“เราก็คือเด็กคนหนึ่ง ที่กำลังต่อสู้พยายามเพื่อเติบโต เหมือน ๆ กับเด็กทุกคน” : ชวนฟังเสียงที่อยากให้ทุกคนได้ยินจากน้อง ๆ บนเส้นทางการศึกษาทางเลือก

“เราก็คือเด็กคนหนึ่ง ที่กำลังต่อสู้พยายามเพื่อเติบโต เหมือน ๆ กับเด็กทุกคน” : ชวนฟังเสียงที่อยากให้ทุกคนได้ยินจากน้อง ๆ บนเส้นทางการศึกษาทางเลือก

“…ทุกเสียงของเด็กจะนำทางไปที่งานขั้นต่อไป และคือสิ่งที่ทำให้เราพอจะเชื่อว่า คติมุมมองเก่า ๆ ต่อเด็กเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งจากด้านที่สังคมมองเข้าไป และสำคัญที่สุดคือส่วนที่กดทับอยู่ภายในใจของเด็ก ๆ เอง”

คำพูดของ อาจารย์นเรศ สงเคราะห์สุข หัวหน้าโครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเด็กนอกระบบการศึกษา กสศ. อาจเป็นหนึ่งในประโยคที่อธิบายการทำงานตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมาได้ชัดที่สุด

ตลอดช่วงเวลานั้น หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วประเทศที่ทำงานร่วมกับ กสศ. พยายามค้นหาและพาเด็กเยาวชนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษา กลับมาพบ “เส้นทางการเรียนรู้” อีกครั้ง แต่จุดเริ่มต้นของการทำงาน ไม่ได้เริ่มจากการถามว่า “เด็กคนนี้ควรเรียนอะไร” หากเริ่มจากการพยายามทำความเข้าใจว่า “ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเป็นอย่างไร”

เพราะเบื้องหลังการหลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่เคยมีคำอธิบายแบบเดียว เด็กแต่ละคนต่างเผชิญเงื่อนไขชีวิต ความเปราะบาง และข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป หลายพื้นที่จึงเริ่มต้นจากการ “คลี่ประสบการณ์ชีวิต” ของน้อง ๆ แต่ละกลุ่มออกมาอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสิ่งเหล่านั้นมาทดลองออกแบบการเรียนรู้ใหม่ ที่สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด ทุนชีวิต และบริบทเฉพาะของแต่ละชุมชน

จนวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น 

เมื่อพื้นที่เรียนรู้ที่เคยมีขอบเขตเล็ก ๆ เริ่มขยายกว้างและเชื่อมโยงผู้คนมากขึ้น หลายชุมชนเริ่มแสดงให้เห็นว่า พวกเขาพร้อมจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และร่วมสร้าง “นิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต” ให้เด็กเยาวชนเหล่านี้ได้มีที่ยืนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามบนเส้นทางทำงาน ทั้งคณะทำงานและน้อง ๆ ต่างต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมายซึ่งไม่อาจเลี่ยง โดยเฉพาะ ‘ความเชื่อ’ ฝังแน่นยาวนานที่ว่า “เด็กที่ไม่อยู่ในการศึกษากระแสหลัก คือกลุ่มซึ่งถูกคัดออกเพราะไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคใหญ่โตที่สุดที่เด็ก ๆ ต้องเจอ”

ความเชื่อดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียง ‘ชนัก’ ทิ่มแทงภายนอก หากลึกลงในใจของเด็ก ๆ ความเชื่อนี้ยังเป็นดั่งเงาติดตามตัวที่คอยบั่นทอนพลัง จนแม้พยายามสุดแรงเพื่อฝ่าฟันข้อจำกัดต่าง ๆ สักเท่าไหร่ แต่ ‘ตราประทับ’ นั้น ก็เหมือนไม่มีวันจางลง จนท้ายที่สุด หลายคนจึงสูญเสียความเชื่อมั่นจะก้าวเดินต่อไป

อาจารย์นเรศ สงเคราะห์สุข

อาจารย์นเรศกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต เพื่อพาเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาหลักไปพบเส้นทางเรียนรู้ คืองานระยะยาวซึ่งไม่อาจบรรลุเป้าหมายในเวลาสั้น ด้วยความซับซ้อนเปราะบางในเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะตัว ตลอดจนความต่างของบริบทแวดล้อม ที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ว่าคณะทำงานจะค้นพบสูตรสำเร็จใดมาใช้คลี่คลายทุกเงื่อนปม

