“ทำกับเด็กเราได้ครอบครัว ทำกับครอบครัวเราก็ได้เด็ก”
‘มะเดีย’ ก่อเดียะ นิ้วหลี บอกกับเราด้วยรอยยิ้มที่ริมฝีปากถูกระบายด้วยสีแดงฉ่ำ ครึ่งหน้าบนแววตาก็สดใสแทบดูไม่ออกเลยว่างานที่มะทำมา ทำอยู่ และคงทำต่อไปนั้น หนักหนาและต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวมากขนาดไหน
มะเดีย แทนตัวเองว่ามะที่แปลว่าแม่ของชาวมุสลิม เพราะในตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูลที่มะทำงานอยู่มีลูกให้ดูแลหลายสิบชีวิต
มะเดียไม่ได้ทำงานคนเดียวแต่ยังมีพาร์ทเนอร์ต่างวัยอย่าง ‘ก๊ะนุช’ อารี หวันสู ที่ช่วยกันตามหาและดูแลเด็กๆ ที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาในตำบล
“เขาหายเราหา เมื่อก่อนเด็กๆ จะนอนหลบอยู่ในบ้าน หลบอยู่ในป่ายาง ในขนำของเพื่อน หลบอยู่ในที่ของเขา ที่ปลอดภัยสำหรับเขา”

สำหรับ เด็กๆ ที่นี่ ‘กลางวันมืด กลางคืนสว่าง ’
“เพราะกลางวันมันไม่ปลอดภัยพอในการใช้ชีวิต” คำอธิบายจาก อัพดอล พงค์สวัสดิ์ ผู้รับผิดชอบโครงการกลไกชุมชนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จ.สตูล สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ไม่ใช่เพราะอันตรายทางกายภาพ แต่เพราะ ‘สายตาของคนใน’ ที่คอยตัดสินและตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา อยู่บ้านเฉยๆ พ่อแม่ก็ด่า ถ้าออกไปข้างนอกก็มักถูกถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน
“ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนอนทั้งวัน เที่ยง บ่าย เขาก็จะตื่น แต่พอตื่นปุ๊บเขาก็จะออกไปหาที่ซ่อนแล้ว คือเขาจะไม่อยู่ในชุมชนปกติให้เราเห็นหรอก เขาต้องไปแอบใช้ชีวิต” อัพดอลบอก
นอกจากแอบแล้ว เด็กๆ กลุ่มนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมเงียบ’ คือเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ออกจากห้อง ถึงเวลากินข้าวก็ค่อยออกมา กินเสร็จแล้วกลับเข้าไป
ภายใต้ความแอบ ความเงียบ เด็กๆ ละงูอยู่ในสถานการณ์และความเสี่ยงทั้งที่เกิดเพราะตัวเองและคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติด ฯลฯ
“เมื่อก่อนหลุดจากโรงเรียน ม.3 เดี๋ยวนี้ลดลงมาเหลือ ป.6 ความเสี่ยงเรื่องยาเสพติดมันใกล้ขึ้น เราไปเจอว่ายาเสพติดตกเม็ดละห้าบาท มันใกล้ขนาดที่ว่าเด็กรู้ว่าร้านยาอยู่ตรงไหน”
อัพดอลให้ข้อมูลอีกว่ามีเรื่องความรุนแรงทางกายเช่นกันในครอบครัวที่มีผู้เสพยา แต่ที่หนักจนกลายเป็นเรื่องปกติ คือ ความรุนแรงผ่านคำพูด
“เขาคิดว่าการหยาบคายกับลูกมันปกติ เช่น แม่บอกว่า ‘เธอนี่ (ลูก) คนเกลียดทั้งบ้านเลยนะ’ โดยที่แม่นึกไม่ถึงว่าคำพูดเหล่านี้มันรุนแรง ขนาดพ่อแม่ตัวเองยังตีตราเลย”
ก๊ะนุชบอกว่ามันเป็นบาดแผลทางใจของเด็ก แต่เด็กจะเก็บๆๆๆๆ ไม่กล้าโต้ตอบกลับไป ตามวัฒนธรรมเงียบที่มีมานานเพราะพูดไปก็ไม่มีใครฟัง

