ในวันที่โลกอยู่ในภาวะสงคราม เพิ่งผ่านพ้นโรคระบาดใหญ่ และมีภัยพิบัติเกิดขึ้นสม่ำเสมอ เรามีเด็กและเยาวชนกว่า 273 ล้านคนทั่วโลกที่หลุดจากระบบการศึกษา
เมื่อราวปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยูเนสโกเปิดเวทีถกปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั่วโลก ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเวทีแห่งนี้ ประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอโมเดล ‘Thailand Zero Dropout Plus’ ในงานเปิดตัวรายงาน GEM Report 2026: Countdown to 2030 – Access and Equity โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะตัวแทนประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC)
ท่ามกลางผู้ฟังที่เป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องการศึกษาจากหลายประเทศทั่วโลก ไกรยสนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจากข้อมูลจริงสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ผ่านโมเดล Thailand Zero Dropout Plus โดยได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ
บทสัมภาษณ์นี้คือการเล่าถึงบรรยากาศและเนื้อหาที่นำเสนอในงานวันนั้น รวมถึงเจาะลึกภาพรวมการศึกษาไทย การแก้ไขปัญหาด้วยการศึกษายืดหยุ่น ทิศทางของ Thailand Zero Dropout และความฝันเรื่องการเรียนรู้ของมนุษยชาติ
งานประชุมยูเนสโกที่จัดขึ้นที่ฝรั่งเศสในปีนี้ วาระสำคัญของงานคือประเด็นอะไร
วาระของงานนี้สืบเนื่องจาก ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งมีช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2016-2030 กล่าวคือทุกประเทศทั่วโลกลงนามปฏิญญากันว่าภายในปี 2030 เราจะต้องบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ด้านในการทำให้โลกได้รับการพัฒนาที่ยั่งยืน และตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วง 5 ปีสุดท้าย ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่โลกจะทำตามปฏิญญาที่ตั้งกันไว้ให้สำเร็จ
หนึ่งในเป้าหมาย 17 ด้านนั้นคือเรื่องของการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (SDG 4) ซึ่งมีรากฐานมายาวนาน สืบย้อนไปได้ตั้งแต่ ‘ปฏิญญาจอมเทียน’ ในปี 1990 ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของคำว่า ‘Education for All’ หรือ ‘การศึกษาเพื่อปวงชน’ โดยมีเจตนารมณ์ว่า เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจนหรือมีอุปสรรคใดๆ ในชีวิต พึงได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคโดยทั่วกัน

ตอนนั้นเราตั้งเป้าหมายในเรื่องการศึกษาเสมอภาค 6 ปีสำหรับเด็กทุกคนในโลก และต่อมาก็ยังเป็นเป้าหมายใน ‘เป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ’ (Millennium Development Goals: MDGs) ในการประชุมสุดยอดสหัสวรรษของสหประชาชาติ ปี 2000 ด้วย และยังวางเป้าหมายต่อมาใน SDGs
ในปี 2026 นี้เราก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ แต่ในินีน SDGs ก็มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนปีของการศึกษาเป็น 9 ปี หรือ 12 ปี แล้วแต่ประเทศ ซึ่งก็เป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญที่จะท้าทายตัวเอง
ตอนนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายเรื่องการศึกษา เช่น เกิดการระบาดของโควิดเมื่อปลายปี 2019 ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากกว่า 270 ล้านคนทั่วโลก พอตอนนี้เกิดภาวะสงครามและการถดถอยทางเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษาก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้โอกาสในการบรรลุเป้าหมายในอีก 5 ปีก็ค่อนข้างจะริบหรี่
ที่ประชุมเลยคุยกันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือทำเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็น ทำอย่างไรให้ผู้นําโลกเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้เสียที เขาก็เลยเอาประเด็นเรื่อง access (การเข้าถึง) และ equity (ความเสมอภาค) เป็นธีมสำคัญของการประชุมครั้งนี้
บรรยากาศในงานการประชุมเป็นอย่างไรบ้าง
การประชุมครั้งนี้ใช้สำนักงานใหญ่ยูเนสโกที่ปารีสเป็นจุดรวม มีผู้นำระดับสูงของยูเนสโกและรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกว่า 20 ประเทศทั่วโลกมาประชุมร่วมกัน ซึ่งสำหรับประเทศไทยเขาเชิญ กสศ. ไปในเวทีนี้ด้วย
ตอนเริ่มประชุมกัน ผู้นำยูเนสโกเขาเท้าความว่าบริเวณรอบสำนักงานยูเนสโกมีแต่สำนักงานที่เกี่ยวกับสงครามมาเป็นร้อยปีแล้ว แล้วเขาก็พูดว่าในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ฝั่งตรงข้ามของสำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโกมีการประชุมของเครือข่ายความมั่นคงที่กำลังพูดถึงสงครามในอิหร่าน แต่ในห้องประชุมนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา เคยบอกเอาไว้ว่า “การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก”
จากรากวิธีคิดทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่าเรื่องการศึกษามีความลึกซึ้ง การศึกษาเป็นกระดุมเม็ดแรกที่จะนําไปสู่หลายสิ่งหลายอย่าง ผู้นําเรื่องการศึกษาโลกเขาไม่ได้มองการศึกษาเพื่อวุฒิปริญญาหรือเพื่อคะแนนสอบมาตรฐาน แต่เขามองการศึกษาเป็นหนทางสู่สันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก
กสศ. ในฐานะตัวแทนประเทศไทยขึ้นไปนำเสนอเรื่องอะไรบ้าง
เขาเริ่มต้นเวทีด้วยเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา คุยเรื่องนวัตกรรมในการจัดการศึกษาในโรงเรียนและในระบบการศึกษา มีรัฐมนตรีจากหลายประเทศมาพูดเรื่องนี้ในชุดแรก ส่วน กสศ. ได้รับเชิญไปพูดในชุดที่สอง เรื่องนวัตกรรมและความก้าวหน้าของนโยบายการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งเราเป็นตัวแทนเพียงประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิก
ผมได้รับเกียรติจากทางยูเนสโกไปแชร์เรื่อง ‘จากข้อมูลจริงสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ผ่านโมเดล Thailand Zero Dropout Plus’ เพื่อสะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เราใช้ข้อมูลในการค้นหาเด็กเหล่านี้ให้เจอ แล้วเอาข้อมูลนี้ไปปลดล็อกและสร้างโอกาสให้เด็ก เราใช้การกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ช่วยค้นหา และบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านสุขภาพ ด้านการพัฒนาคน ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กด้วย


เราเริ่มต้นด้วยตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษากว่าล้านคน ซึ่งทำให้คนเซอร์ไพรซ์ว่าทำไมมากขนาดนี้ แต่เมื่อทำงานกันไปแล้ว เราเห็นว่าตัวเลขนี้ทำให้เห็น ‘เรื่องราว’ และ ‘โอกาส’ ในการร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน ทุกวันนี้แทบทุกหน่วยงานมีนโยบาย Zero Dropout ของตัวเอง และมีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ทำให้เห็นว่าจากนโยบายของรัฐบาลสามารถนําไปสู่นวัตกรรมที่ต่อยอดได้
ผลตอบรับในที่ประชุมเป็นอย่างไรบ้าง
เราได้รับคําชื่นชมจากทางยูเนสโก เขาบอกว่าจะเอาเรื่องราวและความก้าวหน้าของไทยไปเผยแพร่ ซึ่งภายในหนึ่งวันหลังจากนั้นเขาก็เผยแพร่เรื่องนี้ในหน้าเว็บไซต์ของยูเนสโก และเชิญชวนให้หน่วยงานในหลายประเทศมาดูตัวอย่างจากประเทศไทย
