‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.
อ่านวิสัยทัศน์ผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กับแนวทางสู้วิกฤตความเหลื่อมล้ำของเด็กเยาวชนในชุมชน

‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.

‘ชุมชนแออัดในเมืองหลวง’ อีกหนึ่งปมปัญหามหากาพย์ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครมายาวนาน เมื่อความขาดแคลนด้อยโอกาสที่ห้อมล้อมเด็กเยาวชน ได้พาพวกเขาไปสู่วงจรยาเสพติด อาชญากรรม ค้าประเวณี ฯลฯ

ในโค้งสุดท้ายของการชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และ PPTVHD36 ชวนผู้สมัครร่วมประชันวิสัยทัศน์ปัญหาคนกรุง กับแนวทางนโยบายต่อสู้กับวิกฤตความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาจเป็นทางออกของปัญหา และจะส่งผลต่อการกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 นี้ ไปจนถึงอีกหลายปีข้างหน้า

‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง และครูอาสาผู้คลุกคลีกับปัญหาเด็กเยาวชนในพื้นที่ชุมชนคลองเตยมาเกือบ 10 ปี เผยว่า ปัญหาของเด็กเยาวชนในชุมชนมีความซับซ้อนและซ้อนทับด้วยหลายประเด็น จากจุดตั้งต้นที่ความยากจนขาดแคลนโอกาส ส่วนสำหรับทางออก ตนมองว่าทางเดียวที่จะทำให้เด็กเยาวชนหลุดพ้นไปได้ คือทำให้ทุกคนเข้าถึง ‘การศึกษา’ แต่ที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่า ‘ระบบการศึกษา’ ได้เข้ามาซ้ำเติมน้อง ๆ จนเป็น ‘ปัญหาใหม่’ ที่กดทับลงมาอีก

‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง

“เราพยายามนำการศึกษารูปแบบที่ต่างไปจากในโรงเรียนมาให้เด็ก ๆ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ ความฝัน เปิดโลกทัศน์ให้เขามองออกไปไกลกว่าแค่ชีวิตในชุมชน อยากมีชีวิตในวันข้างหน้าที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่ากว่าที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นไปเป็นคนหนึ่งคนที่มีคุณภาพได้ พร้อมฝันวัยเยาว์ที่เคยมี ว่าอยากประกอบอาชีพดี ๆ สักอย่าง ระหว่างทางนั้นเขาแทบไม่เคยเห็นสังคมปกติภายนอก ไม่เคยมีใครบอกให้พูดสวัสดี ขอบคุณ หรือสอนเรื่องการแบ่งปัน ทั้งยังต้องเจอนานาอุปสรรคมาบั่นทอน ตั้งแต่ความลำบากของครอบครัว พ่อแม่ไม่มีงานทำ คนรอบตัววนเวียนในวงจรยาเสพติด ได้พบเห็น รับรู้ ซึมซับว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องธรรมดาใกล้ตัว และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันก็ยากที่เราจะหวังให้เขาเติบโตขึ้นมามีคุณภาพได้

“ไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ เล่นบทบาทสมมติกัน โดยจำลองสถานการณ์การขายยา ขายตัว สวมบทเป็นแม่เล้า เป็นโสเภณี หรือเป็นคนซื้อบริการ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แล้ววงจรเหล่านี้ พอใครสักคนหลงเข้าไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลุดพ้นออกมา ชีวิตจะเบนไปในมาตรฐานสังคมอีกแบบหนึ่ง ยากจะปรับตัวอยู่กับคนหมู่มากได้”  

ครูแอ๋มฝากถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. บนเวทีดีเบตครั้งนี้ว่า  “เราต้องลงทุนกับมนุษย์คนหนึ่งมากกว่านี้ เพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่มีอาหารกิน หรือแค่มีชีวิตรอด แต่ต้องพัฒนาไปถึงจุดที่เป็นคนมีคุณภาพ และมีศักยภาพเต็มกำลังที่จะช่วยพัฒนาสังคมและประเทศต่อไป”

สำหรับตนเองในฐานะครูที่ทำงานกับเด็ก ๆ ในชุมชน อยากเสนอว่าในการทำงานที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือ กทม. ด้วยติดปัญหาเรื่องขั้นตอนกฎระเบียบที่ซับซ้อน เช่นการจัดตั้งงบประมาณที่ไม่ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ หรือข้อกำหนดระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เห็นว่าระบบระเบียบเหล่านี้ทำให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทำได้ล่าช้า ไม่ทั่วถึง และไม่สอดคล้องกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้น   

