สร้างนิเวศแห่งความหวัง ผ่านการ RE-LEARN รื้อความเข้าใจ ทลายกำแพงอคติ ‘เด็กนอกระบบ’

สร้างนิเวศแห่งความหวัง ผ่านการ RE-LEARN รื้อความเข้าใจ ทลายกำแพงอคติ ‘เด็กนอกระบบ’

เด็กจะต้องอยู่ในระบบศึกษา อ่านตำรา เข้าสอบ ศึกษาต่อชั้นปริญญาตรี เมื่อจบก็เข้าทำงาน เปรียบดั่งกีฬาวิ่งที่ต้องเริ่มจากจุดปล่อยตัว วิ่งไปตามลู่ในระยะที่สนามจำกัดไว้ห้ามเกินเส้นชอล์ก แล้วรอถึงช่วงเวลาที่จะถึงเส้นชัย 

หากเด็ก หรือเยาวชนคนไหนก้าวเท้าออกจากลู่วิ่ง ที่เรียกว่า ‘ระบบการศึกษา’ จะถูกปรับว่าผิดกติกา และกลายเป็น ‘ผู้แพ้’ ไปโดยปริยาย นี่เป็นเหตุผลสำคัญในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘RE-LIFE • RE-LEARN • RE-FRAME เพราะเสียงที่ถูกลืม คือพลังในอนาคต’ ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อ 26–29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เราได้เจอกับนักวิ่งนอกสนามกว่า 60 คน ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน และคนทำงานเป็นเหล่าโค้ชจาก‘หน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่’ (Area-based Education : ABE) ทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนทำงานภาคสนาม

“ผมก็อยากให้เข้าใจพวกผมใหม่นะ บางทีสิ่งที่เขาคิดกันก็อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คิดก็ได้” ‘แทม’ เยาวชนวัย 23 ปี เดินทางมาจากเชียงใหม่ พร้อมกับเพื่อนๆ ในหน่วยการเรียนรู้ ‘ฅนวัยใส’ 

แทมบอกว่าตัวเองคือกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นที่อยากสื่อสารว่า เมื่อตอนเกิดปัญหา ‘ท้องในวัยเรียน’ แล้วแจ้งกับคนรอบตัว สิ่งแรกคือ ไม่อยากให้ผู้ใหญ่รุมว่าเขา แต่อยากขอให้แสดงความเห็นใจกันบ้าง 

“ตอนนั้น ม.3 แฟนท้อง จำได้ว่าโดนพูดไม่ดีใส่จากหลายๆ คน บางคนก็บอกว่า ‘ไม่รอดหรอก’ บางคนก็บอกว่า ‘เดี๋ยวก็เลิกกัน วัยรุ่นไม่คิดอะไร’ ความเป็นจริงคือ เราเครียดมาก่อนแล้ว แล้วคุยกันแล้วว่าจะยังไงดี ความรู้สึกแรกคืออยากให้ผู้ใหญ่ฟังเราบ้าง”

คาร์ฟูล คือนักเรียนชั้นม.5 ในหน่วยการเรียนรู้กลุ่ม CYC.&The Gang (ซีวายซีแอนด์เดอะแก๊ง) ที่เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคาร์ฟูลยังคงเรียนอยู่ แต่ความตั้งใจที่มางานนี้เพื่อต่อยอดความรู้นำไปปรับใช้กับเพื่อนๆ นอกระบบคนอื่นที่ไม่ได้มา

“เพื่อนผมมีคนที่ไม่ได้เรียน บางคนติดน้ำท่อม บางคนแว้นรถ แต่ก็ยังทำกิจกรรมด้วยกันได้ปกติ เวลามีแข่งบอลเขาก็มา ตอนแรกที่บอกแม่ว่าคบเพื่อนกลุ่มนี้ แม่ด่าเหมือนกันว่า ‘ไปคบทำไมเด็กไม่ดี’ แต่สำหรับผมเขาก็เป็นคนดีนะ ไม่ได้แย่อะไร”

‘เดี๋ยวก็ไปไม่รอด’ ‘เดี๋ยวก็เลิกกัน’ ‘เด็กโตมายังไงก็ไม่มีคุณภาพ’ ‘ไม่ได้รักลูกจริง’ ที่เกิดขึ้นกับแทม และพ่อแม่วัยรุ่นหลายๆ คน หรือ ‘ไปคบทำไมเด็กไม่ดี’ ที่คาร์ฟูล เล่าให้ฟัง คือ ‘อคติ’ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าอคตินี้ ฝังรากลึกทำงานกับ ‘เด็กนอกระบบ’ มาอย่างยาวนาน ส่งผลสู่การเลือกปฏิบัติ และกดทับเด็กให้จมอยู่กับที่โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ศักยภาพของตนเอง

อคติเด็กนอกระบบ มีอยู่จริง จากอะไร?