เป็นเรื่องน่าดีใจสำหรับประเทศไทยที่ตอนนี้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เราก็หวังว่าคนจะยังนึกถึงประเทศไทยถ้าพูดถึงความเสมอภาคทางการศึกษา นึกถึงปฏิญญาจอมเทียน นึกถึงมติ ครม. ปี 2548 ที่เราให้โอกาสทางการศึกษาโดยไม่เกี่ยงสัญชาติและเชื้อชาติแก่เด็กและเยาวชนทุกคนในประเทศไทย รวมไปถึงการจัดตั้ง กสศ. ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน และหวังว่าคนจะนึกถึง Thailand Zero Dropout Plus ในตอนนี้ด้วย
คำว่า Plus ที่เพิ่มมาข้างหลัง มีการขยายจากเดิมอย่างไรบ้าง
พอเราทำ Thailand Zero Dropout ไปสักหนึ่งปี เราเริ่มรู้แล้วว่าสาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กออกจากระบบการศึกษานั้นป้องกันได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรรอให้เด็กออกไปแล้วค่อยตามกลับมา
เรามีข้อมูลว่าเด็ก 2 ใน 3 คนไม่อยากกลับมาเรียน เรื่องนี้ผมก็แลกเปลี่ยนในเวทียูเนสโกด้วยว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ออกไปแล้วไม่ค่อยอยากกลับมา ซึ่งในการแก้ปัญหานี้ยากมาก ใช้เงินเยอะ ใช้พลังคนเยอะ ต้องไปคุยกับเด็กหลายรอบ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคืออย่าให้เขาหลุดออกมาตั้งแต่แรก
แล้วพอเราเกิดวิกฤตน้ำท่วมปีที่แล้ว ทั้งสงขลา อยุธยา และอีกหลายจังหวัด เราก็คิดว่าการแก้ปัญหา Thailand Zero Dropout จะทำเฉพาะกับเด็กที่ออกจากระบบอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำคู่ขนานกันไป ถ้าจะให้ ‘ซีโร่’ ก็ต้องป้องกันตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นสิ่งที่เราเสนอต่อคณะกรรมการ Thailand Zero Dropout
ดังนั้น Plus ในที่นี้คือการป้องกันเด็กหลุดจากระบบได้ด้วย เราทำงานกับเด็กที่เสี่ยงหลุดเพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลุดได้ และสามารถทำงานกับเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤตสงคราม วิกฤตน้ำท่วม หรือภัยต่างๆ ได้ ดังนั้นจึงทำให้เกิดนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ที่รัฐบาลขยายความครอบคลุมไปถึงตรงนี้


จากข้อมูลที่ว่าเด็ก 2 ใน 3 คนไม่อยากกลับไปเรียน สาเหตุอะไรที่ทำให้เด็กไม่อยากกลับไปเรียน แล้วการศึกษายืดหยุ่นจะเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างไร
โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กว่าเขาไม่อยากเรียน ผมเจอหลายคนบอกว่าเด็กขี้เกียจหรือเปล่า เด็กเกเรหรือเปล่า แต่ผมอยากตอบอย่างนี้ว่า เด็กทุกคนมีแสงในตัวเองนะ เราต้องหาให้เจอ บางทีด้วยรูปแบบการศึกษาที่มีลู่เดียว ต้องมุ่งสู่มหาวิทยาลัย เรียนวิชาการเยอะ หรือเรียนในเนื้อหาที่เด็กไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ก็ทำให้เขาไม่อยากกลับไปสู่เส้นทางแบบเดิม เพราะฉะนั้นการศึกษายืดหยุ่นจึงเป็นมาตรการที่เราเตรียมไว้
เราคุยกับทางยูเนสโกแล้วด้วยว่าใน GEM Report ปีหน้า เราจะเสนอเรื่องการศึกษายืดหยุ่นนะ นี่เป็นเส้นทางที่เราตั้งใจจะเดินอยู่แล้ว ว่าการจะทำให้เด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษามันต้องยืดหยุ่นกว่าเดิม ต้องตอบโจทย์ชีวิตเขามากขึ้น และต้องมีความต่อเนื่องให้เขาได้รับการสนับสนุนจากรอบด้าน ถ้าทำได้เราเชื่อว่าเด็กจะเปลี่ยนใจ จริงๆ แล้วลึกๆ เด็กเขาก็อยากเรียนรู้ อยากพัฒนาตัวเอง อยากเป็นคนสำคัญ อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างและสังคมเช่นกัน
โจทย์เรื่องหลุดจากระบบการศึกษาตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน?