อย่างไรก็ตาม ในบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ที่กำลังจะมาถึง ครูแอ๋มกล่าวว่า “ปีนี้เรามีความหวัง หลังได้เห็นผู้สมัครหลายคนที่อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลง คนทำงานก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้น นอกจากนี้เรายังเห็นการตื่นตัวทางการเมือง เห็นคนรุ่นใหม่ที่คิดไกลไปถึงภาพสังคมโดยรวม หรือเด็กหลายคนในคลองเตยเองที่อยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนด้วย

“วันนี้ประเทศของเรากำลังอยู่ในกระแสทางสังคมการเมืองที่ดีขึ้น เราจะทำยังไงให้กระแสนี้มันถูกพัฒนาในเชิงลึก และมีคุณภาพจริง ๆ ใช่เพียงพัดวูบมาแล้วหายไป ให้คนที่ด้อยโอกาสได้มีความหวังที่จะหลุดพ้นจากชีวิตที่เป็นอยู่ ด้วยอาชีพ สวัสดิการ นโยบายการช่วยเหลือดูแลที่ทำให้ทุกคนในสังคมมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

…จากนี้ขอเชิญร่วมติดตามว่า ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. แต่ละท่าน จะมีวิสัยทัศน์ต่อประเด็นปัญหาเด็กเยาวชนในชุมชนอย่างไร?

สร้างชุมชนแนวตั้ง ชวนคนเข้าใจปัญหาร่วมกำหนดนโยบาย   

ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11 กล่าวว่า กทม. สามารถเอางานเป็นตัวตั้ง แล้วบูรณาการกระบวนการร่วมกับคนที่เขาขลุกอยู่กับปัญหาเป็นเวลาสิบปี หรือบ้างยาวนานกว่านั้น เพราะคนเหล่านี้เองที่เขารู้ปัญหา ทำได้ทันที แล้วยังช่วยคิด ช่วยชี้ทางได้ว่าจะใช้เงินทุกบาทอย่างไรให้เกิดผลคุ้มค่าที่สุด  

ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11

“แก่นปัญหาเรื่องนี้คือเด็กส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในระบบการค้ายาเสพติดไปแล้ว มีเด็กส่งยาอายุ 7-8 ขวบที่ทำงานแลกกับขนมราคาไม่กี่บาท ตำรวจจับไปก็สาวไม่ถึงต้นตอ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมันคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน คนลุกมาต่อต้านบางทีต้องกลายเป็นแกะดำของชุมชน ไม่มีใครคุยด้วย แล้วเด็กไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิด คนค้ายามีทองใส่ กินหรูอยู่สบาย ชีวิตสนุกสนานได้ทุกวัน เรื่องพวกนี้เด็กเห็นจนชินตาอยู่แล้ว ตรงนี้จึงต้องเข้าไปแก้ไขที่ทัศนคติให้ได้”

“ผมมองว่าการแก้ปัญหาของผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมาเหมือนกรรไกรที่คมด้านเดียวคือด้านบน แต่จากนี้ไปผมจะจะลับให้คมจากด้านล่าง ด้วยการจัดตั้งคอมมิวนิตี้สำหรับคนในชุมชน ให้เขามีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ร่วมกำหนดงบประมาณ สามารถแนะนำ เสนอแนะ มีส่วนร่วมในการเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการได้”

“แล้วเมื่อก่อนคำว่าชุมชนคือเป็นแค่แนวระนาบเดียว คือคนที่อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราสามารถทำชุมชนแนวตั้ง หรือชุมชนออนไลน์ได้ ด้วยการรวมคนที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ กทม. ต้องไม่คิดเบ็ดเสร็จคนเดียว ชวนชาวบ้านมาช่วยคิดช่วยทำ ชวนคนที่สนใจเรื่องการศึกษา เข้าใจปัญหายาเสพติด คนที่เขารู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร แล้วคนเหล่านี้จะกำหนดงบประมาณให้ผู้ว่าฯ ช่วยคิดว่าจะแก้ปัญหานั้น ๆ อย่างไร

เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณใหม่ / เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม

รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 กล่าวว่า สิ่งที่ กทม. ยุคใหม่ทำได้คือ ต้องเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมช่วยรัฐอย่างจริงจัง เพราะพวกเขาช่วยมาตลอดอยู่แล้ว ทั้งที่ไม่เคยได้รับการสนับสนุน

รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7

“ในเรื่องงบประมาณ ถ้าลดการทุจริตลงได้จะมีทรัพยากรเหลือเยอะมาก อย่างโรงเรียน 437 โรงเรียนใน กทม. เราใช้เงินแค่ 700 ล้านบาทในการดูแล แต่งบกำจัดขยะตกปีละ 7 พันล้านบาท ทั้งที่ขยะสามารถแปรรูปกลับมาให้เป็นทรัพย์สินได้ ฉะนั้นขอเสนอว่า 1.เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณใหม่ 2.เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม เพราะเราจะไม่มีทางรู้เลย ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่คนหน้างานเขารู้ นี่คือมือมากมายที่เขาพร้อมเข้ามาช่วยช้อนเด็ก ๆ พร้อมดูแลแก้ปัญหา แต่ละเคสสามารถลงไปดูได้ในรายละเอียด อาศัยคนที่ทำงานกับเด็ก ๆ อยู่แล้วให้มีส่วนร่วมจริงจัง แล้วข้อดีอีกอย่างคือเขาไม่ติดกรอบการทำงานเหมือนราชการ”

“นอกจากนี้ดิฉันขอเสนอนโยบายกระจายงบประมาณเขตละ 50 ล้านบาท เพื่อจัดทำงบประมาณแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) ทดลองกระจายงบ ให้ ผอ.เขต เอาไปลงเรื่องการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมสำหรับเด็กในชุมชน โดยเฉพาะช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ 120 วัน ให้เขาได้มีพื้นที่ มีโอกาสเติมประสบการณ์ดี ๆ เพื่อถอยห่างจากเส้นทางอบายมุข แล้วต้องสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมทั้งหมดเข้ามามีส่วนช่วย”

ปลดล็อคข้อบัญญัติ เพื่อกระจายเงินลงไปทุกภาคส่วน

สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 เสนอว่า ปัญหาเด็กเยาวชนในพื้นที่สุ่มเสี่ยงต้องแก้ที่ระบบ การถมเงินไปอย่างเดียวแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายจะวนลูปเดิม

สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3

“สิ่งที่ภาครัฐจะให้ได้คือเงินตั้งต้น แล้วติดอาวุธทางความรู้ให้ผู้ปกครองในการประกอบอาชีพ หาสถานที่ทำมาหากินให้ ส่วนปัญหาการทำงานของภาคประชาสังคม ผมเข้าใจ เพราะระบบราชการมีความอุ้ยอ้าย เราต้องปรับ ผู้ว่าฯ ต้องวางโครงสร้างการแก้ปัญหาไว้ตั้งแต่แรก ดูเรื่องจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมด เบิกจ่ายได้สะดวกไม่ซับซ้อน”

“ปัญหาอีกประการคือเงิน กทม. ยังไม่สามารถลงในพื้นที่สาธารณะได้ ด้วย กทม. ไม่อยากรับภาระเยอะ ลำพังพื้นที่สาธารณะเงินก็ลงไม่พออยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ ต้องหาเงินนอกกรอบมาเติม แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด ไม่มีอีกแล้วโครงการสองสามพันล้านที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้ม แต่เงินต้องกระจายไปทั่วทุกภาคส่วน ปลดล็อคแก้ข้อบัญญัติที่ปิดไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องเด็ก แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ถ้าปลดได้ เงินจะลงไปถึงเด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้หมด ผมว่า กทม. ได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะแม้แต่กระทรวงพัฒนาสังคม ฯ ที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่มีเซลล์ที่ละเอียดเหมือนภาคประชาสังคมในแต่ละเขต แล้วงบ พม. ปีละไม่เท่าไหร่ ช่วยคลองเตยยังไม่ถึงครึ่งชุมชนก็หมดแล้ว ที่ต้องทำคือเพิ่มเงินลงไป ผู้ว่าฯ ต้องหาเงินให้ได้ แล้วต้องพยายามให้โอกาสคนในการประกอบอาชีพ ให้คนมีความรู้ติดตัว ต้องแก้ตรงนั้น”

สร้างวิถีการเรียนรู้นอกระบบ ส่งเสริมการทำมาหากินสร้างรายได้

โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24 กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการศึกษา การเรียนในระบบอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเปลี่ยนสู่วิถีใหม่ให้เป็น ‘การเรียนรู้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง’ ให้เด็กเข้าใจการเรียนรู้จากนอกระบบด้วย เพื่อให้เด็กเยาวชนมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ถูกต้อง ทุกโรงเรียนต้องสอนเรื่องนี้ได้หมด

โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24

“วิถีใหม่คือการปลูกฝังเรื่องทำมาหากินแต่เด็ก เป็นเถ้าแก่อายุน้อย ขายของเป็น มีรายได้ สำคัญคือบูรณาการ ผมเคยเป็นประธานบูรณาการเครือข่ายภาค กระทรวงยุติธรรม เจอเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานจริงจำนวนมาก กทม. ต้องดึงมาร่วมงาน พวกเครือข่ายประชาสังคมและเอกชนที่อยากทำ CSR เขาพร้อมทำ แต่ต้องมีเจ้าภาพที่ดี รวมได้ วางเป้าหมายชัด แล้วถ้าเขาเห็นชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขายินดีช่วยอยู่แล้ว”

“อีกอย่างคือเราไม่ได้ใช้พลังชุมชนเลย อุตส่าห์มีเลือกตั้งกรรมการชุมชน แต่มันจะเข้มแข็งได้ยังไงถ้าเขามีงบประมาณไม่พอ กรรมการชุมชนไม่เกินสามร้อยครัวเรือนได้เดือนละ 5 พันบาท ปีละ 6 หมื่นบาท ตกหลังคาเรือนละ 2 ร้อยบาท ทั้งปี มันจะพัฒนายังไง ทำไมไม่เพิ่มงบตรงนี้ให้เขา ที่ผ่านมากรรมการชุมชนจะทำโครงการ ทำกิจกรรมแต่ละที ต้องสำรองจ่ายแทน จ่ายก่อนเบิกทีหลัง บางอย่างเบิกไม่ได้ ควักเนื้อ ทำไปทำมาเครือข่ายชุมชนหมดไฟ หมดแรง”

ผมอยากชี้ให้เห็นว่าเราต้องแบ่งเป็นมิติ หนึ่งเรื่องวิถีเรียนรู้ใหม่ ทำให้เด็กมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ มีรายได้ ให้เขารู้ว่าทำอย่างนี้ดีกว่าเสี่ยงไปค้ายา มิติที่สองคือชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมพัฒนากรรมการชุมชน มีสวัสดิการ ร่วมบูรณาการกับภาคีเครือข่าย มิติที่สามคือทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในการให้ประชาชนทั่วไปช่วยชี้ช่องยึดทรัพย์ รับรางวัลนำจับ 1-2% ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดที่ต้นตอ และให้ทุกคนมีส่วนร่วมขจัดปัญหายาเสพติดไปด้วยกัน”

การกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือการกระจายงบประมาณ

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 กล่าวว่า ประการแรกผู้ว่าฯ กทม. สามารถดึงงบกลางมาใช้แก้ปัญหาได้ทันที ประการที่สอง กทม. ต้องตัดงบผูกพันมากมายจากการแปะโครงการก่อสร้างมูลค่าหลายล้านบาทซึ่งเป็นเบี้ยหัวแตก

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1

“กทม. มีงบผูกพันปี 65 คือ 1 หมื่น 5 พันล้าน ปี 66 อีก 2 หมื่น 7 พันล้าน ผมคิดว่ากลไกนี้ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงโควิด พอจะเอางบกลางมาใช้ก็ไม่สามารถทำได้”

“แล้วรัฐมีวิธีคิดที่ผลักภาระให้กับครอบครัว จะเห็นว่าการปิดโรงเรียนไม่ได้เป็นไปเพื่อเร่งฉีดวัคซีน หรือเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุข แต่นี่คือปิดเพราะถ้าเด็กติดโควิด ก็ถือว่าอยู่นอกความรับผิดชอบของโรงเรียน ทั้งที่ถ้าว่ากันเรื่องความเสี่ยงจริง ๆ เด็กอยู่โรงเรียนมีครูดูแล กับอยู่ในชุมชน ง่ายมากที่จะมองว่าอย่างไหนเสี่ยงกว่ากัน แต่วิธีคิดของ กทม. คือจะผลักภาระอย่างเดียว ล็อคโรงเรียนไว้ นี่คือปัญหา”

“วันนี้ผมว่าประชาชนเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราถึงต้องสร้างรัฐสวัสดิการให้ได้ เพราะเงิน Top Up ที่กระจายไปถึงคนเพิ่มขึ้น จะทำให้คนตัวเล็กทุเลาลง ตัวเบาขึ้นจากการแบกรับความกดดันในชีวิต ส่วนที่ภาคประชาสังคมไม่เคยทำงานได้เต็มที่ เป็นเพราะว่ารัฐไม่เคยกระจายอำนาจ ซึ่งการกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือกระจายงบประมาณ ผมจึงมีนโยบายจะกระจายงบที่กระจุกอยู่ตรงกลางทั้งหมด ดึงเงินออกมา 4 พันล้าน เอาไปลงที่ชุมชน ชุมชนละ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท พื้นที่ที่ไม่ใช่ชุมชนอีก 2 พัน 4 ร้อยล้าน ใน 50 เขต ทีนี้พอภาคีเครือข่ายมีงบ มีความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชน เราก็สามารถผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และตรงโจทย์ความต้องการของประชาชนจริง ๆ