แต่งานที่เริ่มนับหนึ่งไปแล้วได้เผยให้เห็นว่า เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพคือ ‘การรับฟังและทำความเข้าใจเด็ก โดยไม่มีมาตรวัดใดตัดสิน’ จนใจที่เคยแง้มปิดนั้นค่อย ๆ เปิดออก และช่องว่างของระยะห่างที่ไกลกัน เริ่มกระถดแคบเข้ามา และควบคู่กันไปยังต้อง ‘ทำงานทางความคิด’ เพื่อส่งสารไปถึงสังคม ให้รับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่ง ว่าเยาวชนที่ไม่อยู่ในการศึกษากระแสหลักทุกคนล้วนคือเด็กคนหนึ่ง เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทุกคน

“เราต้องทำให้การยอมรับความหลากหลาย เข้าไปเจือจางความคิดตัดสินตีตรา เพียงเพราะใครสักคนมีเส้นทางชีวิตที่ต่างไปจากคนส่วนใหญ่ และผลักดันให้คติใหม่นี้เข้าไปกลบกลืนนิยามความหมายเดิม จนเกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม เมื่อนั้นเราถึงอาจรื้อถอนความเชื่อเดิมได้”

คณะทำงานเชื่อว่าหนึ่งใน ‘งานทางความคิด’ ที่จะเป็นทิศทางหลักของการทำงานทั้งวันนี้และระยะยาว คือการชวนเด็กเยาวชนจากทุกหน่วยเรียนรู้มาเจอกัน เพื่อร่วมกันบอกเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้ดังออกไปถึงสังคมข้างนอก จนเป็นที่มาของเวที ‘RE-LIFE RE-LEARN RE-FRAME …เพราะเสียงที่ถูกลืม คือพลังและอนาคต’ ซึ่งจัดขึ้นช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

อาจารย์นเรศสรุปคอนเซ็ปต์งานครั้งนี้ว่า “ตั้งใจให้เป็นงานที่น้อง ๆ ได้มีส่วนร่วมคิด ออกแบบกิจกรรม ทำโชว์เปิดงาน มาร่วมกันแสดงผลงาน และสำหรับใครที่มี ‘เสียงในใจ’ อยากส่งออกมา เวทีแห่งนี้ก็พร้อมรับฟัง 

“เราต้องการให้เด็กร่วมออกแบบวิธีสื่อสารมากที่สุด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความหมาย ความงาม ความสมบูรณ์ของสาร เพราะที่ผ่านมา บางทีมันไม่ใช่ว่าเสียงของเด็กดังไม่พอ แต่ในสังคม ในห้อง ๆ หนึ่ง ในงาน ๆ หนึ่งที่จัดขึ้น มันจะมีเสียงอื่น ๆ ที่ดังอยู่ตลอดเวลา เสียงเล็ก ๆ จึงถูกกลืนหายไม่อาจสอดแทรกมาถึงเราจริง ๆ งานนี้เลยออกแบบให้รอบตัวของเด็ก ๆ เงียบลง เพื่อเราจะตั้งใจฟังมากขึ้น แล้วหวังว่าจะทำให้เสียงเหล่านั้นได้ส่งออกไปถึงปลายทางชัดขึ้น”

ใจความคือ ‘หัวใจของงานครั้งนี้’ อาจารย์นเรศยินดีจะบอกว่า ความติดขัดตะกุกตะกัก ความหลุดคิวบนเวทีและระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ จะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ส่งไปถึง ‘ผู้ใหญ่’ ว่าหากจะเข้าใจเด็กให้มากขึ้น “เราทุกคนต้องยอมรับ ว่าธรรมชาติของทุกสิ่งล้วนคือความผิดพลาดไม่สมบูรณ์” และสำหรับสารที่น้อง ๆ จะได้รับกลับไปคือ “ถ้าอยากเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็ต้องพร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาด และเพ่งมองทุกประสบการณ์อย่างซื่อตรง”

…แล้วถ้าทุกฝ่ายผ่านจุดนี้ไปได้ การรับรู้และยอมรับในมิติอื่น ๆ ที่ไม่ว่าจะซับซ้อนแค่ไหน จะเกิดขึ้นตามมา

เมื่อกิจกรรมดำเนินไป เราพบว่าทันทีที่เสียงอื่นรอบ ๆ เงียบลง เสียงของเด็ก ๆ ก็กลับชัดขึ้น และขณะที่เสียงเล็กน้อยกำลังประกอบกันเป็นใจความขนาดใหญ่ ประเด็กหนึ่งที่ดังแทรกออกมา ก็คือมุมมองที่ว่าด้วย ‘การตัดสินใครสักคนเพียงเพราะต่างจากคนอื่น ทั่วไป’ ซึ่งน้อง ๆ ที่ไม่ได้เรียนรู้อยู่ในการศึกษากระแสหลักเผชิญตลอดมา  