โจทย์ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน เราต้องมองรอบตัวเด็กเพื่อติดกระดุมเม็ดแรก หาให้เจอว่าเด็กมีปมอะไร โจทย์อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากระบบการศึกษา เด็กต้องใช้ใครและใช้วิธีการอย่างไรในการปลดล็อกเรื่องนั้นให้ได้ ถ้าใจเขาอยากจะกลับมาเรียน เรื่องความยากจนเรามีงบประมาณให้ สามารถไปจัดการตรงนั้นต่อได้
เรื่องครอบครัวก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ หรือไม่ได้อยู่กับคนที่แคร์เขาจริงๆ เราจะทำอย่างไรให้เขามีสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ ครูจะเข้ามาช่วยจัดการระบบนิเวศรอบตัวเด็กอย่างไรได้บ้าง เราจะทำอย่างไรให้เขากลับบ้านแล้วไม่ซึมเศร้า ทำอย่างไรให้เขากระหายการเรียนรู้ และก้าวเดินไปข้างหน้าได้
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มีวงรอบในการแก้ไขปัญหาไปทีละปม ทีละเรื่อง โดยเอาเด็กเป็นตัวตั้ง เราจึงต้องมีผู้จัดการรายกรณี (case manager) มีการวางแผนการดูแลช่วยเหลือเด็ก (individual care plan) และการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้ทรัพยากรจากทุกหน่วยงานมาจัดการตรงนี้ให้ได้
การดำเนินงาน Thailand Zero Dropout ตอนนี้ดำเนินไปได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้วถ้าเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
ตอนนี้ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาที่กลับเข้ามามีประมาณ 300,000 คน คิดเป็นประมาณ 20-30% ของเด็กที่หลุดจากระบบ ซึ่งก็ถือว่ามีความก้าวหน้าพอสมควร แต่ตอนนี้เรามีเด็กที่ทั้งไหลเข้าและไหลออก เราเอาเด็กกลับเข้ามาในล็อตที่แล้วได้ก็จริง แต่ก็มีเด็กล็อตใหม่ที่ออกไปด้วย อย่างช่วงปิดเทอมนี้ก็จะมีเด็กล็อตใหม่ออกจากระบบการศึกษาอีก เพราะฉะนั้นเราต้องดึงเด็กเข้าและป้องกันไม่ให้เด็กออกคู่ขนานกันไป
อีกเรื่องที่สำคัญคือการปลดล็อกการศึกษายืดหยุ่น เรามีไทม์ไลน์ในการเอาเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีหลายเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เรื่องการสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์เรียนรู้ตามมาตรา 12 ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับกรอบของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ว่าจะออกมาได้เร็วแค่ไหน และหลักสูตรฉบับใหม่จะออกมาเป็นทางการได้เต็มที่แค่ไหน การแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นโจทย์เรื่องนี้มีหลายองค์ประกอบที่ต้องเดินคู่ขนานกันไป
ตอนนี้เรื่องการเชื่อมข้อมูลเด็กนอกระบบการศึกษาในไทยถือว่าเรียบร้อยครบถ้วนหรือยัง
ข้อมูลเรื่องเด็กนอกระบบการศึกษาเรียบร้อยครบถ้วนในแง่ของภาพรวม เรารู้แล้วว่าเด็กล้านคนนั้นอยู่ที่ไหน แต่ละหน่วยงานก็ออกไปค้นหาเด็ก ตอนนี้เรายังรอการเอาข้อมูลกลับมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เกิดภาพรวมในแง่การทำงานต่อเนื่องเป็นรายปี
อย่าลืมว่า Thailand Zero Dropout เพิ่งเริ่มมา 2 ปี เราต้องให้เวลากับเรื่องนี้และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เกิดดอกผลความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
ยังมีบางกลุ่มในสังคมที่ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีงบสนับสนุนหรือมีการปรับกติกาสำหรับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา จนถึงขั้นตั้งคำถามว่าทำไมไม่เอาเงินไปสนับสนุนเด็กที่อยู่ในระบบให้เต็มที่ไปเลย เราสามารถอธิบายเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง
ปกติเรามีงบเรียนฟรี 15 ปีอยู่แล้ว ใช้เงินหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นเรื่องความเสมอภาคในแนวราบ งบประมาณแผ่นดินมีให้เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กที่เรียนดีหรือเด็กที่ทำทุกอย่างได้ตามปกติ เขาได้สิทธิตรงนั้นอยู่แล้ว แต่ศาสตร์ของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นมีความเหลื่อมล้ำแนวดิ่งด้วย เช่น เด็กเกิดมาพิการ อยู่ในครอบครัวแยกทางกัน อยู่ในครอบครัวยากจน ฯลฯ เด็กที่มีโจทย์ความเหลื่อมล้ำแนวดิ่งนี้คือสาเหตุที่เราต้องมีงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้เด็กเหล่านั้นมีโอกาสที่เสมอภาค
บางโจทย์ของเขาอาจจะยากกว่าเด็กทั่วไปอีกนะ เพราะเขาต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย เขาใช้แรงในการเรียน รัฐบาลไม่ได้ไปเรียนแทนเขา เขาใช้ความตั้งใจ ความพยายาม และการฝ่าฟันอุปสรรคด้วยตัวเอง จำนวนชั่วโมงที่เขาใช้ในการแก้ไขปัญหาชีวิตของเขา เขาเป็นคนจ่ายเอง เพียงแต่รัฐบาลไปเติมเต็มสิ่งที่ต้องใช้เงินหรือทรัพยากร เพื่อให้เด็กเหล่านี้ไปถึงฝั่งได้
ตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มีจำนวนเด็กที่เกิดมากแล้ว เราเหลือเด็กเกิดเพียงแค่ปีละประมาณ 400,000 คนเท่านั้นเอง ดังนั้นเราไม่สามารถปล่อยให้เด็กแม้แต่คนเดียวออกไปจากระบบการศึกษาได้ เพราะฉะนั้นนี่คือการลงทุน เมื่อพวกเขาเหล่านี้ได้รับการศึกษาที่ดีก็จะมีเงินเดือนเกินกว่า 15,000 บาท แล้วเข้าสู่ฐานภาษี ตลอดช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งต้องจ่ายภาษีเงินได้ จ่าย VAT ไปจนถึงจ่ายภาษีสรรพสามิต ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาจ่ายคืนในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมาชดเชยงบประมาณที่รัฐให้เขาในช่วงของการศึกษาอยู่แล้ว
ถ้าเราช่วยให้เขาไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา เขาจะไปได้มากกว่าแค่ฐานภาษีพื้นฐาน แต่เขาจะเป็นเจ้าของกิจการ เขาจะเป็นผู้บริหาร เขาจะสามารถสร้างสิ่งต่างๆ มากมายให้อนาคตของประเทศรวมถึงตัวเขาเองด้วย แล้วทำให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด

มีตัวเลขในรายงานการศึกษาของยูเนสโกที่อ้างอิงจากข้อมูล กสศ. ว่า เด็กยากจนที่จบ ม.3 ในไทย มีเพียง 13.5% ที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ เราควรมองประเด็นนี้อย่างไร
ค่าเฉลี่ยของการเรียนระดับมหาวิทยาลัยของเด็กและเยาวชนไทยอยู่ที่ประมาณ 33-35% เพราะฉะนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วเยาวชนไทยอายุ 18 ปี ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยนะ และในเด็กกลุ่มยากจนมีเพียงราว 13% ที่เข้าสู่การเรียนมหาวิทยาลัยได้ อันนี้คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
นี่คือสาเหตุที่ กสศ. เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดนี้ เพื่อหวังว่าจะนําไปสู่การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้ทุนการศึกษากับเด็กเหล่านี้เพื่อให้มีหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพราะ กสศ. คงไม่สามารถให้ทุนเด็กทุกคนในการเรียนมหาวิทยาลัยได้ อีกทั้งประเทศเรามีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อยู่แล้วด้วย แล้วตอนนี้ กยศ. ก็เชื่อมโยงข้อมูลกับ กสศ. แล้ว สามารถอ้างอิงหลักฐานว่าหากใครเคยได้ทุน กสศ. มาก่อน ก็สามารถสมัคร กยศ. ได้เลยเหมือนกัน
แต่ในอนาคต วุฒิปริญญาตรีก็อาจไม่ใช่เหตุผลความจำเป็นหลักที่คนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จอีกต่อไป มันมีอะไรมากกว่านั้น เช่น ทักษะต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งการจะไปถึงตรงนั้นได้ เราจำเป็นต้องทำให้การศึกษายืดหยุ่นต่อยอดไปถึงปลายทางได้
โจทย์ก็คือไม่ใช่แค่เด็กได้เรียน แต่เรียนแล้วต้องเอาไปทำอะไรได้ด้วย?
