ปัญหาความเหลื่อมล้ำและโจทย์ทางสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งลึกซึ้ง ซับซ้อน และเปราะบางเกินกว่าที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือแม้กระทั่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวจะแบกรับและแก้ไขได้สำเร็จ ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การบูรณาการความร่วมมือรูปแบบใหม่ แนวคิดโมเดลการเงิน”จ่ายเงินตามผลลัพธ์” (Pay for Success) ที่เป็นทิศทางใหม่ของเอกชนในประเทศไทยและนานาชาติ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษา แก้ความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย และพลิกโฉมร่วมลงทุนด้านการศึกษาด้วยโมเดลการลงทุนที่หลากหลาย
คุณวาทนันทน์ พีเทอร์สิค ตัวแทนจากภาคเอกชนผู้ร่วมสนับสนุนโครงการ Pay for Success เล่าว่า Pay for Success หรือ Outcome-Based Financing คือกลไกที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนออกเงินล่วงหน้าให้โครงการทางสังคมดำเนินการก่อน โดยรัฐหรือผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์จะจ่ายเงินคืนพร้อมผลตอบแทน ก็ต่อเมื่อโครงการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้และได้รับการยืนยันจากผู้ประเมินอิสระแล้วเท่านั้น ต่างจากโครงการแบบเดิมที่จ่ายเงินตามกิจกรรมโดยไม่ผูกกับผลที่เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ อยากเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาทำงานด้านการศึกษาให้มากขึ้น เพราะ ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศไทยมีมากและซับซ้อนเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพียงแค่องค์กรเดียวจะแก้ได้หมด ภาคเอกชน คือภาคส่วนที่มีทรัพยากรและความพร้อมมากที่สุดในประเทศ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องนำสิ่งที่มีค่า เข้ามาสร้างอิมแพคในวิธีที่ได้ผลจริง ทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือรูปแบบใหม่ ใช้ “นวัตกรรมการเงินเพื่อสังคม” (Social Investment) เข้ามาปฏิวัติการศึกษาไทย
“ จากการติดตามโมเดลพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Investment Bond) ในต่างประเทศมานานกว่า 16 ปี นวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ที่ กสศ. นำมาใช้นั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ 3 ส่วนหลัก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยอุดรอยรั่วของการทำงานเพื่อสังคมแบบเดิม ส่วนแรก คือ Social Outcomes Contracts (สัญญาที่ยึดผลลัพธ์ทางสังคม): การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย (รัฐ เอกชน และผู้ลงมือทำ) โดยเปลี่ยนจากการวัดผลแค่ ‘Output’ เช่น เด็กเข้าร่วมกี่คน หรือสร้างศูนย์เด็กลงไปกี่แห่ง มาเป็นการวัดที่ ‘Outcome’ หรือ ผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเด็ก เช่น ทักษะสมองที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน (Accountability) และสามารถวัดผลได้ทั้งสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิด ซึ่งในอดีต ภาคเอกชนจะสนับสนุนด้านการเงิน ให้ฝ่ายองค์กรด้านสังคม โดยมีการวัดผลเฉพาะการทำงานในส่วนที่เป็น ‘Output’ เช่น เด็กเข้าร่วมกี่คน หรือสร้างศูนย์เด็กลงไปกี่แห่ง มาเป็นการวัดที่ ‘Outcome’ หรือ ผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเด็ก นับเป็นตัวเลขว่าเด็กกี่คนที่จะได้ผลประโยชน์ หรือว่าทำได้ศูนย์เด็กกี่ที่ แต่ในการที่เราทำสัญญา Outcome หมายถึง ต้องการเป็นผลจริงๆ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในการพัฒนาเด็กที่แท้จริง ก็สร้างความรับผิดชอบโดยทั้ง 3ฝ่าย รับผิดชอบในผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน รับผิดชอบทั้งผิดทั้งถูก
