“อยากเห็นเด็ก ๆ กล้ากว่านี้ มั่นใจกว่านี้ ไม่อยากให้คิดว่าภาษาเป็นอุปสรรคจนไม่กล้าไปต่อ”
เพราะเคยเป็นเด็ก ‘ตายไมค์’ มาก่อน จากพื้นฐานภาษาไทยที่ไม่คล่อง รอฮายู ซูเด็ง ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 3 หรือ ‘ครูอายู’ ของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบ้านตาเซะใต้ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส จึงร่างแผนงานส่วนตัวว่า เมื่อไหร่ที่บรรจุเป็นครูเต็มตัว เธอจะอัปสกิลลูกศิษย์ ให้สื่อสารได้แตกฉานทั้งภาษาไทยและภาษามลายู เพื่อเพิ่มโอกาสศึกษาต่อในระดับสูง และช่วยให้เส้นทางอาชีพในอนาคตมีทางเลือกมากขึ้น
อายูเพิ่งจบการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา จากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เธอตกผลึกจากบทเรียนส่วนตัวว่า ‘โจทย์ใหญ่ที่สุดที่ขวางเด็กไว้จากโอกาสคือเรื่องภาษา’ เพราะร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนพื้นที่ จะสื่อสารกันด้วยภาษามลายูตั้งแต่เกิด กว่าจะได้เรียนภาษาไทยหรือภาษาอื่น ๆ ก็ตอนเข้าโรงเรียนแล้ว ซึ่งเธอคิดว่า ‘ช้าเกินไป’ โดยเฉพาะยิ่งคำนึงว่าหลักสูตรแกนกลางทั้งหมด ล้วนยืนพื้นด้วยภาษาไทย
“เราเป็นเด็กที่ไม่เคยมั่นใจการใช้ภาษาไทยเลย ซึ่งมันไม่ได้ส่งผลแค่เรียนไม่รู้เรื่องจนเบื่อไม่อยากเรียน แต่มันกระทบหมดทั้งความมั่นใจในตัวเองหรือบุคลิกภาพ ที่พอต้องใช้ภาษาไทยเราจะก้มหน้างุด ไม่พูดไม่สบตาใคร เราถึงเข้าใจว่าอุปสรรคเรื่องภาษานี่เอง ที่กั้นเด็กเราจากโอกาส จนไม่กล้าฝัน ไม่กล้าตั้งเป้าหมายไกล ๆ”
จนได้เป็นนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่เธอก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่า ‘ถ้าไม่ได้ทุนวันนั้น วันนี้ชีวิตจะไปทำอะไรอยู่ตรงไหน’ อายูบอกว่า ‘ทุน’ ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนให้ข้ามรอยต่อ ม.ปลาย มาถึงระดับอุดมศึกษาได้ แต่ในหลักสูตรตลอดสี่ปีที่ให้ความสำคัญกับ ‘Enrichment Program’ หรือโปรแกรมเสริมศักยภาพเฉพาะจุด เพื่อกลับไปเป็นครูในพื้นที่เฉพาะ เธอเรียนรู้จนพบคำตอบของตัวเองว่า ความหมายของการ ‘กลับบ้าน’ ไปเป็นครูที่ปะลุรูนั้น มีภารกิจสำคัญคือ ‘ครูคนนี้จะต้องมีส่วนทำให้บางสิ่งเปลี่ยนแปลง’
และ ‘บางสิ่ง’ ในที่นี้ของอายูก็คือการ ‘ยกระดับทักษะภาษา’ ให้เป็นเครื่องมือทุบทำลายทุกกำแพงที่ขังเด็กไว้ ไม่ให้กล้าคิดกล้าฝัน กล้าเชื่อว่าตัวเองทำได้

อายูไม่รอถึงวันบรรจุ เพราะอีกสองสามปีก็อาจนานเกินไป จึงลงมือทำตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ช่วยครู เป็นครูฝึกสอน หรือแม้ในชั่วโมงว่าง ๆ ที่เป็นแค่พี่นักศึกษาคนหนึ่งที่มาเล่นกับเด็ก ๆ
ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนช่วยเสริมความมั่นใจว่าความพิเศษของเด็กเล็ก ๆ คือความพร้อมเรียนรู้มากกว่าหนึ่งหรือสองภาษา และทักษะที่เกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น จะติดตัวต่อไปอีกนาน
“สิ่งที่เราพยามทำให้เป็นปกติ คือชวนเด็ก ๆ ใช้ภาษาไทยและภาษามลายูไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่เราพาเขาเรียนรู้ผ่านเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ชวนเด็ก ๆ เล่นนับเลขสองภาษา ชวนเล่าเรื่องอาหารกลางวันสองภาษาสลับกัน บางคนพื้นฐานดีหน่อยก็ให้ลองเขียน ช่วยกันคิดสตอรีสนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ช่วยกันเล่า ช่วยกันแปล ทำบ่อยทุก ๆ วัน เพื่อ ‘สร้างทางด่วนในสมอง’ จากการจดจำระดับลึก”
อายูบอกว่า ‘ทักษะภาษา’ ที่แข็งแรง มีขอบเขตความหมายกว้างไกลกว่าเพียง ‘การสื่อสาร’ แต่ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการหล่อหลอมวิธีคิด ทัศนคติ และคือวัตถุดิบชั้นดีของการก่อร่างสร้างบุคลิกภาพ
“เพราะทักษะภาษาเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบความคิด มันช่วยให้ฝึกใช้ไหวพริบ การรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ หรือการจัดการอารมณ์ความรู้สึก และสิ่งเหล่านี้เองที่จะค่อย ๆ สลักเสลาตัวตน สะท้อนออกมาในบุคลิกภาพ และกลายเป็น ‘เลนส์’ ที่เด็กใช้มองโลกไปจนโตเป็นผู้ใหญ่”


