต้องจัดตารางเวลาไปหาเด็กในพื้นที่ที่นัดหมาย   การมีเลิร์นนิ่ง แพคเกจ เข้าไปช่วยก็จะทำให้ครูทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมาการเรียนรู้ออกแบบมาให้ใช้โรงเรียนเป็นฐาน ดังนั้นการที่จะมีแพคเกจการเรียนรู้ที่ออกมาแบบตามช่วงชั้น ช่วงวัย ก็จะช่วยได้มากขึ้นซึ่งอยากบอกเพื่อนครูในพื้นที่ห่างไกลว่าหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องวางวิธีการเดิม รุกไปหาปัญหา เปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ เพราะไม่แน่วันข้างหน้าก็อาจจะกลับมาเจอสถานการณ์เช่นนี้ได้อีก 

เช่นเดียวกับเรื่องอาสาสมัครการศึกษาที่เข้าไปช่วยดูแลเด็กในพื้นที่รอบที่ผ่านมาที่ทำได้ดีแล้ว สิ่งที่จะสามารถทำได้เลยคือเครื่องโครงการสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ สัญญาณอินเตอร์เน็ต รวมทั้งตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้คัดเลือกเนื้อหาออกแบบวิธีการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น หากในกรณีที่ต้องมีการหยุดการเรียนอีกรอบ เด็กก็จะได้มีเครื่องมือเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีการสืบค้น ตั้งคำถาม บันทึก วิเคราะห์ สังเคราะห์ เรียนรู้ได้จากหลายแหล่งข้อมูล โดยมีชุมชนเครือข่ายทรัพยากรในพื้นที่ เป็นแหล่งเรียนรู้ พร้อมทั้งดึงปราชญ์ชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาให้กับบุตรหลานในพื้นที่​

รศ.ดร.ธันยวิช กล่าวว่า จากการประเมินความพร้อมของผู้เรียนพบว่าสภาวะถดถอยทางการเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้แบบพาสซีฟ คล้ายกับท่อดับเพลิงฉีดน้ำที่ฉีดความรู้ไปให้เด็ก เด็กรับได้แค่ไหนก็แค่นั้น 

และไม่ใช่แค่หยุดเรียนแล้วจะลืมความรู้ แค่ก้าวพ้นประตูก็ลืมแล้ว ดังนั้นการจะวัดความถดถอยในเชิงคอนเทนต์ประเด็นนี้อาจจะยังไม่เห็นด้วย แต่ต้องกลับไปทบทวนถึงปัญหาต้นเหตุคือ การเรียนรู้ที่ไม่ได้เป็นแบบแอคทีฟเลิร์นิ่ง ที่ต้องไปปรับเปลี่ยนที่ต้นเหตุป้องกันการถดถอยของ แต่สิ่งสำคัญที่ควรจะตรวจสอบความพร้อมก่อนคือ เรื่องจิตใจจากสภาพความเครียด ความยากลำบาก ความไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ ไปจนถึงเรื่องความสามารถการเรียนรู้ ที่มีทั้งความคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ เปิดรับสิ่งใหม่ ในขณะที่เด็กโตอาจจะต้องมีการวัดคอนเทนต์บ้าง แต่ประโยชน์จากการวัดความถดถอยของผู้เรียนต้องไม่ใช่การตัดสินว่าโควิดทำให้เกิดความถดถอยทางการเรียนรู้ แต่ต้องเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนา เพื่อดูว่ายังขาดเรื่องอะไร ต้องเติมเรื่องอะไร 

ศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทั้งสองรอบ เป็นเรื่องท้าทายมนุษยชาติ จากสภาพแวดล้อม  ​ความเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้น เด็กควรที่จะเติบโตเรียนรู้การใช้ชีวิต แบบยืดหยุ่น พร้อมรับสิ่งที่เข้ามาใหม่ๆ  อีกทั้ง กระบวนการเรียนรู้ ควรเน้นไปที่เรื่องทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ และยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ควรหยุดนิ่ง แต่ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่  ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่ต้องตอบสนองให้ทันเวลาเกิดเหตุในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือน การใช้คำสั่งเดียวทั้งหมดไม่มีเหตุผล ​ สิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้คือการยอมรับความเสี่ยงไม่มีที่ไหนที่บอกได้ว่าไม่มีความเสี่ยง  แต่ทุกคนต้องรู้ว่าถ้ามีความเสี่ยงมากต้องทำอย่างไร  โรงเรียนในพื้นที่ระดับจังหวัด ควรมีสิทธิตัดสินใจโดยต้องมีขีดความสามารถในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของตนเอง 

Back To Top