โจทย์คือเด็กแต่ละคนเขาอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ประเทศนี้อยากเห็นเยาวชนประสบความสำเร็จในเรื่องไหน หรืออยากให้สนใจเศรษฐกิจฐานบริการ (service economy) ด้านใด อุตสาหกรรม เทคโนโลยี การท่องเที่ยว หรือสุขภาพ ถ้าเรามีทิศทางและงบประมาณมาให้มากๆ เด็กจะเริ่มคิดออก เยาวชนและครอบครัวก็จะตัดสินใจง่ายขึ้นว่ามีเส้นทางของเขาอยู่ แล้วเขาก็จะเดินไปได้
ทุกวันนี้เราตอบคําถามกลับด้านกัน คือตอบก่อนว่าจะเรียนอะไร แล้วค่อยไปตอบว่าจะทำอะไร จริงๆ ต้องตอบก่อนว่าจะทำอะไร แล้วค่อยตอบว่าจะไปเรียนอะไร นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราพยายามให้การศึกษายืดหยุ่นทั้งหลายตอบโจทย์ชีวิตและอาชีพให้ได้
ถ้าเทียบในระดับโลก ประเทศไทยอยู่ระดับไหนในเรื่องการศึกษา
ถ้าดูในภาพใหญ่เรื่องการศึกษา เราอยู่อันดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
เรื่องโอกาสทางการศึกษา เรามีเด็กหลุดจากระบบประมาณ 8-10% ของประชากรเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ถ้าเราไปดูกลุ่มประเทศรายได้สูง แทบจะทั้งหมดเขามีจำนวนปีเฉลี่ยการศึกษามากกว่า 12 ปี ส่วนเราคือ 9 ปี (ป.1-ม.3) เราประกาศ พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ซึ่งเราหวังว่าในอนาคตเราจะทำให้เป็นเลขสองหลักได้สักที
ถ้าดูประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเรา ตอนนี้เขามีจำนวนปีเฉลี่ยการศึกษาอยู่ที่ 11 ปีแล้ว แล้วมาเลเซียกําลังจะออกจากกับดักรายได้ปานกลางภายในอีก 10 ปีข้างหน้า และถ้ามองในอัตราเร่งปัจจุบัน เวียดนามก็กําลังจะแซงเราแล้ว อินโดนีเซียก็เช่นกัน

ปัญหาเฉพาะตัวของไทยคืออะไร
ความไม่ต่อเนื่องในทางนโยบาย ใน 12 เดือนที่ผ่านมาเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมา 3 คน เรื่องนี้ส่งผลต่อทิศทางการทำงานในหลายเรื่อง เช่น พ.ร.บ.การศึกษา หลักสูตรใหม่ สูตรจัดสรรงบประมาณ ฯลฯ เรายังโชคดีที่เริ่ม Thailand Zero Dropout มาแล้วและยังมีความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และเรามีหลายเรื่องที่ต้องการการปลดล็อก เช่น การเทียบโอนหน่วยกิต การสร้างการศึกษายืดหยุ่น เรื่องหนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ ฯลฯ ถ้าเราได้รับการสนับสนุนตรงนี้ ก็เชื่อว่าจะมีการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่ดีขึ้นต่อไป
ถ้าเราทำ Thailand Zero Dropout สำเร็จแล้ว ก้าวต่อไปคืออะไร
คุณภาพการศึกษาที่ดี เราต้องรู้ว่าเด็กได้เรียนอะไร เขาได้เรียนในสิ่งที่ตรงกับศักยภาพและความสนใจของเขาไหม และตรงกับสิ่งที่ประเทศต้องการไหม อันนี้ยากมากเลยนะ คือถ้าบอกว่า Thailand Zero Dropout ยากแล้ว การทำให้ความเสมอภาคไปถึงคุณภาพการเรียนรู้ด้วย ยิ่งยากขึ้นไปอีก
เรามีโรงเรียนจำนวนมากที่ครูไม่ครบชั้น เรามีหลายโรงเรียนที่ไม่มีผู้อำนวยการ แค่จุดเริ่มต้นตรงนี้ เราจะทำให้มีการศึกษาที่มีคุณภาพเสมอภาคได้อย่างไร นี่คือโจทย์ต่อไปของการศึกษาไทย ต้องมีความเสมอภาคในแง่ของคุณภาพการเรียนรู้และทันต่อโลก ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร ว่าจะทำอย่างไรให้แต่ละโรงเรียนได้งบประมาณที่เสมอภาค
กลับมาที่เรื่อง SDGs ตอนนี้เขากำลังเริ่มกระบวนการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี 2030 หรือ Post 2030 ถ้าเราทำเรื่องการเรียนรู้เสมอภาคได้แล้ว เราก็ต้องถามตัวเองว่าการเรียนรู้คืออะไรในโลกยุคหลัง 2030 สำหรับมนุษยชาติ ในยุคของเอไอ เราต้องมาหาคำตอบว่าการศึกษาคืออะไร การเรียนรู้ที่ยังเป็นที่ต้องการในโลกยุคหน้าคืออะไร แล้วจะทำอย่างไรให้มีความเสมอภาคกันในนิยามของการเรียนรู้ในโลกยุคนั้น นี่เป็นโจทย์ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า