ส่วนในห้องเรียน เมื่อวันที่ได้ฝึกสอน ‘ครูอายู’ เริ่มทำสื่อการสอน ปรับชั่วโมงเรียนให้ผ่อนคลาย เน้นใช้ภาษาถิ่นเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนค่อย ๆ ปูพื้นภาษาไทยในบทเรียน แล้วจึงเพิ่มระดับความยากตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน
“เราเองเป็นเด็กที่มีภาษามลายูเป็นภาษาแม่ เคยติดขัดไม่เข้าใจ เคยกังวลจนเรียนไม่รู้เรื่องมาก่อน เราก็เอาประสบการณ์ส่วนตัวมาใช้ออกแบบการสอน เอาใจใส่กับจังหวะการเพิ่มหรือลดระดับความยากง่ายของบทเรียน แล้วการเรียนภาษาสำคัญมากที่เด็ก ๆ ต้องสนุก ไม่เบื่อ เพราะจะช่วยให้เรียนรู้เร็วขึ้นและเข้าใจสองภาษาไปพร้อมกันได้ดี”
ครูอายูพูดถึงความท้าทายในภารกิจยกระดับทักษะภาษา ว่าในช่วงแรก ๆ ก็มีบ้าง เพราะต้องพยายามปรับแผนการสอนให้ทันกับช่วงเวลาที่ยืดยาวออกไป ด้วยต้องแปลสลับไปมาสองภาษา แต่เธอบอกว่า “ระยะยาวถือว่าคุ้มค่ะ เมื่อเด็กเข้าใจมากขึ้นเวลาที่ใช้ก็จะน้อยลงเอง”
อีกหนึ่งจุดเด่นของ ‘วิชาครูอายู’ คือการพัฒนาสื่อการสอน เธอนำโซเชียลมีเดียและเอไอมาเป็นผู้ช่วยสอน ห้องเรียนจึงมักหรรษาด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และกลายเป็นการจุดประกายให้เด็กสนใจอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง
“เราพบว่าถ้าเอาสื่อมาใช้ถูกจุด ปรับเอาเทคโนโลยีเอไอมามีส่วนร่วม บรรยากาศในห้องเรียนจะลื่นไหล เด็กจะเข้าใจแก่นของภาษาว่าคือการสื่อสาร คือการทดลองฝึกพูดฝึกฟังให้บ่อย ถึงตรงนั้นวิธีคิดจึงเปลี่ยน เขาจะกล้าพูดกล้าแสดงออก กล้าโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ หยิบถ้อยคำมาใช้งานได้ทันทีเป็นธรรมชาติ ซึ่งเรามองว่าทักษะนี้จะช่วยมากในวันที่โตไปเรียนระดับสูงขึ้นหรือในการทำงาน ที่ไม่ว่าจะอยากไปไหน เขาก็สามารถจะไปได้”

วันนี้ที่พบกัน คือช่วงนับถอยหลังก่อนบรรจุเป็นครูเต็มตัว เธอบอกว่าสี่ปีผ่านมาคือประสบการณ์ล้ำค่า แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่แอบนึกถึง ‘เด็กคนนั้น’ ที่เขินอายทุกครั้งเมื่อต้องใช้ภาษาไทย เด็กที่เคยก้มหน้านิ่งไม่สบตาเพราะกลัวพูดติดสำเนียง และ ‘ตายไมค์ทุกครั้ง’ เมื่อต้องสื่อสารต่อหน้าผู้คน
ภาพนั้นเป็นอย่างไร คงมีแต่เธอเท่านั้นที่รู้ เพราะตรงหน้านี้เราเห็นเพียงครูคนหนึ่ง ที่เผยเรื่องราวของเธอด้วยรอยยิ้ม เรียบเรียงความคิดลื่นไหล เป็นคุณครูที่เปี่ยมชีวิตชีวา มีเป้าหมาย และพร้อมมากกับเส้นทางใหม่ในบทต่อไปของชีวิต ณ โรงเรียนที่ชุมชนบ้านเกิด
“เราคิดว่าที่นั่นคือที่ของเรา เราเกิดที่นั่น โตที่นั่น และเตรียมเริ่มเส้นทางใหม่ที่นั่น เรามองตัวเองเป็นครูที่ยังต้องพัฒนาอีกมาก แต่แน่นอนว่าเราจะไม่ยืนอยู่แค่จุดนี้ …เพราะการเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่นั่น คือเป้าหมายสุงสุดที่เราตัดสินใจมาเป็นครู”
กสศ. ขอแสดงความยินดีกับ ‘ครูรอฮายู’ และครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 ทุกคน ในโอกาสสำเร็จการศึกษาและก้าวสู่บทใหม่ของชีวิตบนเส้นทางวิชาชีพครู พร้อมเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างสนับสนุนทุกความตั้งใจ เพื่อให้คุณครูได้เติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเด็ก ๆ และชุมชนบ้านเกิดดังที่ตั้งใจไว้