และที่ตรงนี้ …เราอยากชวนฟังเสียงจากน้อง ๆ ที่จะอธิบาย ‘ตัวตน’ ของเขาที่อยากให้สังคมลองรับฟัง เผื่อว่ามันอาจทำให้ใครบางคนมองพวกเขาเปลี่ยนไป

เริ่มจาก ‘ปอน’ ธันวา วัย 19 ปี กับเรื่องราวหลังจบ ป.6 ที่ใช้เวลาหลายปีลองผิดลองถูกนอกรั้วโรงเรียน ในวัยที่ขับเคลื่อนด้วยความดื้อรั้น แต่วันที่แม่ล้มป่วย ปอนถึงหันกลับมามองตัวเอง และพบว่าตัวเธอหลุดจากเส้นทางออกมาไกลจนไม่รู้ว่าจะย้อนกลับได้อย่างไร …จนวันหนึ่งเมื่อได้โอกาสอีกครั้ง ปอนก็กลับใช้ความ ‘ตื่นรู้’ ที่ค้นพบ มาเป็นแรงผลักให้ชีวิตก้าวต่อไป   

“ตอนแม่ป่วย เหมือนเราตื่นขึ้น เลิกเที่ยว เลิกทุกอย่าง กลับบ้านมาดูแลแม่ ทำงานแทนแม่ที่ร้านขายของของที่บ้าน และจังหวะนั้นเองที่เราอยากกลับไปเรียน แต่ได้แค่คิด เพราะไม่รู้ต้องทำยังไง จนผ่านไปพักใหญ่มีอาจารย์มาชวนเราไปร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ของ กสศ. กับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ลองไปดู ซึ่งกลายเป็นพอได้เจอครูและเจอเพื่อน ๆ ที่ต่างก็ต้องการโอกาสเหมือนกัน พวกเขาทำให้เราเห็นจุดที่ตัวเองอยู่ เห็นภาพสังคมกว้างขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่าที่ผ่านมาตัวเองทำผิดพลาดยังไง เหมือนตาสว่างขึ้นทันที

“กิจกรรมนั้นทำให้เราตัดสินใจเรียนต่อกับ สกร. จนได้วุฒิ ม.ต้น แล้วต่อ ม.ปลาย พร้อมทำงานขายของไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางคือเราเริ่มเห็นเป้าหมายชีวิต อยากเห็นตัวเองก้าวหน้า อยากทำกิจการให้มั่นคง อยากดูแลแม่ให้ดีกว่านี้”     

น้องปอน ธันวา

จากวันนั้น ปอนพยายามเรียนรู้เรื่องเรื่องธุรกิจการค้าด้วยตัวเอง เพื่อหวังผลักดันให้ร้านเล็ก ๆ ที่บ้านเติบโต

และถึงวันนี้ ปอนก็กล้าพูดว่าเธอเข้าใจ ว่าแก่นแท้จริง ๆ ของการศึกษา ก็คือการที่เธอเอาทุกสิ่งที่เรียนรู้มาเปลี่ยนเป็นต้นทุนในชีวิตได้สำเร็จ     

บนเส้นทางการกลับมา ปอนบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องต่อสู้กับสายตาสงสัยไม่เข้าใจจากสังคมและคนรอบข้าง หรือแม้กับตัวเอง เธอก็ยังได้ยินเสียงเฝ้าย้ำถึงความผิดพลาดในอดีตดังอยู่ทุกวัน แต่ปอนเชื่อว่าเธอแข็งแรงพอจะฝ่าไปได้ สารที่ปอนอย่างส่งออกมา ณ วันนี้ จึงอยากฝากไปถึงเพื่อนพี่น้องทุกคนที่กำลังแบกรับความกลัว กังวล และแรงกดดันมากมายไว้ในใจ ว่า ‘ขอให้รู้ตัวเสมอว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน และไม่ว่าจะสูญเสียอะไรก็ตาม ขอเพียงอย่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง’ 