ส่วนที่ สอง คือ Pay for Success ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐบาลจะจ่ายเงินงบประมาณคืนให้แก่นักลงทุนภาคเอกชน ก็ต่อเมื่อโครงการนั้นบรรลุผลสำเร็จตามตัวชี้วัดที่ตกลงกันไว้จริง ในมุมของเอกชน เงินทุนนี้จึงสามารถหมุนเวียน กลับมาใช้ในโครงการสังคมอื่นๆ ได้อีกเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้รัฐบาลบริหารงบประมาณแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จ่ายเงินเฉพาะกับสิ่งที่ได้ผลจริงเท่านั้น แนวคิด และหลักการ Pay for Success จะทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น เพราะทำงานด้วยความตระหนักร่วมกัน ว่าผลลัพธ์คืออะไร ตกลงกันว่า สิ่งที่จะเป็นผลลัพธ์ คืออะไร และจะมีการจ่ายเงินแค่ตามที่มีผลลัพธ์จริงๆ
ส่วนที่ สาม ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเช่นกัน ก็ คือ Social Investment Partnership (หุ้นส่วนการลงทุนเพื่อสังคม) นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด จากประสบการณ์การทำงาน ด้านนี้มาถึง 20 ปี พบว่า การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่กลไก Social Investment Partnership จะ ช่วยทลายกำแพง “ความไม่ไว้วางใจกัน” ระหว่างภาคเอกชน ภาคสังคม และภาครัฐ ให้หันมาจับเข่าคุยร่วมกัน ตั้งแต่การร่วมออกแบบโครงการ กำหนดตัวชี้วัด และสร้างกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รูปแบบการทำงาน ที่มีการพูดคุยกัน สร้างข้อตกลงร่วมกัน ตั้งแต่เริ่ม จะทำให้องค์กรและหน่วยงานซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน เข้าใจประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ได้ร่วมกันพิจารณาหาทางออกร่วมกันมากขึ้น” คุณวาทนันทน์ เล่าถึงรายละเอียด และระบุด้วยว่า เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หัวใจสำคัญ ในการทำงานทั้ง 3 ส่วน ที่กล่าวมา จะช่วยให้เกิดการทำงานที่ มองเห็นผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน และทำงานอย่างมีความไว้วางใจกันมากขึ้น
คุณวาทนันทน์ เล่าอีกว่า จุดเริ่มต้นในการก้าวเข้ามามีส่วนร่วมกับ กสศ. เกิดจากความประทับใจในระหว่างลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนำร่องของโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) ที่จังหวัดลพบุรี ผลลัพธ์จากการทำงานของ ICAP ทำให้มองเห็นความแตกต่างจากศูนย์เด็กเล็กทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการใช้สีสัน อุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพฤติกรรมการสอนเชิงรุกของครู และปฏิกิริยาการตอบสนองของเด็กๆ ทุกสิ่งสะท้อนถึงการออกแบบการทำงานแบบบูรณาการที่คำนึงถึงตัวเด็กเป็นศูนย์กลางจริงๆ มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาเด็กเกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืนในระดับพื้นที่ เมื่อ กสศ. เข้ามาทาบทาม จึงตัดสินใจเข้าร่วมขับเคลื่อนทันทีอย่างไม่ลังเล
คุณวาทนันทน์ กล่าวทิ้งท้าย ว่า สำหรับเอกชนที่อาจจะกังวลเรื่องความเสี่ยง หรือยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงในการสนับสนุนนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆ ซึ่งหากติดตามรายละเอียด จะพบว่า โมเดลของ กสศ. นี้ตอบโจทย์มาก เพราะสามารถเลือกบทบาทได้หลากหลาย เอกชนกลุ่มหนึ่งอาจทำหน้าที่สนับสนุนเงินทุนล่วงหน้าในตอนต้น หรือเอกชนอีกกลุ่มก็สามารถเลือกเป็น ‘ผู้รับจ่ายเงินคืนเมื่อเห็นผลลัพธ์ความสำเร็จแล้ว’ ก็ได้ มีโมเดลการออกแบบทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการธุรกิจมากมาย มาร่วมเปลี่ยนการทำ CSR แบบเดิมๆ ให้เป็นการลงทุนในมนุษย์ที่สร้างความเติบโตที่ยั่งยืนให้ประเทศไปด้วยกัน
การทำงานของ กสศ. ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงกองทุนที่แจกจ่ายเงินช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมและกลไกเชิงระบบ” ที่สร้างสะพานเชื่อมความไว้วางใจ ความโปร่งใส และโอกาส เพื่อดึงศักยภาพและทรัพยากรจากภาคเอกชนมาเปลี่ยนอนาคตของเด็กไทยได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
หมายเหตุ : การสัมภาษณ์ผ่านคลิปวิดีโอ ภายในงานสัมมนาการเงินเพื่ออนาคต ยกระดับทุนมนุษย์: โอกาสและประสบการณ์ในไทยและต่างประเทศ ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