นเรศ สงเคราะห์สุข หรืออาจารย์ต๋อม หัวหน้าโครงการหนุนเสริมทางวิชาการ สังเคราะห์จัดการความรู้และพัฒนาเครือข่ายหน่วยจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กสศ. โยนคำถามสู่คณะทำงานเด็กนอกระบบ ในเซกชันหนึ่งของงานประชุมเชิงปฏิบัติการว่า “อคติมีจริงไหม และแข็งแรงจากอะไร” 

คนทำงานจากหลายๆ หน่วยการเรียนรู้ยอมรับความจริงที่ว่าอคติเด็กนอกระบบในสังคมไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับทวีความรุนแรงขึ้นผ่าน ‘มายาคติ’ ที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องธรรมชาติ 

“ปฏิบัติการของอคติทำงานในระดับที่ร้ายแรงกว่าแค่มองคนต่างออกไป แต่มันคือการพยายามลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้ไม่เท่ากันหรือเปล่า” ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง ครูประจำโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งและผู้ก่อตั้งห้องเรียนสี่ตารางวา หรือศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ กล่าว 

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของอคติในไทยคือ ‘มิติของชนชั้น’ 

“นิยามการเป็นเด็กรอบระบบการศึกษามันไม่ได้ถูกพูดถึงลูกหลานคนรวยในแบบเดียวกับที่ลูกหลานคนชนชั้นล่างต้องเจอ เพราะมันมีมิติของชนชั้นในเรื่องของอคติด้วย มีมิติของเรื่องเพศ และปัจจัยของกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง”

ครูติ๊กอธิบายว่าเราจะไม่เห็นอคติทางการศึกษาทำงานกับลูกหลานคนรวยที่ลาออกมาเรียน Home School หรือไปศึกษาต่อต่างประเทศในแบบเดียวกับที่เด็กชนชั้นล่างต้องเผชิญ เมื่อเด็กจากครอบครัวเปราะบางก้าวออกจากระบบการศึกษา พวกเขาจะถูกนิยามทันทีว่าเป็น ‘เด็กนอกระบบ’ ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสังคม

ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง

“เวลาคนพูดถึงเด็กนอกระบบ เขาไม่ได้มองว่าทำไมถึงนอกระบบ แต่เขาเห็นแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความนอกระบบ” อ.ต๋อม กล่าว 

นอกจากนี้ อคติยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันคนส่วนใหญ่ให้ห่างไกลจากทรัพยากรและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบและเด็กนอกระบบที่มักถูกตีตราว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาเพียงเพราะพวกเขาไม่เดินตามเส้นทางที่รัฐขีดไว้ 

RE-LEARN : รื้อถอนมาตรฐานความสำเร็จที่มีเพียง ‘คำตอบเดียว’

“คนที่ไม่ไปถึงเกณฑ์ที่สังคมต้องการ หรือชนชั้นนำของสังคมต้องการเนี่ย จะกลายเป็นคนไม่มีตัวตน และเมื่อเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในสังคม คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นคนที่ต้องเข้ามาเป็นสาเหตุของปัญหาเสมอ” 

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม เช่น ปัญหาการรวมกลุ่มของวัยรุ่นหรือปัญหายาเสพติด เด็กนอกระบบกลุ่มนี้จะกลายเป็น ‘จำเลยสังคม’ และถูกตีตราว่าเป็นสาเหตุของปัญหาเสมอ อคตินี้ทำหน้าที่กีดกันพวกเขาออกจากทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและการเข้าถึงโอกาสทางสังคมที่ดีกว่าเดิม 

