กสศ. นำเสนอ ‘Thailand Zero Dropout Plus’ บนเวทีโลก ปักหมุดไทยต้นแบบแก้เด็กหลุดระบบที่ UNESCO ยอมรับ สู่โค้งสุดท้าย SDGs ปี 2030

กสศ. นำเสนอ ‘Thailand Zero Dropout Plus’ บนเวทีโลก ปักหมุดไทยต้นแบบแก้เด็กหลุดระบบที่ UNESCO ยอมรับ สู่โค้งสุดท้าย SDGs ปี 2030

ยูเนสโกเปิดเวทีถกปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั่วโลก ท่ามกลางตัวเลขเด็กและเยาวชนกว่า 273 ล้านคน ที่ยังหลุดจากการเรียนรู้ ขณะที่ประเทศไทยนำเสนอโมเดล “Thailand Zero Dropout Plus” บนเวทีระดับโลก ในงานเปิดตัวรายงาน GEM Report 2026: Countdown to 2030 – Access and Equity ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะตัวแทนประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (APAC) นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจาก “ข้อมูลจริงสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” ผ่านโมเดล “Thailand Zero Dropout Plus”  ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO ภายใต้หัวข้อการอภิปรายระดับสูงว่าด้วยนโยบายแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ อิตาลี โมซัมบิก เฮติ และอาร์เมเนีย สะท้อนความเร่งด่วนของปัญหาการศึกษาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ในโอกาสนี้ ผู้จัดการ กสศ. ได้ร่วมหารือกับ Dr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานยูเนสโก และ Ms. Stefania Giannini ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา โดยเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการร่วมขับเคลื่อนนโยบาย “Zero Dropout” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปี 2030 (พ.ศ. 2573) พร้อมทั้งเตรียมความร่วมมือเพื่อออกแบบทิศทางการศึกษาโลก เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG 4

ด้าน Ms. Stefania Giannini เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนทั่วโลกกว่า 273 ล้านคน ที่อยู่นอกระบบการศึกษา และตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 พร้อมย้ำว่า “การเข้าถึงการศึกษา จะไม่มีความหมายเลย หากปราศจากความเสมอภาค” โดยเสนอให้แต่ละประเทศออกแบบระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง และให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก

“ข้อมูล” จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนระบบ

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยในการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ เริ่มจาก “การมีข้อมูลที่แม่นยำ” โดย กสศ. เชื่อมโยงเลขบัตรประชาชนกับฐานข้อมูลโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ค้นพบเด็กและเยาวชนที่ไม่เคยถูกมองเห็นมากกว่า 1 ล้านคน

ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นฐานสำคัญในการออกแบบนโยบาย และจุดประกายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (All for Education) ทั้งภาครัฐที่ยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ และภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนผ่านตลาดการเงิน เช่น การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของ บมจ.แสนสิริ เพื่อสนับสนุนโครงการราชบุรี Zero Dropout ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนสู่นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ในที่สุด

Ms. Stefania Giannini

จาก “เคาะประตูบ้าน” สู่การ “เคาะแผนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต”

กสศ. ได้นำข้อมูลไปสู่การทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ ผ่านเครือข่ายชุมชนและอาสาสมัคร เพื่อค้นหาและเข้าใจความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล

ผลสำคัญที่พบคือ เด็กเกือบ 2 ใน 3 ไม่ต้องการกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนแบบเดิม เนื่องจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและบาดแผลทางใจ นำไปสู่การพัฒนา “การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” เช่น

  • ระบบ Learning Passport และธนาคารหน่วยกิต ที่เปิดโอกาสให้สะสมผลการเรียนรู้จากหลายช่องทาง ทั้งศูนย์การเรียนและการฝึกอาชีพ
  • การสนับสนุนทรัพยากรแบบ “เฉพาะบุคคล” เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง

GEM Report ชี้ “คอขวด” การศึกษาสู่มหาวิทยาลัย

รายงาน GEM Report 2026 ยังอ้างอิงข้อมูลจาก กสศ. เพื่อสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง โดยพบว่า เด็กยากจนที่จบ ม.3 มีเพียง 13.5% ที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “คอขวด” ของระบบการศึกษาไทย ซึ่งส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (หน้า 219) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมีทางเลือกการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อทลายคอขวดทางการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดร.ไกรยส ภัทราวาท

กสศ.–ยูเนสโก เดินหน้าความร่วมมือสู่อนาคตการศึกษา

ด้าน Ms. Marina Patrier รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิกระบุว่า เอเชีย–แปซิฟิก ยังมีเด็กและเยาวชนกว่า 127 ล้านคน ที่อยู่นอกระบบการศึกษา ความร่วมมือระหว่างยูเนสโกและ กสศ. ผ่านกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA) จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง

โดยงานวิจัยร่วม ชี้ว่า “การศึกษาที่ยืดหยุ่น” เป็นตัวเปลี่ยนเกมในการลดความเสี่ยงของเยาวชนนอกระบบ (NEET) ขณะที่นวัตกรรมอย่าง Learning Coin ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเชื่อมการเรียนรู้กับโอกาสทางการศึกษาได้จริง

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน SDG 4 ในภูมิภาค และร่วมกับ UNESCO พัฒนาการศึกษาในยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI อย่างเหมาะสม และการออกแบบระบบการศึกษาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเสมอภาคและความพร้อมต่ออนาคตอย่างยั่งยืน

อ่านเนื้อหาฉบับเต็มเกี่ยวกับรายงาน GEM Report 2026
รับชมการประชุมย้อนหลัง Launch of the 2026 GEM Report: Access and equity