“เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่แก้ปัญหาทั้งหมดได้ แต่ต้องใช้อย่างเท่าทันและมีทิศทาง” นี่คือสาระสำคัญจาก ‘Mario Piacentini’ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OECD บนเวที “ถอดรหัส PISA 2025 สู่ PISA 2029” โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อชี้เป้าการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้พร้อมรับกับอนาคตดิจิทัล ต่อจากนี้คือ มุมมองที่น่าสนใจจากมาริโอ

ผล PISA 2025 ชี้ เด็กไทยต้องการการศึกษาคุณภาพที่เสมอภาค
ผลประเมิน PISA 2025 ไทยคะแนนเริ่มขยับขึ้น โดยวิทยาศาสตร์ได้ 432 คะแนน คณิตศาสตร์ได้ 407 คะแนน ส่วนการอ่านอยู่ที่ 392 คะแนน แม้ตัวเลขนี้จะฟื้นจากปี PISA 2022 แต่ยังห่างไกลจากปี 2012 ที่เคยทำได้ถึง 441 คะแนน โดยเด็กไทยถึง 36.9% ยังตกเกณฑ์พื้นฐานทุกด้าน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เกือบเท่าตัว ขณะที่กลุ่มที่มีสมรรถนะสูงอย่างน้อยหนึ่งด้านกลับมีเพียง 1.2% เท่านั้น มองในภาพรวมเราจะเห็นภาพการฟื้นตัวจากช่วงโควิด-19 แต่คะแนนที่ปรับขึ้นยังไม่ชี้ถึงการเปลี่ยนในเชิงสถิติที่มีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า เด็กไทยยังต้องการการศึกษาคุณภาพอย่างเสมอภาค เพื่อให้ทักษะพื้นฐานพัฒนาขึ้นในระยะยาว เพราะถ้าพื้นไม่แน่นก็จะต่อยอดสมรรถนะที่ซับซ้อนได้ยาก

“วิกฤตทักษะการอ่าน” ทักษะที่เด็กไทยต้องเร่งแก้ไข
นอกจากผลคะแนน พฤติกรรมการทำข้อสอบยังสะท้อนสัญญาณน่ากังวล เพราะมีการตอบคำถามรีบร้อนเพิ่มขึ้นจาก 5% ในปี 2018 เป็น 9% ในปี 2025 พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับความเคยชินจากการเสพสื่อสั้นๆ บนสมาร์ทโฟน ส่งผลให้สมาธิและความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงลึกกับเนื้อหายาวๆ ซับซ้อนลดลง จนสะท้อนถึง “วิกฤตทักษะการอ่าน” โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ที่สำคัญ ปัญหาสำคัญของเด็กไทยไม่ใช่การเข้าไม่ถึงข้อมูล แต่คือการขาดทักษะวิเคราะห์เชิงลึก ประกอบกับการที่ AI สรุปข้อมูลได้ในเสี้ยววินาที ทำให้ผู้เรียนมีความเสี่ยงที่จะพึ่งเทคโนโลยีโดยไม่วิเคราะห์
ปริมาณการใช้ AI ไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่วัตถุประสงค์ของการใช้งานต่างหากคือตัวตัดสิน การใช้ AI เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาในระดับพอเหมาะช่วยเสริมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากใช้เพื่อทำการบ้านหรือลัดขั้นตอนการคิด จะกลายเป็นการบั่นทอนกระบวนการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์โดยตรง ดังนั้นโรงเรียนจึงควรมีนโยบายควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนที่ชัดเจน พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบการวัดผลจากการมองแค่คำตอบสุดท้าย มาเน้นกระบวนการตั้งคำถามและการประเมินเหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ
ผลสำรวจสะท้อนว่าเด็กราว 60% มองว่าโรงเรียนน่าเบื่อและไม่ช่วยเตรียมพร้อมสู่อนาคต แต่ในมุมของการแก้ปัญหาเชิงคำนวณกลับพบภาพที่น่าสนใจว่า เมื่อได้รับโอกาสและทรัพยากรที่เหมาะสม เด็กไทยจะจัดการกับโจทย์ซับซ้อนได้ดีเกินคาด สะท้อนถึงศักยภาพที่พร้อมเรียนรู้หากได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด

ทางออกคือ เสริมสมรรถนะเด็กไทยให้เท่าทันสื่อและเอไอ
การพัฒนาสมรรถนะอนาคตจึงต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของโลก หากกรอบ Learning in the Digital World (LDW) ใน PISA 2025 มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงคำนวณผ่านภารกิจซับซ้อน การก้าวสู่ PISA 2029 จะยกระดับอีกขั้นด้วย Media and AI Literacy (MAIL) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้วิจารณญาณและความรับผิดชอบ พร้อมฝึกให้เด็กตั้งคำถามกับสื่อรอบตัวเสมอ ภายใต้ 5 สมรรถนะหลัก ได้แก่
Reflect & Act: คิดสะท้อนอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบก่อนโต้ตอบกับ AI
Access & Use: เข้าถึง ค้นหา และจัดการข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
Analyse & Evaluate: ประเมินความน่าเชื่อถือ วัตถุประสงค์ และรู้เท่าทัน Deepfake
Participate & Collaborate: ทำงานร่วมกับผู้อื่นในโลกออนไลน์อย่างเข้าใจบทบาทของอัลกอริทึม
Create: ผลิตเนื้อหาและใช้ Generative AI อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ
ห้องเรียนยุคใหม่ต้องการเครื่องมือตอบโจทย์ และระบบ Thai PILA ก็คือคำตอบ ระบบนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กสศ. กับ OECD เพื่อพัฒนาการประเมินระหว่างเรียนให้สอดรับบริบทสังคมไทยโดยมีแดชบอร์ดช่วยให้ครูมองเห็นความก้าวหน้าของเด็กทุกขั้นตอนของการเรียน ครูจึงนำข้อมูลมาปรับสอนได้ทันที ไม่ต้องรอผลสอบปลายภาค ช่วยฟื้นฟูทักษะพื้นฐานและยกระดับการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณท่ามกลางยุค AI และพร้อมพัฒนาสมรรถนะพื้นฐาน รวมไปถึงการต่อยอดสู่การทดสอบ PISA 2029 ด้วยสมรรถภาพที่แข็งแกร่ง