คนรุ่นลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ด้วยการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8 กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ดีที่สุดคือ ‘การศึกษา’ นิยามง่ายที่สุดคือคนรุ่นลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ด้วยการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง เรามีตัวอย่างของเด็กที่เติบโตในพื้นที่ชุมชน 70 ไร่ คลองเตย แต่สามารถใช้การศึกษาพาตัวเองไปจนจบปริญญาเอก ได้งานในบริษัทปูนซีเมนต์ ยกระดับครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น นี่คือผลของการศึกษาที่เป็นหัวใจสำคัญให้คนหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตัดวงจรความยากจนไม่ให้ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8

“สำคัญคือทำให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานทัดเทียมกัน และจำเป็นต้องมุ่งทำศูนย์ก่อนวัยเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อเริ่มพัฒนาเด็กตั้งแต่วัย 0-6 ปี เพราะถ้ารอถึง ป.1 ก็สายไปแล้ว พอถึงโรงเรียนระดับประถม ต้องมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน มีการสอน 3 ภาษา มีคอมพิวเตอร์แลป ต้องลดภาระครู คืนครูให้นักเรียน ช่วยเรื่องการขยับวิทยฐานะ เอาเทคโนโลยีมาช่วยในเรื่องการเรียนการสอน”

“ข้อเสนอหนึ่งคืออยากให้มีการเปิดโรงเรียนช่วงวันเสาร์อาทิตย์สำหรับในพื้นที่ชุมชน ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้นอกเหนือจากวิชาปกติ จัดให้มีกิจกรรมดนตรี กีฬา สร้างพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น มีอินเทอร์เน็ตฟรีให้เด็กใช้ มีสาธารณูปโภคครบครัน ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนช่วยดูแลเด็ก ๆ ไปด้วยกัน พร้อมชักชวนครูอาสาในชุมชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือภาคเอกชนที่มีใจอยากร่วมพัฒนาหลักสูตรนอกเวลาให้กับเด็ก ๆ มาช่วยกัน สถานที่เช่นนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ เนื่องจากเด็ก ๆ จะได้เจอกับคนที่มีความรู้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นต้นแบบของอาชีพที่หลากหลาย แล้วอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล

โครงการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ พาน้องห่างไกลยาเสพติด

อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6 พ่วงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กล่าวว่า “เด็กจากชุมชนแออัดเหล่านี้เขาเหมือนม้าที่อยู่ในซอง ระยะสายตาจำกัด มองอะไรไม่เห็น ครอบครัวก็ไม่มีเงิน ผมจึงทำโครงการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เอาเด็กหลังห้อง ผลการเรียนกลาง ๆ มาทำกิจกรรมรุ่นละ 20 คน เสาร์อาทิตย์พาไปเที่ยว เช่นไปทะเลบางแสน ซึ่งบางคนไม่เคยเห็นไม่เคยไปเลย พาไปสนามบินดอนเมือง ดูเครื่องบิน ผมทำอยู่ 15 สัปดาห์ เกือบ 4 เดือน สัปดาห์สุดท้ายเราบอกเขาว่าจะพาไปขึ้นเครื่องบิน เด็กดีใจกันใหญ่

อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6

“พอรุ่นสองเราพาไปเคปแลนด์ สิงคโปร์ รุ่นสามไปเมลเบิร์น 5 วัน รุ่นสุดท้ายไปดัลลัส เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา 12 วัน ทั้งหมดไม่ใช้งบราชการเลย สิ่งที่เห็นคือพอเด็กกลับมาปั๊บ ทั้งหมด 80 คน 4 รุ่น ทุกคนเรียนต่อ ม.1 หมด ครอบครัวอบอุ่นขึ้น เพราะในกิจกรรมต่าง ๆ เราให้การศึกษาสอดแทรกเข้าไป สอนให้เขาห่างไกลยาเสพติด การพนัน คือเรื่องอย่างนี้ต้องค่อย ๆ แทรกไปในความสนุกสนาน ในการเรียนรู้ทักษะชีวิต แล้วเราเสริมสร้างบุคลิกภาพ สร้างลานกีฬา แนะนำให้เขาเล่นกีฬา มันก็ทำให้เขามีทางไปที่ดีในชีวิตได้”