เปิดเทอม 69 “ลดภาระครูจากกองเอกสาร”: กสศ. สนับสนุนระบบ Q-Info 5 เขตพื้นที่นำร่อง–โรงเรียน TSQM เพิ่มเวลาโฟกัสการสอน
ใช้ข้อมูลจริงวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล ลดงานซ้ำซ้อน เชื่อมต่อการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ

เปิดเทอม 69 “ลดภาระครูจากกองเอกสาร”: กสศ. สนับสนุนระบบ Q-Info 5 เขตพื้นที่นำร่อง–โรงเรียน TSQM เพิ่มเวลาโฟกัสการสอน

กองเอกสารที่เคยวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะครู ตั้งแต่สมุดเช็กชื่อ บันทึกพฤติกรรม ไปจนถึงแบบประเมินผลต่าง ๆ กำลังค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย “หน้าจอเดียว” ที่รวมข้อมูลทุกอย่างไว้พร้อมใช้งาน

เปิดเทอมปีการศึกษา 2569 นี้ ครูในหลายพื้นที่เริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ด้วยภาระงานที่ “เบาลง” แต่การมองเห็นผู้เรียนกลับ “ชัดขึ้น” จากการนำระบบสารสนเทศ Q-Info เข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำงาน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดอบรมพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยง เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบ Q-Info ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้สารสนเทศคุณภาพสำหรับโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีครูพี่เลี้ยงจาก 5 เขตพื้นที่นำร่อง ได้แก่ สพป.กาญจนบุรี ระนอง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสุรินทร์ รวมถึงครูในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQM (Teacher and School Quality Movement) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์กว่า 200 คน เพื่อเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและทดลองบันทึกข้อมูลจริง

การอบรมครั้งนี้มุ่งย้ำบทบาทของ Q-Info ในการ “คืนเวลาให้ครู” จากงานเอกสารและการจัดการข้อมูลที่ซ้ำซ้อน โดยระบบสามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญของผู้เรียนไว้ในที่เดียว ทั้งผลการเรียน การมาเรียน และพฤติกรรม พร้อมประมวลผลและแสดงผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ครูวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

หัวใจของ Q-Info คือการใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตรงจุด (Data-Driven Lesson Planning) จากเดิมที่ครูต้องใช้เวลาไล่ดูข้อมูลจากหลายแหล่ง วันนี้ระบบสามารถแสดง “ภาพรวมของนักเรียนแต่ละคน” ได้ทันที ทำให้ครูมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยง เช่น การขาดเรียน ผลการเรียนที่ลดลง หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง และเข้าไปช่วยเหลือได้ก่อนปัญหาจะสะสม ขณะที่การสอนก็ปรับจาก “รูปแบบเดียวทั้งห้อง” ไปสู่ “การดูแลเฉพาะตัว” ที่ตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนได้มากยิ่งขึ้น

Q-Info เป็นระบบสารสนเทศที่ กสศ. ร่วมกับ สพฐ. และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยช่วยให้สถานศึกษาขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล (Digital Transformation) อย่างเป็นระบบ นำร่องใช้ในโรงเรียนตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีสถานศึกษาทั่วประเทศลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 2,500 แห่ง และในปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนรับสิทธิ์ใช้งานเพิ่มอีกกว่า 600 แห่ง

เบื้องหลัง Q-Info เริ่มต้นจากความตั้งใจแก้ปัญหาที่ครูเผชิญอยู่ทุกวัน

ดร.อุดม วงษ์สิงห์

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. อธิบายว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศ Q-Info มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการ “ลดภาระงานครู” เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อสอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบบช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการงานเอกสารต่าง ๆ เช่น คะแนนสอบ ผลประเมินกิจกรรม และบันทึกการเยี่ยมบ้าน พร้อมยกระดับเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลที่ค้นหา ใช้งาน และประมวลผลได้สะดวก ช่วยให้การวางแผนการเรียนรู้และการบริหารจัดการโรงเรียนทำได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและการจัดเก็บเอกสารกระดาษจำนวนมาก

“ข้อมูลจาก Q-Info จะครอบคลุมทั้งการมาเรียน ผลการเรียน คะแนนกิจกรรม สุขภาพ และพัฒนาการของผู้เรียน พร้อมฟังก์ชันวิเคราะห์ประเมินรายบุคคล ซึ่งช่วยให้ครูสามารถดูแลนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนได้อย่างตรงจุด”

