กสศ. นำ 3 งานวิจัยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แลกเปลี่ยนนักวิชาการระดับโลกที่ไต้หวัน
ตอกย้ำการขับเคลื่อนนโยบายด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

กสศ. นำ 3 งานวิจัยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แลกเปลี่ยนนักวิชาการระดับโลกที่ไต้หวัน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นำงานวิจัยด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทย 3 เรื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเด็กปฐมวัย การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในระดับประถมศึกษา ไปจนถึงการใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิชาการระดับนานาชาติในเวทีประชุมวิชาการด้านการศึกษาที่ประเทศไต้หวัน ตอกย้ำความสำคัญของการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ นำโดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. และ ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. พร้อมด้วยภาคีวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในงาน TERA Conference 2026 และ WERA 2026 Focal Meeting ณ National Sun Yat-sen University เมืองเกาสง ประเทศไต้หวัน

โดย กสศ. และภาคีวิชาการได้นำเสนอผลงานในเวที TERA–WERA Invitational Symposia ภายใต้หัวข้อ “From Early Foundations to Innovative Interventions: Evidence-Based Approaches to Educational Equity in Thailand” ซึ่งมุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ

เวทีดังกล่าวมีนักวิชาการและนักปฏิบัติด้านการศึกษาจากทั่วโลกเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ Professor Joe O’Hara ประธานสหพันธ์สมาคมวิจัยด้านการศึกษาโลก (World Education Research Association: WERA) Professor Liesel Ebersöhn อดีตประธาน WERA และ Dr. Felice J. Levine ผู้อำนวยการบริหารกิตติคุณ สมาคมวิจัยทางการศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Educational Research Association: AERA)

งานวิจัยทั้ง 3 เรื่องสะท้อนให้เห็นว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจำเป็นต้องเริ่มสร้างรากฐานการเรียนรู้ที่ดีตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการที่ช่วยให้เด็กทุกกลุ่มสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ

เริ่มจากงานวิจัยที่ กสศ. พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศึกษาผลของการเยี่ยมบ้านเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในพื้นที่ชนบท โดยให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำพ่อแม่และผู้ปกครองเกี่ยวกับการเล่นและการทำกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกับลูกในชีวิตประจำวัน

ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการดีขึ้น พ่อแม่ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกมากขึ้น และครอบครัวมีหนังสือและของเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภายในบ้านเพิ่มขึ้น โดยพบว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนกว่าได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่า และยิ่งเริ่มส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กมีอายุน้อย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ยิ่งดีขึ้น สะท้อนความสำคัญของการลงทุนพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย เพื่อลดช่องว่างด้านโอกาสการเรียนรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

ขณะที่งานวิจัยเรื่องที่ 2 ซึ่ง กสศ. พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเช่นกัน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลการเรียนในช่วงประถมศึกษากับผลการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเมื่ออายุ 15 ปี ตามแนวทาง PISA

ผลการศึกษาพบว่า ผลการเรียนในช่วงปลายชั้นประถมศึกษาเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายผลการประเมิน PISA ได้ดีที่สุด และเมื่อเด็กมีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ช่องว่างของผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดจากความแตกต่างด้านฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวก็ลดลงอย่างชัดเจน

ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัยและประถมศึกษา เป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว เพราะพื้นฐานการเรียนรู้ที่แข็งแรงตั้งแต่ช่วงต้นมีความสำคัญต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น

ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการ
สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

ส่วนงานวิจัยเรื่องที่ 3 ซึ่ง กสศ. พัฒนาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาการใช้แอปพลิเคชัน “สมุดฝัน” ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสนับสนุนให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผน และทบทวนการเรียนรู้ของตนเอง โดยยังคงให้ครูมีบทบาทสำคัญในการดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่การนำ AI เข้ามาทดแทนครู

ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 158 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนกว่า 11,000 คน โดยผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า นักเรียนรู้สึกว่าแอปพลิเคชันช่วยให้สามารถวางแผนและทบทวนการเรียนรู้ของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะความแตกต่างในการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีของนักเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาแอปพลิเคชันให้ตอบโจทย์ผู้เรียนได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ดร.ไกรยส ภัทราวาท

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า การนำผลงานวิจัยของ กสศ. และภาคีวิชาการไทยไปแลกเปลี่ยนในเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการทำงานของ กสศ. ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล งานวิจัย และหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นพื้นฐานในการออกแบบมาตรการและนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดสามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะเดียวกัน การได้รับความสนใจและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพและการยอมรับผลงานวิจัยของ กสศ. และภาคีวิชาการไทยในเวทีระดับสากล พร้อมเปิดโอกาสให้นำมุมมองและองค์ความรู้ใหม่ ๆ กลับมาต่อยอดการพัฒนางานวิจัยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และนำผลการศึกษาไปใช้ปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิชาการและสถาบันวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยเปิดทางสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในระยะยาว ทั้งสำหรับ กสศ. และภาคีวิชาการในประเทศไทย

“ทุกบาทที่ลงไปเพื่อเด็กควรมีหลักฐานรองรับว่าได้ผลจริง การได้นำงานวิจัยของเราไปเปิดให้นักวิชาการทั่วโลกช่วยดู ช่วยวิจารณ์ และแลกเปลี่ยน ทำให้เรามั่นใจว่ากำลังเดินถูกทาง และได้แนวคิดใหม่ ๆ มาพัฒนางานวิจัยเพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน” ดร.ไกรยส กล่าว