ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยเปิดประตูอนาคตสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต
‘แพรวพราว’ ปารียา ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยเปิดประตูอนาคตสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต

ยังไม่ครบสองปีดี ที่ ‘แพรวพราว’ ปารียา ทองศฤงคลี หรือที่เธอเรียกตัวเองสั้น ๆ ว่า ‘แพรว’ จบหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตองครักษ์ ในฐานะนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เธอใช้เวลาเก็บประสบการณ์งานผู้ช่วยพยาบาลจากโรงพยาบาลสองแห่ง ก่อนผันตัวเป็นฟรีแลนซ์จัดตารางงานด้วยตัวเอง รับงานดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ทั้งที่โรงพยาบาลและตามบ้าน

เวลาที่เหลือ แพรวแบ่งไปเรียนรู้ทักษะด้านการตลาด พร้อมเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สร้างช่องทางสื่อสารเรื่องราวที่สนใจ บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม ชื่อ ‘สรุปแบบแพรวพราว’ (@praewproud.takenotes) และนอกจากวุฒิผู้ช่วยพยาบาล เธอยังพ่วงด้วยวุฒิปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต (ร.บ.) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ลงเรียนไว้ตั้งแต่มัธยมปลาย ซึ่งช่วยเปิดความเป็นไปได้ในอาชีพให้ยิ่งกว้างขึ้น สอดรับทัศนคติมองโลกของเธอ ที่ว่า ‘จะไม่จำกัดตัวเองกับอาชีพเดียว แต่จะพยายามค้นหาความสามารถที่มีในตัวเอง แล้วผลักดันต่อให้ไกลที่สุด’    

ถึงอย่างนั้นงาน ‘ผู้ช่วยพยาบาล’ ก็ยังเป็นที่หนึ่งในใจแพรวเสมอ ใช่เพราะเป็นจุดเปลี่ยนให้พบที่ทางตัวเอง แต่สำหรับแพรว ผู้ช่วยพยาบาลคือหน้าที่พิเศษ ที่มอบโอกาสให้เธอ ‘สัมผัสชีวิตหลากหลาย’ ซึ่งเติมเต็มความตั้งใจวัยเด็ก ที่เคยบอกตัวเองว่า “งานของฉันจะต้องเป็นสิ่งที่มอบความหมายให้กับตัวเอง และต้องสร้างประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนด้วย”          

ในวัย 21 ปี แพรวนิยามว่าชีวิตเธอแบ่งออกเป็นสองช่วงเท่านั้น คือ ‘ช่วงเรียนรู้’ และ ‘ช่วงไขว่คว้าโอกาส’ หรือถ้ากำหนดจากช่วงเวลา จะมี ‘ภาคแรก-ที่เริ่มตั้งแต่วัยเด็กจนเรียนจบมัธยมศึกษา’ ก่อนจะเป็น ‘ภาคหลัง-คือเมื่อได้เป็นนักศึกษาทุนผู้ช่วยพยาบาล จนมาถึงปัจจุบัน’   

“พูดได้ว่าเราคือผลผลิตของทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ซึ่งมีหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลเป็นเหมือน ‘ลิฟต์’ ช่วยยกตัวเราจากจุดหนึ่งขึ้นไปถึงอีกจุดหนึ่งได้ …ในแค่ไม่ถึงสองปี”

แพรวอธิบายให้เห็นจุดตัดของชีวิต ก่อนย้อนความจาก ‘ภาคแรก’ ช่วงที่หายใจเข้าออกเป็นงานพาร์ทไทม์ ซึ่งเปรียบได้กับ ‘แก่นแกนหล่อเลี้ยงชีวิต’ หลังเธอเริ่มทำงานตั้งแต่สิบขวบจนเรียนมัธยมปลาย ผ่านมาทั้งงานในร้านหมูกระทะ เป็นบาริสต้า ขายของออนไลน์ งานร้องเพลงในนร้านอาหาร และงานดีเจเปิดเพลงผ่านสตรีมมิ่งแอป ฯ