“อยากบอกกับ ‘พวกเรา’ ทุก ๆ คนว่า จงให้คุณค่ากับตัวเองมาก ๆ อย่าให้อะไรมาฉุดรั้งจากเป้าหมาย และอย่าลืมว่าไม่มีใครจะมาเห็นว่าเราเติบโตมายังไง มีต้นทุนชีวิตเท่าไหร่ หรือต้องดิ้นรนสักแค่ไหนเพื่อจะผ่านไปแต่ละวัน แต่สิ่งที่เขาใช้ตัดสินเราจะมีแค่ด้านที่เขาเห็น คือข้อเท็จจริงว่าเราเคยผิดพลาด เคยหลงทาง หรือล้มเหลว ฉะนั้นถ้าอยากเปลี่ยนทัศนคติของคนอื่น ก็ต้องเริ่มจากพิสูจน์ตัวเอง ว่าเราทำได้ ว่าเราดีพอ เพื่อให้มันมีข้อเท็จจริงใหม่ ๆ แล้วเสียงที่เคยพูดถึงตัวเราต่าง ๆ หรือกระทั่งเสียงที่อยู่ในใจเรา จะค่อย ๆ เงียบลง”  

อีกเส้นทางไกลและมากมายด้วยข้อแม้ ของ ‘นุช อรนุช’ กับชีวิตพลัดถิ่นตามผู้ปกครองมาทำงานต่างบ้านต่างเมือง ทำให้เธอต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ พลัดจากวิถีเดิมคุ้นเคย ทั้งต้องดิ้นรนหาที่เรียนภายใต้ข้อจำกัดรอบด้าน จนได้เป็นนักเรียนที่ ‘มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท’ (มยช.) ย่านบางบอน ก่อนเริ่มต้นนับหนึ่งเรียนชั้นประถมศึกษาอีกครั้งในวัย 14 ปี ซึ่งระหว่างทางนั้นเธอต้องสู้กับเสียงทั้งจากภายนอกและภายใน ไม่น้อยไปกว่าปอน

ไม่เพียงกังวลเรื่องเรียนช้ากว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ในชีวิตประจำวัน นุชต้องแบกเอาความต่างของเชื้อชาติ ภาษา และเส้นทางเรียนรู้ที่ต่างจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ไปทุกที่ เสียงของนุชที่ส่งออกมาตรงนี้ จึงเป็นการขอโอกาส ว่าอย่างน้อยที่สุด ขอแค่มองไปที่ตัวเธอ แล้วคิดว่าเธอเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่กำลังต่อสู้พยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาส ได้รับการยอมรับ และได้พบเจอหนทางที่จะเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แค่นั้นก็เป็นกำลังใจสำหรับเธอแล้ว         

“ครอบครัวหนูเป็นคนกะเหรี่ยง แน่นอนว่าความเป็นชนกลุ่มน้อย คือสถานะติดตัวเราตลอดไป และหลายครั้งก็เป็นสาเหตุของการย้ายถิ่นบ่อย ๆ จนเรารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนเลย …หนูคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน กับสิ่งที่พวกเราที่มาจากโรงเรียนการศึกษาทางเลือกเจออยู่เป็นประจำ คือเรามักถูกตัดสินว่าเป็นอย่างไร …ทั้งที่ความแตกต่างเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะวัดได้ว่าความเป็นมนุษย์ในตัวเรามีมากหรือน้อยกว่าใคร

“หนูชินกับเรื่องที่พอคนรู้ว่าเราเรียนโรงเรียนซึ่งต่างจากที่เค้าเข้าใจ ก็จะถามว่าเราท้องหรือติดยารึเปล่า คิดไปเองว่าหนูต้องทำอะไรไม่ดีมาแน่ ๆ และถึงพยายามอธิบาย แต่เขาจะไม่ได้ยิน เหมือนความคิดมันฝังไปแล้วว่าถ้าใครไม่อยู่ในโรงเรียนปกติ คือถูกไล่ออกมาและเป็นคนไม่ได้เรื่อง ซึ่งมันน่าเสียดาย เพราะจากประสบการณ์ หนูมีเพื่อนที่พอเจอเรื่องแบบนี้บ่อยเข้า บางคนก็หมดกำลังใจเรียนและยอมแพ้ไปเลย เพราะเขาเชื่อว่าถึงพยายามแค่ไหน สังคมก็คงไม่เหลือพื้นที่ให้ยืน …ฉะนั้นถ้าเสียงของหนูจะมีความหมายขึ้นมาบ้าง ก็อยากให้มองพวกเราว่าเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่มีรูปแบบการเรียนรู้และเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน อยากให้ลองเปิดใจรับฟัง ให้โอกาสเติบโตอย่างที่เราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก …แค่นี้พวกเราก็มีกำลังใจมากขึ้นแล้วค่ะ”