โหม๋เราไม่ต้องกลัว : มะจะฟังเอง
แต่มะเดียและก๊ะนุชเลือกว่ายทวนน้ำด้วยการฟัง
“มะจะฟังปัญหาของเขาก่อน จะบอกว่าเล่าได้เลยๆ ของดีไม่ต้องเล่า เกเรเล่าได้หมดเลย”
มะเดียบอกว่า ตามประสาเด็ก แรกๆ เขาไม่กล้าเล่า พอคะยั้นคะยอเขานานๆ จนเขาเห็นว่ามีคนอยากฟังเรื่องเขาจริง สุดท้ายเลยเล่าหมด
“จะบอกเขาว่า พันนั้นแหละ (แบบนั้นแหละ) ทุกคนเหมือนกันหมดเลย มะเดียเองก็เคยเป็น มนุษย์ก็พันนั้นทั้งเพ (มนุษย์ก็แบบนั้นทั้งหมด) ของดีมีฮิดเดียว (นิดเดียว) แต่ของไม่ดีมันมาก โหม๋เ ราไม่ต้องกลัว (พวกเราไม่ต้องกลัว) ถ้าคิดได้มันก็ดีเอง ตอนนี้อายุเรายังน้อย ต่อไปเราเป็นคนใหญ่กว่านี้ (เป็นผู้ใหญ่กว่านี้) คบสังคมมากกว่านี้ เราก็คิดได้มากกว่านี้ ทุกคนก็บายใจ (หัวเราะ)”
แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายแบบที่เด็กทุกคนจะมาต่อแถวแล้วเล่าเรื่องให้มะเดียฟัง มะเดียและก๊ะนุชเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน
สูตรของมะเดียคือ กวักทีละคน
“จะเล็งเป้าหมายไว้ เสี่ยงหนึ่งเสี่ยงสองเสี่ยงสาม เวลาเขาขี่รถมา เราจะกวักมือเรียก ถามว่า ไปไหน มาๆ เขาก็จะบอกว่าไปทางนู้น เราก็จะเรียกให้มานั่งก่อนๆ มะเดียจะคุยทีละคน ผ่านไป วันสองวัน เดือนครึ่งเดือน ก็คุยอีกคนอีก ก็กวัก ทีแรกเขาจะไม่มาเหมือนกัน แต่เรากวักหลายหน มาแล้วก็คุย มะเดียจะไม่พูดจุดด้อยของเขา”

ไม่มีครั้งไหนเลยที่สำเร็จภายในหนเดียว ถ้าเป็นมือก็กวักจนยานวดต้องเข้า
“มะเดียทดสอบอยู่ 2-3 ครั้ง นั่งคุย แล้วเขาบอกจะหานู่นหานี่มากิน มะเดียก็เอาตังให้เขา ทดสอบว่าเขาจะซื่อตรงกับเรามั้ย ก็เอาเงินให้ ที่เหลือเขาก็กลับมาคืน นั่นคือครั้งแรก สุดท้ายเขาก็มาอยู่กับเรา”
กับเด็กๆ หลายคนที่อยู่ในวงจรยาเสพติด ก๊ะนุชไม่ได้หักดิบด้วยการบอกให้เลิกแต่พยายามหาวิธีที่เด็กๆ กลุ่มนี้อยากคิดเลิกด้วยตัวเอง
“ทีมเราไม่ได้เน้นว่าคุณต้องเลิกนะ เราจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นเลย แต่เราพยายามชวนคิดชวนคุยแล้วก็ชวนมาร่วมกิจกรรมกัน จากที่เขาอยู่กับกลุ่มเขาทั้งวัน ก็ต้องแบ่งมาหาเราสักครึ่งวัน เขาก็ค่อยๆ เริ่มคิดได้”
พื้นที่ทำงานด้านเด็กและยาวชนของละงู คนทำงานเกิน 80% เป็นผู้หญิง เป็นทั้งแถวหน้า แถวกลางและเก็บตกแถวหลัง
อัพดอลในฐานะประชากรชายส่วนน้อย ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมบางอย่างที่ผูกพันมาด้วย
“ผู้ชายเหมือนโดนค่านิยมบางอย่างสอนมาว่า ‘ป๊ากับลูก’ ต้องเข้มไว้ก่อน ห้ามอ่อนแอ ห้ามแสดงความอ่อนโยน เออ ซึ่งเวลาเราทำงานกับน้องๆ เราบอกว่า ความอ่อนโยน ความรัก ความอบอุ่น มันควรให้และรับ มันสามารถแสดงออกได้”
แต่ความเป็นมะมันคือขั้วตรงข้ามทุกอย่าง
“มะจะบอกทุกคนที่มาคุย ทุกเรื่องที่ลูกมาเล่า ทุกเรื่องจะไม่ออกไปข้างนอก จบแค่เราตรงนี้ ดังนั้นทุกคนเล่าได้หมด นินทาให้เต็มที่เลยแต่จบตรงนี้คือจบ ถ้าเมื่อไหร่ไปเล่าข้างนอกแสดงว่าเราคิดไม่ถูกแล้ว แสดงว่าคุณเข้ากับเราไม่ได้แล้ว หาเรื่องเพื่อนแล้ว เราบอกกันทุกคนว่าสามารถเติมเต็มกันได้ทุกเรื่อง แต่อย่าเติมไปทางที่ลบหรือทำให้เพื่อนเสียความรู้สึก”
ในสายตาอัพดอล ผู้ชายมุสลิมวัย 26 ความเป็นแม่แบบนี้มันซับใจ
“แค่นี้ก็ซับใจแล้ว ถึงไม่ได้ไปช่วยให้ชีวิตของน้องดีขึ้นมากแต่สำหรับครอบครัวแหว่งกลาง บางบ้านแม่เป็นม่าย หลายหลังคาหย่าร้างเพราะยาเสพติด หรือถ้ายังอยู่กันดี แต่เวลาที่พ่อแม่มีก็สวนทางกับลูก เพราะต้องออกไปกรีดยางเวลาที่ลูกตื่นและหลับตอนลูกกลับบ้าน”
การมีใครสักคนคอยรับฟังตอนที่เค้าอยากเล่าอยากระบาย มันก็ดีมากๆ แล้ว