ทั้งหมดนี้แพรวใช้เวลาทั้งหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ช่วงหยุดวันสำคัญ จนถึงตลอดช่วงปิดเทอมกลางและปลายภาค โดยแลกกับค่าจ้างราว 500-600 บาทต่อสัปดาห์ เป็นเงินจุนเจือทางบ้าน ใช้จ่ายส่วนตัว และ ‘เก็บไว้ต่อเติมความฝันในการเรียนมหาวิทยาลัย’

หลายปีจากนั้น แพรวค่อย ๆ เปลี่ยนระดับชั้น มีหน้าที่รับผิดชอบการเรียนมากขึ้น คู่ขนานไปกับภาระค่าใช้จ่ายที่เติบโตตามกัน เธอยังตั้งใจทำงาน เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เรียนต่อ กระทั่งงวดเข้าปีสุดท้ายก่อนจบมัธยมปลาย ตอนที่หันไปเห็นเพื่อน ๆ สมัคร T-CAS กันหมดแล้ว แพรวถึงรู้ว่าแม้จะพยายามสักเท่าไหร่ แต่บางเรื่องก็ยังสุดมือคว้าจริง ๆ   

“ช่วง ม.6 เป็นจังหวะที่เหมือนหลังกำลังจะชนฝา เราได้ยินเพื่อนพูดกันเรื่องเรียนต่อ แต่ตัวเราก็ยังไม่รู้เลยว่าเอายังไงดี เพราะเงินเก็บที่มีคำนวณแล้วคงไม่พอสำหรับเรียนต่อ ส่วนสถานการณ์ทางบ้านช่วงนั้นก็ไม่ได้เป็นใจเท่าไหร่” แพรวเผยความกังวลจากช่วงเวลานั้น     

หากยามคับขันก็เป็นคุณครูแนะแนวที่นำ ‘ข่าวสำคัญ’ มาให้ ว่าคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กำลังเปิดรับนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี ซึ่งสำหรับแพรว พอรู้ว่าจะมีโอกาสเรียน และยังเป็นสาขาเกี่ยวกับการดูแลผู้คน อีกทั้งเป็นหลักสูตรระยะสั้นปีเดียวจบพร้อมทำงานทันที เธอจึงไม่มีอะไรให้ลังเล

ข้ามผ่านรอยต่อถึงปีการศึกษาถัดมา แพรวจึงได้เป็นนักศึกษาทุนผู้ช่วยพยาบาลรุ่นแรกของ มศว. แล้วจากตรงนั้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ‘ภาคหลัง’ ที่เจ้าตัวย้ำว่า คือ ‘ช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงระดับวิธีคิด’ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาจนวันนี้      

โดยขณะที่จากภายนอก มุมมองต่อทุนอาจอาจตีความหมายได้เป็นตัวเลขค่าเทอม ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ช่วยให้ชีวิตคล่องตัวขึ้น หรืออาจคือเงินเก็บสักก้อนไว้ให้อุ่นใจยามวิกฤต แต่แพรวกลับมองจุดเปลี่ยนครั้งนั้น ว่า คือ ‘โอกาส’ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของความพยายามของเธอ ให้ก่อเกิดผลลัพธ์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี   

“เราภูมิใจที่ได้ทำงานตั้งแต่เด็ก มันสอนอะไรเรามาก แต่หลังหลายปีของความพยายามบอกเราว่า ‘ไม่ว่าจะสู้เท่าไหร่ รายได้และโอกาสก็ยังเท่าเดิม’ การศึกษาจึงเป็นทางออกเดียวที่เราเชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลก็เป็นบันไดขั้นแรก ที่เราตั้งใจจะเอาความพยายามทั้งหมดมาทุ่มให้สุดตัวตลอดหนึ่งปีเต็ม เพื่อเปลี่ยนให้เป็นความรู้ เป็นใบประกาศ เป็นทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการจริง แล้วเอาไปใช้ได้ทันทีเมื่อเรียนจบ”

