“เด็กที่มาเรียนที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ส่งต่อมาจากโรงเรียนอื่น ๆ พอได้รู้จักกัน ก็ทำให้เรารู้ปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ และเข้าใจว่า การจะเติมความรู้เข้าไปยังไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับ ‘ให้ความรัก’”
“เราจึงตั้งใจว่า ในเมื่อได้เป็นครูแล้ว สิ่งแรกที่เราจะมอบให้เขาคือความรัก และจนถึงวันที่เด็ก ๆ พร้อมมากขึ้น ก็เป็นเวลาที่เราจะค่อย ๆ ‘เติมความรู้’”
‘ครูกะฟา’ ฟารีดะห์ ปิยา บัณฑิตโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 จากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กล่าวถึงความตั้งใจของเธอในวันรับใบประกาศนียบัตรและเข็มสัญลักษณ์ครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความพร้อมที่จะกลับไปทำหน้าที่ครู ณ บ้านเกิด ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 24 (บ้านบาโงยบาแด) ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
ครูกะฟาเล่าถึงชุมชนบ้านเกิดของเธอว่า แม้ที่อยู่จะระบุว่าอยู่ในเขตตัวเมือง แต่เมื่อเดินทางจากถนนสายหลักเข้าไปยังโรงเรียน เส้นทางจะค่อย ๆ แคบลง ผ่านตรอกซอกซอยที่มีอยู่มากมาย สองข้างทางเปลี่ยนเป็นพื้นที่ป่าโอบล้อม จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นชุมชนที่ซ่อนตัวอยู่จากโลกภายนอก และยังคงรักษาวิถีชีวิตกับวัฒนธรรมมุสลิมที่สืบทอดกันมายาวนาน

โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 24 มีนักเรียน 122 คน จุดเด่นของโรงเรียนคือการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการหลักคิดทางศาสนาเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชน ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ต่างศาสนาได้เข้ามาเรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน
“ที่นี่เรายึดวิถีชุมชนเป็นหลัก ดังนั้นเด็ก ๆ ไม่ว่ามาจากศาสนาอะไร ก็เรียนร่วมกันได้ ฝึกอ่านเขียนทั้งภาษามลายูและภาษาไทยไปพร้อม ๆ กัน” ครูกะฟาเล่า
จากเรื่องราวภายในรั้วโรงเรียน ครูกะฟาชวนมองออกไปยังชุมชนรอบข้าง ที่ซึ่งเด็กแต่ละคนต่างมีเงื่อนไขและข้อจำกัดในชีวิตแตกต่างกันออกไป
“เด็ก ๆ เราหลายคนมาจากศูนย์เด็กกำพร้า บางคนถูกส่งต่อมาจากโรงเรียนอื่น บางคนเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่ละคนจึงมีโจทย์การดูแลต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่คือเรื่องที่เราต้องเติมเต็มทักษะชีวิต และช่วยแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
“แต่ถ้าถามในฐานะครูที่กำลังจะกลับไปบรรจุเป็นครูชั้น ป.2 และอาจได้ดูแลชั้นเด็กเล็กด้วยในบางโอกาส เรามองว่าในช่วงต้นของชีวิต เด็ก ๆ ควรได้ปลูกฝังเรื่องมุมมองความคิด หรือเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานที่จะติดตัวต่อไป แล้วถึงเวลาที่พร้อมค่อยเน้นทักษะวิชาการ เพราะเราเชื่อว่าถ้าเขามีทิศทางชีวิตที่ชัดแล้ว การพัฒนาตัวเองให้เป็นคนเก่งมันทำได้ง่ายกว่า”

จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับเด็ก ๆ ครูกะฟาจึงตกผลึกว่า ‘ความรัก’ คือสิ่งสำคัญที่จะเชื่อมโยงเด็กเข้าหาครู และความรักในความหมายของเธอ ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเอ็นดูหรือความใกล้ชิดผูกพัน แต่หมายถึงความพยายามที่จะดูแลเด็กแต่ละคนให้ดีที่สุด ครอบคลุมทั้งเรื่องการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ความรักก็ไม่ได้หมายถึงการ ‘ใจดีอย่างไม่มีเงื่อนไข’
“ความรักของเราต้องมีกฎเกณฑ์ มีข้อตกลงที่จะทำตามเงื่อนไขร่วมกัน และถ้าเขาทำได้ก็จะมีรางวัล ซึ่งที่ผ่านมาในชั้นเรียนฝึกสอนเราได้ลองสร้างบรรยากาศห้องเรียนให้อบอุ่น พยายามใกล้ชิดกับเด็กทุกคน เพื่อให้เขาเปิดใจ
“แล้วถ้าเด็กเชื่อแล้วว่าเขาสามารถพูดคุยทุกอย่างกับครูได้โดยไม่ถูกตัดสิน เขาจะเห็นว่าครูคือที่พึ่ง คือคนที่เขาสามารถยึดเหนี่ยวไว้ได้”
พื้นที่ปลอดภัยที่ครูกะฟาพยายามสร้างขึ้นนี้เอง ค่อย ๆ เปิดทางให้เธอเข้าไปถึงหัวใจของเด็ก ๆ ได้มองเห็นทั้งบาดแผลในใจ ความอดทน และความพยายามที่จะเอาชนะข้อจำกัดในชีวิตของแต่ละคน ก่อนนำความเข้าใจเหล่านั้นมาเป็นต้นทุนในการออกแบบบทเรียนให้เหมาะสมกับลูกศิษย์เป็นรายคน
“บทเรียนของเรามีทุกอย่างตั้งแต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน มารยาทสังคม การกินอยู่ดูแลตัวเอง ความเห็นอกเห็นใจเพื่อน ๆ ซึ่งตัวเราเองจะพยายามปฏิบัติให้เขาเห็นด้วยบ่อย ๆ เพราะรู้ว่าเด็ก ๆ เห็นเราเป็นแบบอย่าง
“ฉะนั้นการสอนก็คือการทำให้ดู แล้วเพียงเวลาสั้น ๆ เด็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และพร้อมสำหรับบทเรียนที่ยากขึ้นเป็นลำดับ”


นอกจากความรัก ความอบอุ่น และความใกล้ชิดผูกพันที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้แล้ว ครูกะฟายังนำทักษะด้านเทคโนโลยีมาช่วยสร้างห้องเรียนที่ทันสมัย โดยประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบเนื้อหาและหลักสูตรให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน รวมถึงค้นหาสื่อการสอนรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งเกมและแอนิเมชัน เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้เด็กในพื้นที่ห่างไกล และเปลี่ยนห้องเรียนที่เคยน่าเบื่อให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสนุกสนาน
ในช่วงเวลาแห่งความยินดีของการรับเข็มสัญลักษณ์ครูรัก(ษ์)ถิ่น และการเฝ้านับถอยหลังสู่วันบรรจุเป็นข้าราชการครู ครูกะฟายังเล่าถึง ‘ความฝันสูงสุด’ ของเธอว่า อยากเป็นครูที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักเรียนได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นจากสองมือของเธอเพียงลำพัง
เพราะในฐานะครูของชุมชน ครูกะฟาตั้งใจจะดึงพลังจากผู้คนในบ้านเกิด ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งต่อความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในชุมชนเข้าสู่ห้องเรียนและโรงเรียนของเธอ
ด้วยความหวังว่า ความรัก คุณค่า นวัตกรรม และรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชน จะร่วมกันหล่อหลอมให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทั้งความรู้ ความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตัวเอง

กสศ. ขอแสดงความยินดีกับ ‘ครูกะฟา’ และครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 ทุกคน ในโอกาสสำเร็จการศึกษาและการก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตบนเส้นทางวิชาชีพครู พร้อมเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างสนับสนุนทุกความตั้งใจ เพื่อให้คุณครูได้เติบโตในวิชาชีพ และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเด็ก ๆ และชุมชนบ้านเกิดได้ดังที่วาดหวังไว้