ท่ามกลางมุมมองส่วนหนึ่งต่อการศึกษาที่อาจจะมอง ‘ความสำเร็จ’ ผ่านใบปริญญา มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่หลุดไปตามรอยแยกของระบบ ทั้งความจน ปัญหาครอบครัว หนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ การบุลลี่ และถูกตีตราในแบบต่าง ๆ ฯลฯ
ทำให้เด็กบางส่วนมองว่าโลก คือสนามรบที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงกลายเป็นพื้นที่ทดลองครั้งสำคัญ เมื่อ ‘วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด’ ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่’ (Area-based Education : ABE) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อพิสูจน์ว่า การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต อาจเริ่มต้นที่ ‘แปลงเพาะผักไฮโดรโปนิกส์’ ก็ได้ และถ้าหากเราหยอดเมล็ดพันธุ์ลงถูกที่ และมีนั่งร้านที่แข็งแรงพอ เด็กกลุ่มนี้จะผลิบานได้อย่างสง่างามเพียงใด
หากมองอย่างผิวเผิน การที่ ผู้ใหญ่เอก เอกชัย ทิพยวัลย์ และคณะทำงานวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ชวนเยาวชนมาปลูกผัก ทำฟาร์ม หรือพาไปดูงานเรื่องสวนกล้วยหอม อาจดูเหมือนการฝึกแรงงานภาคเกษตรทั่วไป แต่ในความจริง นี่คือภาพหนึ่งของการสร้างคุณค่าตัวเอง ที่สามารถเปลี่ยนสถานะของเด็กจาก ‘ผู้รอความช่วยเหลือ’ ให้กลายเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพได้เหมือนกัน

“เราเห็นปัญหาในพื้นที่ชัดเจนครับ เด็กที่หลุดจากระบบส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิต กลางคืนไม่นอน เล่นเกม หรือบางกลุ่มก็ไปยุ่งเกี่ยวกับน้ำกระท่อม ในฐานะผู้นำชุมชน เรามองว่าถ้าปล่อยไว้ อนาคตชุมชนจะมีปัญหาแน่ เราจึงตัดสินใจ ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ ดึงเด็กกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ที่เราดูแลได้”

สุริยันต์ ชอบผล หรือกบ ประธานสภาองค์กรชุมชนท่าสะท้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นด้วยแววตาจริงจังว่า ปัญหาเด็กหลุดระบบในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งการมั่วสุม น้ำกระท่อม หรือการใช้ชีวิตล่องลอยกลางคืน รวมถึงกลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางด้านพัฒนาการ เผชิญโรคซึมเศร้า มีภาวะโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD ก็ถูกขับออกจากระบบไม่ต่างกัน
หนึ่งในบาดแผลใหญ่ของการศึกษาไทยคือการจัดการกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) และเด็กชายขอบเมือง ซึ่งมักจะถูกระบบคัดทิ้งเนื่องจากไม่สามารถนั่งนิ่งในห้องเรียนได้
“ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กที่ไม่จบ ม.3 หรือบางคนเรียนรู้ช้ากว่าปกติ เขาเลยไม่อยากเรียนต่อ อย่างเด็ก LD บางทีเขียนหนังสือไม่ได้ คิดเลขไม่ถูก แต่เขาชอบขายของ เราไม่เอาปมด้อยเขามาพูดในกลุ่ม เราทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนปกติ ให้เขาจับไมค์พูดแนะนำตัว ฝึกซ้ำๆ จนเขากล้าแสดงออก” กบ กล่าว
เอกชัย ทิพยวัลย์ หรือผู้ใหญ่เอก ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านท่าสะท้อน เล่าเสริมว่าถ้าเด็กมีปัญหา สักวันหนึ่งเด็กเหล่านี้ก็ต้องโตมาเป็นผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีปัญหาเหมือนกัน ดังนั้นแล้วหน้าที่ก็คือการช่วยเหลือกันและกัน

“เราเห็นเด็กกลุ่มนี้แล้วรู้สึกว่าถ้าปล่อยไว้ อนาคตชุมชนลำบากแน่ เราจึงใช้ความเป็นพี่น้อง ความเป็นจิตอาสาของคนในชุมชน เข้าไปดึงเขาออกมา มอบพื้นที่ปลอดภัยให้เขา แทนที่จะไปนั่งจับกลุ่มเสี่ยง ก็เปลี่ยนมานั่งในโรงเรือนแทน” ผู้ใหญ่เอกกล่าว
การทำงานของท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดไม่ได้เริ่มจากตำรา แต่เริ่มจาก ‘สายตา’ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการ ‘X-ray’ พื้นที่เพื่อค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบ เมื่อพบแล้ว โจทย์ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้เด็กที่เคยชินกับอิสระยอมเดินเข้ามาในโรงเรียนที่ชื่อว่าชุมชน
ในช่วงปีแรกที่วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดเข้ามาทำงานในฐานะหน่วยการเรียนรู้คือการเน้นการให้โอกาส และเปลี่ยนภาพจำจาก ‘เด็กมีปัญหา’ ให้กลายเป็น ‘สมาชิกของวิสาหกิจชุมชน’ โดยเน้นการยอมรับและไม่ตัดสินพฤติกรรมในอดีต
“เราไม่ได้มองว่าเขาเคยเป็นใคร เราไม่ได้เดินเข้าไปบอกว่า ‘คุณต้องเลิกยา’ แต่เราบอกว่า ‘มาลองทำสิ่งนี้ดูไหม’ เราใช้ความไว้ใจและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขามีที่ยืน เรามองว่าวันนี้เขาสามารถเป็นกำลังสำคัญของท่าสะท้อนได้ การให้ที่ยืนในวิสาหกิจชุมชน คือการบอกเขาว่าที่นี่คือบ้าน และเขามีค่าเสมอ” ผู้ใหญ่เอกกล่าว

นั่งสมาธิ ศึกษาดูงานนอกสถานที่ WorkShop จากสิ่งที่ต้องการ และได้ปลูกผัก คือกิจกรรมคร่าวๆ ที่หน่วยการเรียนฯ จัดให้เด็กๆ ทำ ซึ่งกิจกรรมหลักที่วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดไม่ขอเอ่ยถึงไม่ได้คือการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
“ไฮโดรโปนิกส์มันมีระบบของมัน มีรอบการเก็บเกี่ยวที่ชัดเจน และที่สำคัญคือเรามีตลาดรองรับที่แน่นอนเมื่อเด็กเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันไปปรากฏอยู่บนเชลฟ์ในห้าง เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีตัวตนในสังคมขึ้นมาทันที มันไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่มันคือการฝึกความรับผิดชอบและการวางแผนธุรกิจ”
จากจุดตั้งต้นเดิมที่หน่วยการเรียนรู้อยากให้เด็กมีอาชีพด้วยการปลูกผักไฮโดรฯ ขาย แต่ ณ ปัจจุบัน การปลูกผักได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ความรู้แบบไม่รู้ตัว
“เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่กับป่ายาง กับสวนผัก แต่เขาไม่เคยหันมาสนใจจริงจัง อีกอย่างมันเป็นการปฏิบัติที่ส่งผลได้จริง ขายได้จริง แปลงผักไฮโดรฯ ก็เลยเป็นหนึ่งในกิจกรรม เหมือนกับที่เราเรียนวิธีว่ายน้ำบนบก ถ้าไม่เห็นของจริง ไม่ลงน้ำจริง มันก็ทำไม่เป็น แต่พอเขาได้ลงมือทำบ่อยๆ มันเกิดความชำนาญ ความเคยชิน เขาก็สามารถทำเองได้”

แต่เมื่อทดลองปลูกผักไปจวบจนโครงการหน่วยการเรียนรู้เข้าเฟสที่ 2 ผู้ใหญ่เอกและทีมทำงาน ต้องหันกลับมามองการปลูกผักใหม่ในฐานะเครื่องมือสำคัญ
“777 รู้จักไหม คือการที่เราต้องใช้เวลาเพาะต้นอ่อน ซึ่งการเพาะต้องใช้ทั้งเวลาและสมาธิ เพราะเมล็ดผักเล็กมาก ค่าน้ำตอนเพาะก็ต้องวัดความเป็นกรดด่าง เมื่อรอต้นอ่อนแข็งแรงก็ย้ายลงกระถาง แล้วก็รอโตจนถึงเวลาที่จะตัดผักขายได้ ช่วงนี้ก็ต้องถ่ายน้ำปุ๋ยออก ใส่น้ำปกติเพื่อกันสารเคมีเวลาทำอาหาร หรือการตัดผักก็ต้องมีเทคนิค ถ้าตัดตอนสายผักจะขม ตัดตอนเช้าผักจะไม่ขมขายได้ราคาดี เทคนิคมีเยอะไปหมด” ผู้ใหญ่เอกแจกแจงให้ฟัง
‘โรจน์’ วโรจน์ สกุลโต นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ปรึกษาของวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด หน้าที่ของโรจน์คือเข้ามาเติมเต็มงานส่วนวิชาการ และการดูแลภาพรวมของหน่วยการเรียนรู้

“หลักๆ ถ้าน้องๆ ต้องการอะไร ทีมก็จะพยายามคุยกันเพื่อเอาความรู้เข้ามาเติมเต็ม อย่างการปลูกผักก็ต้องใช้ทั้งทฤษฎี และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาชี้แนะ” โรจน์บอก
ผู้ใหญ่เอก และโรจน์ มองตรงกันว่าการปลูกผักให้อะไรมากกว่าการปลูกผัก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการที่มักจะมีอาการที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
“เชื่อไหมว่าเราพาเขาไปนั่งสมาธิ เวลาทำกิจกรรมขอให้งดติดหน้าจอ กับตอนเพาะเมล็ดผัก พวกเขานั่งฟังเรา บางคนนิ่งขึ้น มีสมาธิขึ้น ยิ่งตอนเพาะเมล็ดที่ต้องใช้สมาธิมากๆ ในศาลาที่ทำกิจกรรมอยู่จะเงียบหมดเลย”

ผู้ใหญ่เอกเล่าว่าที่ผ่านมามีเด็กคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการพูด ไม่เข้าสังคม และขี้อาย แต่เด็กคนนั้นสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองการปลูกผัก จากงานการประชุมวิชาการระดับชาติ ขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 46 สิ่งนี้ทำให้หน่วยการเรียนรู้ภูมิใจมาก
“จากคนที่พ่อแม่ไม่คิดว่าจะรอด ตอนนี้ได้รางวัล ทุกคนชื่นชม มีภาพติดไว้ที่ศาลา กล้าพูด กล้าคุยมากขึ้น ได้กลับมามีที่เรียนอีกครั้ง ผมภูมิใจมากเลย” ผู้ใหญ่เอกกล่าว
เหมือนกับที่ กบ เสริมว่า สิ่งนี้อาจจะจุดเล็กๆ ที่สำคัญในแง่ของการทำงานของหน่วยการเรียนรู้
“ทำงานกับเด็กยากนะ และท้อด้วย บางคนก็มีงานหลายบทบาททั้ง อสม. ทั้งคณะกรรมการชุมชน ไหนจะอาชีพของตัวเอง แล้วพวกเขาก็เข้ามาเป็นทีมพี่เลี้ยงด้วย พอเด็กคนนั้นได้รางวัล เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กว่าสิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า มันรู้สึกดีมากเลยว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”

นอกจากการปลูกผัก ในเฟสแรก วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด ยังมีกิจกรรมเสริมที่ช่วยสร้างรายได้และฝึกความรับผิดชอบ เช่น การจ้างเด็กๆ มาช่วยในร้านขายของมือสองญี่ปุ่น เพื่อให้พวกเขาเห็นโอกาสในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ
“พอน้องอยากจะทำขายของเองจริงๆ เราก็บอกว่าพี่ๆ คอยสนับสนุนอยู่ เด็กก็ภูมิใจว่าตัวเองทำได้ และเราก็ยังอยู่ในกติกาของเราอยู่ หรือการปลูกผัก ทีมเราก็มีการดีลกับตลาด กับแผงห้างร้านที่รู้จักรับซื้อไปขายต่อ ไม่มีทางที่จะขายไม่ได้”

วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด มองว่าการให้อาชีพที่จำกัดในชุมชนแค่นั้นอาจจะยังไม่พอ การทำงานในฐานะหน่วยการเรียนรู้จึงขยับต่อไปที่การเปิดโลกของเด็กๆ ให้กว้างขึ้น
“ปีแรกเราเน้นเรื่องโอกาส แต่ปีนี้เราเติมเรื่อง ‘แรงบันดาลใจ’ ครับ เราพาเด็กๆ ออกไปดูโลกกว้าง พาไปดู ‘กะลาเงินล้าน’ ที่พัทลุง พาไปดูศูนย์เกษตรที่เกาะสมุย เพื่อให้เขาเห็นว่าวัสดุเหลือใช้ในชุมชนหรืออาชีพเกษตรกรมันสร้างมูลค่ามหาศาลได้ถ้ามีไอเดีย เราต้องการทลายกำแพงความคิดที่ว่าการอยู่บ้านนอกไม่มีอนาคต”
โรจน์เล่าว่าการพาไปดูความสำเร็จของ ‘กะลาเงินล้าน’ ที่พัทลุง หรือพาไปเปิดโลกทัศน์ที่สมุย คือการเปิดโลกทางความคิด ให้เด็กๆ เห็นว่าคนบ้านเราก็รวยได้ เก่งได้ ถ้ามีไอเดีย และการทำให้เด็กเห็นว่าทรัพยากรในบ้านเกิดสามารถเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคงได้
“สิ่งที่เราเติมขึ้นมาคือการทำเรื่องของการพาไปข้างนอก คือการไปศึกษาดูงานข้างนอก เพราะเรามองว่าเด็กเขาขาดโอกาสที่จะออกไปข้างนอก เราสอดแทรกการพาไปพัฒนาทักษะ พาไปศึกษาเรียนรู้ เพื่อให้เกิดไอเดีย ให้เกิดอะไรใหม่ๆ ให้เขาเห็น”
“ทุกกระบวนการที่เราพาไปเนี่ย เราจะคิดแล้วว่าเขาน่าจะพัฒนา ได้อะไรบ้าง เป้าหมายของเราคือการทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ก็ตาม” ผู้ใหญ่เอกกล่าว
ณ ปัจจุบันเยาวชนในกลุ่ม ยังมีการไลฟ์สดขายสินค้าที่โกดังสินค้ามือสอง ผ่านความร่วมมือที่ทางหน่วยการเรียนรู้เป็นผู้ประสานงานให้

วันนี้การปลูกผักที่ท่าสะท้อนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเกษตร แต่มันคือองค์ความรู้ที่กินได้ ผ่านการหยอดเมล็ดแห่งความเข้าใจ เพาะต้นอ่อนของโอกาส ที่พิสูจน์แล้วว่าการยอมรับและไม่ตัดสินสามารถสร้างชีวิตใหม่ได้จริง
“เป้าหมายของเราคือการทำให้เขาพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ก็ตาม”
คำว่า ‘เรา’ หมายถึงผู้ใหญ่เอก และทีมงานอีก 10 กว่าชีวิต ในการประคองเด็กที่หลุดจากระบบให้เดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ซึ่งความโดดเด่นของหน่วยการเรียนรู้ในสุราษฎร์ฯ คือ ‘ระบบทีม’ ที่เชื่อมประสานกันอย่างลงตัว
“ที่นี่มีทีมพี่เลี้ยง ที่เป็นทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อย่างนิต มีหัวหน้าชุมชนอย่างกบ มีทีมนักวิชาการและจัดการอย่างโรจน์ มีคนที่พร้อมช่วยเหลืออย่างบริษัทคิงส์วิชที่คอยรับซื้อผัก มีโกดังของมือสองที่รับเด็กๆ ในกลุ่มเราไปทำงาน”
ผู้ใหญ่เอก เล่าต่อว่าทีมทำงานไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนที่หายออกไปบ้าง มีทั้งคนที่ขอยุติหน้าที่ แต่ทุกคนที่หายหน้าหายตาไปก็สามารถกลับมาสู่การเป็นพี่เลี้ยง หรือทีมทำงานได้เสมอถ้าพร้อม
“บางคนทำหลายหน้าที่มาก เขาเลยขอหยุดออกไปจัดการสิ่งที่ทำอยู่ เราก็จะประชุมกันว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเพราะทุกคนเข้าใจเป้าหมายเดียวกันอยู่แล้ว การทำงานมันเลยต่อเนื่อง ซึ่งเวลามีกิจกรรม เราก็ยังเชิญคนที่ออกจากลุ่มไปเข้ามามีส่วนร่วม มาทำกิจกรรมร่วมกันเหมือนเดิมถ้าเขาพร้อมมา”
ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ดยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐแบบพึ่งพาพึ่งอาศัย

“บางทีการฝึกสอนเด็กเราต้องใช้ความเชี่ยวชาญ เลยต้องไปขอความร่วมมือกับภาครัฐ กับองค์กรท้องถิ่นบ้าง นอกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ใช้ติดต่อแล้ว ยังมีเคล็ดลับคือเราโพสเฟซบุ๊กขอบคุณ เพราะทำให้คนที่เข้ามาช่วยเราภูมิใจ แล้วหลังจากนั้นเขาจะอยากเข้ามาช่วยเราอีก หรือเราก็ต้องไปช่วยเขาคืนบ้างถ้าหน่วยงานต่างๆ เขาร้องขอมา”
โรนจ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ที่ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการหน่วยการเรียนรู้ของกลุ่ม คือตัวอย่างของการเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่าย
“อย่างโรจน์ ตอนแรกเขาไม่ได้มาทำงานกับเรานะ เป็นแค่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร แต่พอเราวางแผนว่าจะมีการปลูกผักเลยต้องใช้ความรู้เชิงวิชาการ เราก็ไปคุยไปดีลกับเขา ซึ่งพอเห็นความเป็นไปได้เขาก็เลยเข้ามาช่วยหน่วยการเรียนรู้แบบเต็มตัว ต้องขอบคุณเขาสำหรับงานเอกสาร การเติมเต็มองค์ความรู้แบบที่ชาวบ้านไม่ค่อยรู้”
ผู้ใหญ่ยังเอกยังฝากขอบคุณสมาชิกทีมอีกหลายๆ คน ที่ร่วมทำงานด้วยกันมา
ในโรงเรือนสีเขียวแห่งนี้ ผักสลัดอาจเป็นผลผลิตที่ส่งขายเลี้ยงชีพ แต่ ‘ความภาคภูมิใจ’ และ ‘โอกาส’ คือผลผลิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตเด็กๆ ท่าสะท้อนให้เติบโตอย่างสง่างามในบ้านเกิดของตัวเอง