ค่ายที่ปลอดภัยให้เด็กในและนอกระบบมาเจอกัน
สิ่งที่มะและก๊ะทำคือการหาเด็กและทำให้เด็กไม่หายไปด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย หนึ่งในนั้นคือการชวนเข้ามาร่วมกิจกรรมกับโครงการ คือ ‘ค่ายสวัสดีวัยรุ่น’ ที่มีอัพดอล และ ‘ฟาลัก’ ฟาลัก บีลาล เส็นจิต เจ้าหน้าที่โครงการฯ เป็นตัวหลัก
ความน่าสนใจของค่ายนี้คือการพามาเด็กในระบบและนอกระบบมาเจอกัน ใช้ชีวิตร่วมกันสองวันสองคืน
“เป็นค่ายให้เขาได้ทำกิจกรรมง่ายๆ ร่วมกัน เป็นฐานเวียน มีตั้งแต่ชักเย่อ แต่งตัวให้เพื่อน ฯลฯ แล้วก็มีฐานกลางคืนเป็นฐานใจ มู้ดกลางคืนมันพาให้น้องบางคนเปิดใจในการพูดคุย แต่สิ่งสำคัญคือพอเขาไปอยู่กับเพื่อนแล้วเขาได้ทำอะไรร่วมกัน มันก็สนุก”
‘ซอหมาด’ อภิวัฒน์ ตะวัน อายุ 19 ปีที่เพิ่งจบ ม.6 จากโรงเรียนอิสลามวิทยามูลนิธิ เป็นเด็กในระบบอีกคนที่ได้เข้าค่ายสวัสดีวัยรุ่นร่วมกับเพื่อนๆ นอกระบบ บอกว่า นอกจากความเข้ากันได้ง่ายเพราะรุ่นราวคราวเดียวกัน ความเข้าใจผิดหลายอย่างเกี่ยวกับเพื่อนนอกระบบของเขา ก็ถูกคลายปมด้วย
“มันไม่ได้มีแค่เหตุผลว่าเขาขี้เกียจ ไม่อยากเรียน ยังมีปัจจัยอื่นทั้งพวกเศรษฐกิจครอบครัว บางบ้านมีลูกหลายคน พี่ก็ต้องเสียสละให้น้องๆ ได้เรียนแล้วพี่ก็ไปทำงานให้น้องๆ ได้เรียน”
หรือการที่เขาจะพูดจาแรงๆ หยาบคายไปบ้าง พอรู้ภูมิหลัง ทำให้ซอหมาดเข้าใจคำว่าร้อยพ่อพันแม่มากขึ้น
“พอเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น เราก็แลกเปลี่ยนด้วยกัน มันทำให้เราพัฒนาการคิดไปอีกขั้น ตรงที่ว่าเราไม่ควรที่จะตัดสินใครแค่ภายนอกจริงๆ”

ซอหมาดยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเพื่อนนอกระบบหลายคนเก่งกว่าเขา
“เพื่อนที่เขาอยู่นอกระบบ พอเขาไม่ต้องมานั่งเรียนเหมือนพวกผม เวลาว่างตรงนั้นเขาได้ฝึกทักษะต่างๆ เพิ่ม ตอนผมไปอยู่ในค่าย จะมีเพื่อนที่ทำมีดเป็น เพื่อนที่ตกปลาเก่ง เพื่อนที่เพ้นท์เสื้อสวยเอาไปขาย ผมอายุไล่เลี่ยยังไม่ได้เท่าเขาเลย”
ด้านเด็กๆ ที่อยู่นอกระบบเอง ก๊ะนุชถูกถามว่าเมื่อไหร่จะจัดค่ายอีก
“จากที่เขาไม่เคยไปไหน กลับมาถามว่าเมื่อไหร่จะจัดอีก เมื่อไหร่จะมีกิจกรรมอีก ถึงไม่เข้าค่ายก็ให้มีกิจกรรมเหมือนกันก็ได้ หรือคนที่ไม่เคยมาค่ายก็ถามเพราะเพื่อนเล่าให้ฟัง”
ตรงกับจุดประสงค์ของสองพี่เลี้ยงหลักในค่ายอย่างอัพดอลและฟาลักที่คิดว่าเด็กๆ ด้วยกันจะซ่อมและเสริมกันได้ดีที่สุด
“การไม่ได้ไปโรงเรียน มันก็มีโอกาสบางอย่างที่หล่นหายอยู่เหมือนกันนะ แต่การชวนน้องทั้งสองฝ่ายมาเจอกัน จะช่วยเสริมกัน น้องที่อยู่ในระบบเขาฝันที่อยากจะไปเรียนต่อมหาลัย อยากทำงานอาชีพดีๆ เราก็เอาพาร์ตนี้มาเติมน้องๆ อีกกลุ่มว่าถ้าคุณอยากคุณอยากทำอะไรในอนาคต คุณแนะนำกันได้ แลกเปลี่ยนกันได้ เห็นความฝันกันได้ แล้วก็ชวนถามหาความฝันซึ่งกันและกัน”

ฝันถึงไหน แค่ไหนก็แค่นั้น
ปัญหาคือ ต่อให้ทลายกำแพงในใจเด็กได้ ต่อให้ชวนค้นหาความฝันได้ คำถามต่อไปคือ ฝันแล้วจะไปทางไหน
“เก่งแล้วไปไหนต่อ เก่งแล้วไม่มีทางให้เดินต่อ” อัพดอลบอกว่า จบ ม.6 แล้วในสตูลมีให้เลือกไม่กี่ทาง โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปาล์มน้ำมัน ที่งานหนักจนเด็กผู้หญิงทำไม่ไหว ส่วนอาชีพที่ดูดีอย่างครู หมอ ราชการ ต้องแข่งกับทั้งจังหวัด บางทีต้องมีเส้นสาย หลายคนเลยไม่กลับมา
“แสดงว่าที่บ้านไม่มีอะไรให้กลับมา” ยกเว้นคนที่มีสวน มีที่นา มียาง ถึงจะมีเหตุผลอยู่ต่อ
ความท้าทายของทีมงานคือ การหาวิธีสานฝันเมื่อเด็กค้นเจอ ไม่มีใครมีอำนาจพอที่จะไปเปลี่ยนหรือสร้างงานระดับจังหวัดได้
“แค่ไหนก็แค่นั้น หนึ่งคนก็แค่นั้นแหละ มาสิบคนก็แค่นั้นแหละ” ทุกวันนี้มะเดียยังทำงานด้วยเหตุผลนี้

หลายครั้งที่มะเดียท้อ จะมีประโยคนี้คอยเตือนใจให้ทำต่อไปได้โดยไม่บ้าไปก่อน เพราะถ้าเอาความฝันเรื่องอาชีพ เรื่องอนาคตเด็กทุกคนมาแบกไว้ ไม่มีใครไหวแน่นอน
สิ่งที่มะเดีย ก๊ะนุช ทำได้คือ กวักมือเรียกทีละคน ฟังทีละเรื่อง ไม่ตัดสิน แล้วก็รอ
เพราะไม่ใช่ทุกเคสจะจบสวย บางคนกลับเข้าเรียนได้ บางคนไม่ บางคนวนอยู่ในวงจรเดิมต่อ บางคนหายไปเลยก็มี สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือ มีเด็กบางคนที่ตอนนี้รู้ว่ามีที่ที่เล่าได้ทุกเรื่องโดยไม่มีใครตัดสิน
ก็เหมือนอย่างที่มะเดียบอกไว้ตอนต้นว่างานนี้ไม่มีสูญเปล่า
“ทำกับเด็กเราได้ครอบครัว ทำกับครอบครัวเราก็ได้เด็ก”
เรื่อง : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพ : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี