จากข้อมูลเยี่ยมบ้าน สู่สะพานเชื่อมโอกาส ‘ทุนก้าวเพื่อน้อง’ พลิกชีวิตและความฝัน

จากข้อมูลเยี่ยมบ้าน สู่สะพานเชื่อมโอกาส ‘ทุนก้าวเพื่อน้อง’ พลิกชีวิตและความฝัน

“ถ้าไม่เยี่ยมบ้าน เราก็อาจจะไม่เห็นอีกด้านหนึ่งของเด็ก เพราะนักเรียนตอนอยู่โรงเรียนกับตอนอยู่บ้าน อาจจะกลายเป็นคนละคนกัน ถ้าถามเขาที่โรงเรียน เด็ก ๆ จากครอบครัวที่ขาดแคลน อาจจะพยายามปิดบังข้อจำกัดของตัวเอง หรือเลือกที่จะเงียบ ไม่อยากเล่าความจริง หรือเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ โรงเรียนบ้านปอแดงจึงมีนโยบายเชิงรุกเพื่อดูแลเรื่องนี้   ว่า ต้องเยี่ยมบ้านเด็กให้ครบทุกหลัง เข้าถึงบ้านของนักเรียนทุกหลังคาเรือน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้ครูได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงและสภาพเศรษฐกิจครอบครัวของนักเรียนแต่ละคน รวมถึงได้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด”

ครูจันทร์ธิดา วงค์จันลา ครูโรงเรียนบ้านปอแดง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เล่าถึงแนวคิดสำคัญ ที่โรงเรียนให้ไว้ก่อนออกเยี่ยมบ้าน และเล่าอีกว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปอแดง มีนโยบายให้ครูประจำชั้นทุกคน ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนแบบ 100% ในทุกภาคเรียน เพื่อให้เข้าถึงบ้านของนักเรียนทุกหลังคาเรือน โดยในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง ครูจะนำเอกสารการคัดกรองการเยี่ยมบ้านของโรงเรียน พร้อมกับแบบฟอร์มคัดกรองของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ไปเก็บข้อมูลพร้อมกัน หากทราบปัญหาของนักเรียนแล้วก็จะนำข้อมูลมาเสนอให้ผู้อำนวยการโรงเรียนรับทราบ เพื่อประชุมหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน  ในกรณีที่พบว่านักเรียนมีปัญหาค่อนข้างหนัก ผู้อำนวยการโรงเรียนจะลงพื้นที่ด้วยตนเองอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาหาแนวทางความช่วยเหลือ หรือจัดหาทุนสนับสนุนการเรียนตามวาระและความเหมาะสม

“ ถ้ามองจากโต๊ะทำงานในห้องเรียน คงไม่มีวันรู้เลยว่า น้องแพรว เด็กที่ตั้งใจเรียน เด็กเก่งของโรงเรียน เข้าร่วมทุกกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น คือเด็กที่อาจจะต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย เพราะอาจจะไม่มีเงินเรียนต่อ ถ้าไม่เยี่ยมบ้าน เราก็อาจจะไม่รู้เลยว่า เด็กคนหนึ่งกำลังต้องการความช่วยเหลือนด้านทุนการศึกษา เพื่อให้ได้เรียนต่อมัธยมปลาย  

ครูจันทร์ธิดาเล่าอีก ว่า การเยี่ยมบ้าน ทำให้ทราบว่า  “น้องแพรว” ชลธิชา แอมโคก อยู่ในบ้านที่กำลังลำบาก สิ่งที่ได้เห็นจากเยี่ยมบ้าน คือ สภาพบ้านที่ทรุดโทรม บ้านที่อาศัย เป็นบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่เดี่ยว ๆ นอกหมู่บ้าน ใกล้ทุ่งนา ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1-2 กิโลเมตร ในบ้านเป็นห้องโล่ง ๆ ทุกคนในบ้านใช้พื้นที่ร่วมกัน ไม่มีห้องกั้นเป็นสัดส่วน หลังคาค่อนข้างชำรุด

และเมื่อได้สอบถามชีวิตความเป็นอยู่ ก็ทำให้ทราบว่า พ่อ แม่ของน้องแพรวเคยทำเกษตรและรับจ้างทั่วไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ แม่มีอาการป่วยเรื้อรังจนไม่สามารถออกไปรับจ้างทำงานหนักได้เหมือนเมื่อก่อน ขณะที่พ่อ ซึ่งทำงานก่อสร้างและรับจ้างถอนหญ้า ก็เริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ครอบครัวมีรายได้ที่ไม่แน่นอน

“ ที่โรงเรียน น้องแพรวเป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ ในฐานะนักเรียนตัวอย่าง ที่มีความประพฤติดี มีจิตสาธารณะ จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานนักเรียน มีผลการเรียนดี เกรดเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน สูงถึง 3.94  และได้เกรดเฉลี่ย 4.00 ในช่วงชั้น ม. 3 เทอม 1 เป็นตัวแทนในการแข่งขันทางวิชาการ เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล กรีฑา และ ตะกร้อ ระดับอำเภอต่อเนื่อง 3 ปี

น้องแพรวเป็นเด็กที่เรียนพยายามช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอม จะออกไปรับจ้างทั่วไปในไร่นา ทั้งปลูกมันสำปะหลัง ตัดอ้อย เกี่ยวข้าว และถอนหญ้า แลกกับค่าแรง ครั้งละ 100-200 บาท

“น้องแพรว” ชลธิชา แอมโคก

จากทุนเสมอภาค เชื่อมไปสู่ทุนก้าวเพื่อน้อง

หลังนำข้อมูลจากการเยี่ยมบ้านน้องแพรว มารายงานต่อผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการก็ได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบความจริงด้วยตัวเองทันที จากนั้น กระบวนการช่วยเหลือก็ได้เริ่มต้นขึ้น จากการกรอกข้อมูลคัดกรองเพื่อขอทุนเสมอภาคจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. )นักเรียนที่ผ่านการพิจารณาคัดกรองเพื่อรับทุนเสมอภาค จะได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียน โดยในระดับอนุบาลจะได้รับจัดสรรเงินทุน 4,000 บาทต่อคนต่อปี ส่วนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นจะได้รับจัดสรรทุน 4,200 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจะจ่ายแบ่งเป็นรายภาคเรียน นักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ผ่านการคัดกรองกลุ่มนี้ ยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนเพิ่มเติมตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย 

นอกจากนี้ ข้อมูลทุนเสมอภาค ยังได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญ เชื่อมโยงไปสู่โอกาสที่กว้างขึ้น เมื่อข้อมูลการคัดกรองนี้ กลายเป็นแผนที่นำทางและสะพานเชื่อมโอกาส ที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตเด็ก ผ่านความร่วมมือในโครงการ “ทุนก้าวเพื่อน้อง”

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษ หรือระบบ CCT ของ กสศ. ที่ทำงานร่วมกับคุณครูทั่วประเทศในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน และจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกทั้งรายได้ครัวเรือน สภาพความเป็นอยู่ ภาระพึ่งพิง และสถานการณ์แวดล้อมจริง ข้อมูลเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สะท้อน “ตัวตนและโปรไฟล์ชีวิต” ของเด็กๆ อย่างแม่นยำ แต่ยังทำให้สามารถชี้เป้าได้ทันที ว่า นักเรียนทุนเสมอภาคคนใด ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีแนวโน้มและมีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะไม่ได้เรียนต่อในระดับ ม.ปลาย หรือ ปวช. เนื่องจากข้อจำกัดทางทุนทรัพย์

เมื่อมูลนิธิก้าวคนละก้าวและภาคประชาสังคม เข้ามาจับมือร่วมกับ กสศ. ฐานข้อมูลนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อโอกาสได้ในทันที

มูลนิธิก้าวคนละก้าว ไม่ต้องสูญเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลไปกับการเริ่มต้นนับหนึ่งเพื่อค้นหาเด็กที่เดือดร้อน แต่สามารถใช้ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมนี้เป็นสะพานเดินหน้าเข้าช่วยเหลือเด็กกลุ่มเป้าหมายได้ถูกคน ถูกที่ และทันเวลา ผ่านระบบออนไลน์ที่คุณครูประจำชั้นสามารถส่งต่อข้อมูลเพื่อเสนอชื่อเด็กๆ ได้โดยตรง

การเชื่อมโยงข้อมูล ช่วยเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ระยะสั้น ไปสู่การสร้างหลักประกันทางการศึกษาที่ยั่งยืนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่ทุนเสมอภาคของ กสศ. ทำหน้าที่ช่วยบรรเทาอุปสรรคการมาเรียนในขั้นพื้นฐาน ทุนก้าวเพื่อน้องที่เข้ามาเติมเต็มจะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับอีกชั้นหนึ่ง โดยสนับสนุนทั้งค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อเนื่องจนจบชั้น ม.ปลาย หรือ ปวช.

ข้อมูลและเรื่องราวของน้องแพรว ทำให้เธอติด 1 ใน18 รายชื่อ ของผู้ที่ได้รับทุนก้าวเพื่อน้อง ปี2569 รุ่นที่ 6 ระดับมัธยมปลาย

น้องแพรวเขียน ด้วยลายมือไว้บนเอกสาร ขอรับทุนว่า หากมีโอกาสได้รับทุนนี้  “ความฝันอันแน่วแน่ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ต้องการจะเข้าศึกษาต่อใน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อประกอบอาชีพเป็น “ครูพละ” เหตุผลที่เลือกทางเดินนี้ เพราะรักในวิทยาศาสตร์การกีฬา ชื่นชอบการถ่ายทอดทักษะความรู้ และอยากส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่เด็ก ๆ ที่สำคัญ อาชีพครูเป็นอาชีพที่มั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เธอสามารถเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่และทำให้พวกท่านภาคภูมิใจได้

ความยากลำบากไม่ได้ทำให้ Growth Mindset ถูกลดทอนลงไป น้องแพรวตั้งใจไว้ว่า หากวันหนึ่ง เธอประสบความสำเร็จและมีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคม สิ่งแรกที่อยากทำ คือการ มอบทุนการศึกษาและหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก ๆ ที่ขาดแคลน  เธอเขียนไว้ในข้อสุดท้ายของเอกสารขอรับทุน ว่า “หนูเชื่อว่า การศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกชีวิตคน เด็กคนหนึ่งที่ยังขาดแคลน ไม่ได้มีพร้อมทุกอย่าง แต่ในความไม่พร้อมนั้น หนูยังได้เรียนรู้เข้าใจชีวิต  ในอนาคต หนูจึงอยากเป็นคนที่ยื่นโอกาสให้กับคนอื่นบ้าง หนูอยากช่วยเหลือเด็กที่กำลังเผชิญในสิ่งเดียวกัน”