จับมือภาคีระดมสมอง เฟ้นหา ‘Game Changer’ ขับเคลื่อน TSQM สู่ปี 2570

จับมือภาคีระดมสมอง เฟ้นหา ‘Game Changer’ ขับเคลื่อน TSQM สู่ปี 2570

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ฝ่ายพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศการเรียนรู้ สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) จัดประชุมแลกเปลี่ยนบูรณาการการทำงานเพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ณ ห้องประชุมเสมอภาค ชั้น 13 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

โดยมีทีมสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ (Project Manager) หรือทีม PM ประกอบด้วย ทีม PM โครงการสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) ซึ่งรับผิดชอบใน 10 จังหวัด ได้แก่ มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และมูลนิธิสยามกัมมาจล ,ทีม PM โครงการขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) และทีม PM โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงประเด็นเพื่อพัฒนานักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (TSQM-I) รวมถึงนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และ กสศ.เข้าร่วม

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา ชวนคิดโจทย์เพื่อสะท้อนในตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กสศ.ทำงานอย่างต่อเนื่อง หากมองไปข้างหน้าในปี 2570 และอีก 5 ปีหลังจากนี้ Movement ด้านทิศทางของโรงเรียนควรเป็นอย่างไร อยากชวนทีม PM มาร่วมระดมความคิดเห็น เพื่อค้นหาทิศทางและกลไกการทำงานร่วมกันในทุกมิติ

“อะไรคือ Game Changer หรือตัวเปลี่ยนเกมที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างแท้จริง หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราจะสร้างหรือขับเคลื่อนอะไรให้เกิดขึ้นได้บ้าง แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีฟังก์ชันและกลไกการดำเนินงานอยู่แล้ว โดยมีคำถามสำคัญว่า ทีม PM จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร และจะออกแบบกลไกใดที่จะช่วยให้ต้นสังกัดสามารถขับเคลื่อนและเดินหน้าต่อได้ด้วยตนเองเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย”

ด้านนางสาวชนกพรรณ วรดิลก หัวหน้าฝ่ายพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศการเรียนรู้ กล่าวถึงภาพรวมความก้าวหน้าการดำเนินงาน TSQM ว่า อยากให้เกิดความเสมอภาคและความยั่งยืน ด้วยการออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยตั้งแต่ปี 2567 แต่ละทีม PM ได้พัฒนากระบวนการทำงาน รวมถึงนวัตกรรมและเครื่องมือในการขับเคลื่อนงานในแต่ละมิติ

ดังนั้น การเดินต่อในปี 2570 ซึ่งเป็นระยะที่ 3 จึงควรมองหาจุดที่เข้มแข็งและพัฒนาต่อยอดให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับ กสศ. และภาคีเครือข่ายให้เชื่อมโยงไปสู่ Outcome และ Impact รวมถึงการปฏิบัติจริงในโรงเรียนและการสื่อสารกับศึกษานิเทศก์ ศธจ. และเครือข่ายแกนนำ ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง

“เป้าหมายสำคัญคือโรงเรียน ทั้งโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเพิ่มการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานต้นสังกัด มีการทำงานเชิงรุกและกระจายจังหวัด เพื่อให้โรงเรียนทั้งเป้าหมายได้รับการช่วยเหลือและสามารถพัฒนาได้ตรงจุดโดยมองตัวเด็กเป็นสำคัญ”

สำหรับการประชุมแลกเปลี่ยนในเวทีดังกล่าว มีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองและการกำหนด Exit Strategy ของโครงการฯ รวมทั้งมีการระดมสมองเพื่อออกแบบแนวทางการบูรณาการขับเคลื่อนโรงเรียนในมิติต่าง ๆ ที่ยั่งยืน