(ซ้าย) น้องนุช อรนุช

และมุมมองจาก ‘คำหวาน บุญธิชา’ วัย 19 ปี ที่แม้จะผ่านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามครรลองปกติ แต่ความที่โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่เรียนมา มีการจัดการศึกษายืดหยุ่นในชื่อ ‘ห้องเรียนระบบสอง’ เพื่อให้นักเรียนที่ไม่อาจไปโรงเรียนได้ทุกวันจบการศึกษาและรับวุฒิ คำหวานจึงเชื่อในความสำคัญของโอกาส จนเมื่อจบ ม.6 เธอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘เคียงริมโขง’ ในฐานะผู้ให้ความรู้ชุมชนด้านสุขภาวะทางเพศ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาในพื้นที่

ห้องเรียนระบบสองทำให้คำหวานเข้าใจ ว่าถ้าการศึกษาไม่ยืดหยุ่นพอ เด็กที่จำเป็นต้องทำงานเลี้ยงชีวิตจะหลุดออกไปและไม่มีโอกาสกลับมาอีก อย่างไรก็ตาม แม้ระบบปรับรองรับ แต่ด้วยสัดส่วนของเด็กที่ขาดความพร้อมซึ่งมีอยู่มาก ทำให้ในพื้นที่ยังมี ‘กลุ่มที่หลุดจากระบบและไม่ได้กลับมา’ อีกไม่น้อย

น้องคำหวาน บุญธิชา

คำหวานบอกว่าเยาวชนเหล่านี้ไม่ได้อยากหยุดพัฒนาตัวเอง ทั้งในพื้นที่ก็มีการจัดตั้งกลุ่มพัฒนาทักษะอาชีพหลายแห่งขึ้นมารองรับ หากใน ‘ชุมชนเล็ก ๆ’ ที่เสียงพูดคุยเบา ๆ ก็ได้ยินไปทั่วทั้งหมู่บ้าน อุปสรรคใหญ่โตที่ฉุดรั้งเด็ก ๆ เหล่านี้ไว้จากการไขว่คว้าโอกาส จึงเป็นความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง อันเป็นผลจากเสียงย้ำซ้ำที่ส่งต่อไปทั่วหมู่บ้าน ว่าใครที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน = ไม่มีอนาคต ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่คอยบั่นทอนจิตใจของเด็ก ๆ เรื่อยมา

“เราได้ยินมานานว่าคนไม่ได้เรียนคือคนล้มเหลวไม่ได้เรื่อง หรืออะไรแบบนั้น ซึ่งมันย้อนแย้งกับความจริงมาก เพราะคนในพื้นที่น่าจะรู้ว่า เด็กชุมชนเราส่วนใหญ่ที่ขาดโอกาส จะมาจากครอบครัวไม่พร้อม หลายคนยังไม่ทันโตพอก็ต้องไปทำงาน สักพักก็หลุดจากโรงเรียน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตที่นอกโรงเรียนเขาจะไม่ได้เรียนรู้อะไร หรือพอไม่ได้เรียนแล้วจะกลายเป็นคนแบบที่เขาว่ากัน

“ที่เราต้องการบอกจึงเป็นเรื่องที่ว่า อยากให้ทุกคนช่วยกันส่งต่อเรื่องของการศึกษาที่ยืดหยุ่นออกไปให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มพื้นที่โอกาสให้เด็กกลุ่มหนึ่งได้เรียน ได้มีวุฒิการศึกษาที่ทัดเทียมกับคนอื่น ๆ …และอยากให้ทุกสังคมมีพื้นที่รับฟังเด็ก ๆ เพิ่มขึ้น เพราะถ้ามีคนที่พร้อมตั้งใจฟังอย่างเปิดใจและไม่ตัดสินมากกว่าที่เป็นอยู่ เด็ก ๆ จะกล้าพูด กล้าบอก กล้าปลดปล่อยความคิดความในใจออกมา แล้วความสำคัญของการฟังนั้น จะไม่ได้อยู่ที่เราต้องเห็นด้วยหรือคัดค้านในสิ่งที่เขาพูด แต่ใจความจริง ๆ ของการฟัง คือข้อมูลเหล่านั้นจะมีความหมายมาก ๆ กับการที่ ‘เรา’ จะเอามาช่วยหาวิธีลดอุปสรรคที่ขวางเด็ก ๆ ไว้จากการเติบโตได้”       

และนี่คือส่วนหนึ่ง ของ ‘เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน’ ที่กำลังค่อย ๆ ดังชัดขึ้น …และจะเป็นหมุดหมายใหม่ ให้คณะทำงานโครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเด็กนอกระบบการศึกษา กสศ. นำไปใช้ทำงานระยะยาวต่อไป