แพรวยังบอกว่าในหนึ่งปีนั้น ดอกผลที่งอกเงยในตัวเธอไม่ได้มีเพียงทักษะ ประสบการณ์ หรือโอกาสการได้งานทำ แต่คุณค่าอันเป็นที่สุดของการได้เรียนรู้ในฐานะนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง คือประตูบานใหม่ของความรู้เรื่องการบริหารจัดการชีวิตและการเงิน หรือคือ ‘กรอบความคิดแบบเติบโต’ (Growth Mindset) ซึ่งค่อย ๆ แทรกซึมจนเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเธอ ให้มุ่งสำรวจความสนใจและทักษะที่ซ่อนในตัวเอง เพื่อหาทางขัดเกลาเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ได้มากที่สุด

“ความคิดชุดนี้ส่งผลต่อเรามาก โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ นอกเหนือจากงานอาชีพที่รับผิดชอบตามปกติ อย่างที่บอกว่าเรารู้ตัวว่ารักในวิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล แต่ใจหนึ่งก็อยากจะอัปสกิลอื่นที่ทำได้ไปพร้อม ๆ กันด้วย เพราะเราอยากตั้งเป้าหมายให้ไกลขึ้นอีก อยากออกแบบชีวิตที่เหมาะกับตัวเราจริง ๆ โดยเอาความรู้ความสามารถทั้งหมดมาใช้ ทั้งทักษะผู้ช่วยพยาบาล ความรู้ด้านรัฐศาสตร์ที่นำทางให้เราสนใจอยากฝึกฝนงานการตลาด หรืองานคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ให้ทดลองสื่อสารเรื่องราวที่สนใจไปสู่ผู้คน เรามองว่าทั้งหมดนี้มีฐานจากฐานงานผู้ช่วยพยาบาล ที่พอทุก ๆ วันเราได้สัมผัสชีวิตที่หลากหลาย ก็ยิ่งกลายเป็นว่าเราอยากช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากขึ้น ทำประโยชน์ที่ส่งผลในวงกว้างขึ้น แล้วมันคือจุดเปลี่ยนที่มีความหมายจริง ๆ กับเราในช่วงสองปีผ่านมา”  

จากเด็กน้อยที่สู้ทำงานทุกอย่าง ตลอดช่วงเติบโตมีเพียงงาน การหาเงิน และที่เล็ก ๆ ในใจสำหรับความฝันอยากเรียนต่อ

วันนี้ เบื้องหน้าเราคือ ‘แพรวพราว’ ผู้กำลังถ่ายทอดความประทับใจจากงานดูแลผู้คน แบ่งปันเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากประสบการณ์ฝึกงานที่รัฐสภา และไอเดียคอนเทนต์แบ่งปันแรงบันดาลใจที่เล่าผ่านช่องของตัวเอง เธอบอกเล่าทั้งหมดด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบภาคภูมิใจ ทั้งยินดีจะพูดถึง ‘ภาคต่อไป’ ของชีวิต ณ จุดที่รู้สึกถึงความมั่นคงทางรายได้ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนให้กล้าวาดฝันและตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ต่อไป

“เราเคยผ่านจุดที่วนเวียนคิดแต่เรื่องเอาตัวรอด จนความฝันคืออะไรไม่เคยรู้ แต่ตอนนี้เราปักหลักยืนได้ เริ่มมองเห็นอนาคตไกลขึ้น จนที่สุดก็พบว่าฝันในใจเราคืออยากทำงานเพื่อช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น ทั้งการดูแลทางร่างกาย และการส่งต่อกำลังใจ แรงบันดาลใจ เพราะเราเชื่อจริง ๆ ว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของใครก็ตาม นั่นถือเป็นที่สุดของเป้าหมายชีวิตแล้ว     

“หลายปีจากนี้ สิ่งที่มองเห็นตัวเองคือเราจะทำหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาลอย่างดีที่สุด จะเรียนรู้พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเอาความสามารถของเราไปช่วยใครสักคนให้มีโอกาสมากขึ้น เพื่อให้เขาเชื่อว่าชีวิตคนเราเติบโตพร้อมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ และใครก็ตามก็สามารถพาตัวเองพ้นจากจังหวะชีวิตที่หาทางไปต่อไม่เจอได้ เช่นที่ตัวเราเคยผ่านมา”