ดร.อุดมกล่าว พร้อมระบุว่า ระบบทำหน้าที่เสมือน ‘Class Attendance and Evaluation Record’ หรือ ‘บัญชีเรียกชื่อและสมุดบันทึกพัฒนาการผู้เรียน’ (ปพ.5) ในรูปแบบดิจิทัล ที่ช่วยให้ครูเห็นแนวโน้มของผู้เรียน ตั้งแต่การมาเรียน คะแนนกิจกรรม ไปจนถึงพฤติกรรม และนำไปสู่การจัดการเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning) ได้จริงในห้องเรียน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการเชื่อมต่อข้อมูลที่เคยแยกส่วนออกจากกัน ดร.อุดมชี้ว่า ในอดีตข้อมูลผู้เรียนมักถูกจัดเก็บแยกตามรายวิชา หากครูไม่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การทำความเข้าใจนักเรียนแต่ละคนจึงต้องเริ่มต้นใหม่ในทุกปีการศึกษา แต่ Q-Info ทำหน้าที่เป็น “บันทึกระยะยาว” ที่เชื่อมโยงข้อมูลข้ามชั้นเรียนและข้ามครู ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกส่งต่ออย่างต่อเนื่องโดยไม่สูญหาย เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เวลาของครูที่เพิ่มขึ้น

“ข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์และเรียกดูได้ผ่านสมาร์ตโฟน จะช่วยลดภาระงานด้านการส่งต่อข้อมูล ทำให้ครูมีเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการเตรียมการสอน การตรวจชิ้นงาน และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารโรงเรียนยังสามารถใช้ข้อมูลนำทางในการวางแผนพัฒนาโรงเรียนในภาพรวม (School-wide planning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในระยะยาว”

ในมิติของการดูแลนักเรียน Q-Info ยังทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายกรองความเสี่ยง” ระบบสามารถแสดงข้อมูลเชิงภาพ หรือ Dashboard ของนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ทันที เช่น กรณีติดศูนย์ ร หรือ มส ทำให้ครูสามารถติดตามและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนสะสมจนกระทบต่อการจบการศึกษา รายวิชาที่ค้างจะถูกจัดการได้แบบปีต่อปี ไม่ทิ้งปัญหาสะสมไปสู่ปีการศึกษาถัดไป และช่วยให้นักเรียนสามารถจบการศึกษาได้ตามกำหนด

หากมองในเชิงระบบ Q-Info ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของครู แต่คือฐานข้อมูลที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งโรงเรียน

อาจารย์นคร ตังคะพิภพ

อาจารย์นคร ตังคะพิภพ ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่า Q-Info คือความพยายามพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยโรงเรียนบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยยิ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้หลากหลายมิติเท่าใด โรงเรียนก็จะยิ่งมองเห็นแนวทางพัฒนาผู้เรียนได้ชัดเจนขึ้น ทั้งในระดับรายบุคคล รายกลุ่ม รายสถานศึกษา ไปจนถึงระดับเขตพื้นที่และเครือข่าย ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ไม่ได้ช่วยเฉพาะครูในห้องเรียน แต่ยังทำให้การกำกับติดตามและการกำหนดนโยบายในระดับภาพรวม สามารถดำเนินการได้อย่างใกล้ชิดและตรงกับบริบทของพื้นที่มากขึ้น

อาจารย์นครระบุว่า ในภาพใหญ่ Q-Info ยังเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อกับการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) สอดรับกับแนวคิดการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน TSQM ทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) การขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) และ การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น (TSQM-I)

หัวใจของการขับเคลื่อนนี้ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นฐานของการพัฒนาในทุกมิติของโรงเรียน โดย Q-Info ถูกวางให้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถ

  1. ติดตามและดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา
  2. ใช้ข้อมูลตั้งเป้าหมายและกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียนอย่างชัดเจน
  3. พัฒนาครูและผู้บริหารผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (PLC)
  4. ออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบโจทย์ผู้เรียน
  5. เชื่อมโยงความร่วมมือกับชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ
  6. ยกระดับระบบการดูแลนักเรียนให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น

“หากไม่มี Q-Info ช่วยบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานตามแนวทางเหล่านี้อาจไปไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากภาระงานจำนวนมากที่ครูและผู้บริหารต้องรับผิดชอบ” อาจารย์นครกล่าว พร้อมย้ำว่า การอบรมพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยงใน 5 เขตพื้นที่นำร่องครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของปีการศึกษา 2569 ที่จะทำให้โรงเรียนมีเครื่องมือช่วยลดภาระงาน และ “คืนเวลาให้ครู” เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

ภาพการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ สะท้อนชัดผ่านการใช้งานจริงในห้องเรียน

เสียงจากผู้ใช้งานยืนยันตรงกันว่า Q-Info ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดการข้อมูล แต่เป็นนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนทั้งระบบบริหารจัดการ และวิธีจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยครูกัลยา พงษ์สุระ จากโรงเรียนบ้านสามยอด อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า การนำผลวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียนในแต่ละรายวิชาจาก Q-Info มาใช้ ช่วยให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน โดยใช้ข้อมูลผลการเรียนเป็นฐานในการวางแผนแบบรายบุคคล

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการยกระดับผลการเรียนของนักเรียนทั้งชั้น แต่ยังช่วยให้ครูมองเห็นสัญญาณปัญหาได้รวดเร็ว และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา ขณะเดียวกัน นักเรียนเองก็เริ่มมองเห็นพัฒนาการของตนเป็นลำดับขั้น มีเป้าหมายในการเรียนรู้ และมั่นใจในศักยภาพของตัวเองมากขึ้น

Q-Info เชื่อมการทำงานระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองเข้าด้วยกัน

ครูกัลยาระบุว่า โรงเรียนได้นำฟังก์ชัน Q-Parent มาใช้เปิดให้ผู้ปกครองติดตามข้อมูลการเข้าเรียนและผลการเรียนของนักเรียน พร้อมสื่อสารกับครูเพื่อร่วมวางแผนและกำหนดเป้าหมายพัฒนา

“เราพบว่าในทุกการทดสอบ นักเรียนจะมีคะแนนดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการได้ประเมินตัวเองตลอดเวลา และผู้ปกครองก็เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้โรงเรียนเหมือนมีผู้ช่วยดูแลสนับสนุนอีกทางหนึ่ง” ครูกัลยากล่าว พร้อมเสริมว่า การติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ช่วยให้อัตราการขาดเรียนลดลง และในกรณีที่นักเรียนมีเหตุจำเป็น ครูก็สามารถรับรู้และหาแนวทางช่วยเหลือได้ก่อนที่เด็กจะหลุดจากระบบ

เสียงสะท้อนจากพื้นที่อื่นยืนยันตรงกันว่า Q-Info คือ “ผู้ช่วยครู” ที่ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นในเวลาที่น้อยลง

ครูในสังกัด สพป. เชียงใหม่ เขต 1 ระบุว่า ระบบ Q-Info ช่วยให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้และติดตามผู้เรียนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เพียงลดภาระงาน แต่ยังเพิ่มคุณภาพของการทำงานในห้องเรียนอย่างชัดเจน

ในมุมของผู้บริหารโรงเรียน การมีข้อมูลเชิงลึกกำลังเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ
ผอ.ศรีวรรณ์ ชาญกิจ โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าตั้งแต่ใช้ Q-Info ช่วยให้ครูสามารถเตรียมการสอนได้ละเอียดขึ้น และมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ขณะที่การประเมินผลก็ทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นแบบนาทีต่อนาที

“เมื่อข้อมูลเปิดดูได้ตลอดเวลา การวางแผนพัฒนาโรงเรียนก็ทำได้ตรงเป้ามากขึ้น เราสามารถปรับการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาสะสมจนสะท้อนออกมาในรูปของผลการเรียนศูนย์ ร มส ถึงปีการศึกษาถัดไป”

อีกหนึ่งมิติที่เห็นผลชัด คือการดูแลนักเรียนอย่างครอบคลุมและไม่ตกหล่น

ครูดวงดี เป็งสุรินทร์ โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงการใช้ Q-Info ในการติดตามพัฒนาการด้านโภชนาการของนักเรียน ว่าการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบช่วยประหยัดเวลา และเพิ่มความแม่นยำในการดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง เชื่อมโยงกันทั้งในโรงเรียน ระดับเครือข่ายโรงเรียน หรือระดับเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงการมีหลักฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างตรงกับความเป็นจริงของปัญหาในพื้นที่

“เมื่อใช้ Q-Info ไปสักระยะ เราจะรู้สึกว่าระบบนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานหลักของครู ทำให้สามารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงมากขึ้น และเชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา เพราะได้รับการดูแลทั่วถึง ส่วนสำหรับคุณครู เราเชื่อว่าเมื่อระบบ Q-Info มาช่วยให้ภาระงานลดลงแต่มีผลลัพธ์เพิ่มขึ้นได้ ก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของมิติใหม่ในการทำงานที่ครูทุกคนจะมีกำลังใจมากขึ้น พร้อมดึงศักยภาพในตัวออกมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น”