อ.ต๋อม อธิบายว่าเมื่อเด็กๆ ขาดทั้งโอกาสและพื้นที่ที่พร้อมจะเข้าใจ สังคมจึงหยิบ ‘ความรุนแรง’ มาใช้แก้ปัญหาแบบฉาบฉวย ซึ่งในทางปฏิบัติ นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ความรุงแรงกลับทำลายอนาคตของเด็กในระยะยาว จนหลายคนหลุดเข้าไปอยู่ในวงจร ‘ยาเสพติด’ หรือต้องกลายเป็น ‘พ่อแม่วัยรุ่น’ โดยไม่มีระบบประคองให้พวกเขาเติบโตได้อย่างแข็งแรง ขณะที่อีกไม่น้อยต้องถูกผลักให้กลายเป็น ‘แรงงานเด็ก’ รับภาระหนักเกินวัยจนส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

อาจารย์ต๋อม-นเรศ สงเคราะห์สุข

อคติเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยการ ‘ผลิตซ้ำ’ ชุดความเชื่อจากชนชั้นนำที่ครอบงำสังคมมาอย่างยาวนาน โรงเรียนและแผนพัฒนาของรัฐยุคหนึ่งทำให้เราเชื่อว่า คนที่สังคมต้องการคือคนที่จบปริญญาตรีหรือการศึกษาภาคบังคับตามเกณฑ์เท่านั้น ใครที่ขัดขวางหรือทำไม่ได้ตามแผนนี้ จะถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางการเจริญเติบโตของประเทศ 

โจทย์ที่หน่วยการเรียนรู้เห็นตรงกันคือ ปัญหาของเด็กและเยาวชนนอกระบบไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วน แต่กลับร้อยรัดและส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ โดยมีชนวนเหตุสำคัญคือ ‘อคติ’ และวิธีคิดแบบขาวดำของคนในสังคมที่คอยตีตรา ตัดสิน และสร้างกำแพงสูงจนเด็กกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงโอกาส ‘การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต’ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหามากกว่าการศึกษาในกรอบแบบเดิม ๆ

สร้างนิเวศแห่งความหวังที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ภาพในอนาคต ที่การประชุมปฏิบัติครั้งนี้อยากให้เกิดขึ้นคือ การรื้อถอนอคติไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องทำผ่านการเปลี่ยน ‘นิเวศการเรียนรู้’ ทั้งหมด

“ความสำเร็จมันควรมีเส้นทางที่มากมาย และทุกคนต้องยอมรับว่ามันเป็นเส้นทางไปสู่ความสำเร็จได้ด้วย” ครูติ๊กกล่าว 

เสาหลักสำคัญของกระบวนการนี้ อาจจะเริ่มต้นจากการปรับ Mindset ของทุกภาคส่วน รวมถึงคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กนอกระบบโดยตรงด้วยเช่นกัน อย่างการที่ผู้ทำงานด้านการศึกษาต้องมองหาการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่การศึกษาในระบบแบบเดิม เพื่อคลี่คลายปัญหาอคติ

“ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง แต่ครอบครัว ชุมชน และคนทำงานด้านการศึกษาต้องยอมรับว่าความสำเร็จมีหลายเส้นทาง” ครูติ๊กกล่าว 

อ.ต๋อม บอกว่า ส่วนนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด แต่ครูติ๊กบอกว่ากระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ระบบการศึกษารุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่หากจบแค่ ป.2 ก็ไม่ได้ถูกด้อยค่าเท่ากับเด็กที่จบแค่ ม.3 ในปัจจุบัน 

ซึ่งสิ่งนี้อาจจะใช้บทบาทของสื่อและเครือข่ายทางความคิดเข้ามาประกอบด้วย ภาคีที่ทำงานด้านสื่อเสนอว่าสื่อต้องหยุดผลิตซ้ำอคติที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านลบ และช่วยสร้างการรับรู้ใหม่ที่มองเห็นศักยภาพที่หลากหลายของเด็กนอกระบบ 

รวมถึงการสร้างเส้นทางที่หลากหลาย อ.ต๋อม กล่าวว่า อนาคตของเด็กนอกระบบต้องมีเส้นทางที่เปิดกว้างมากกว่าปัจจุบัน การศึกษาไม่ใช่แค่การนั่งในห้องเรียน แต่คือการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับอนาคตที่พวกเขาต้องการจะเป็นจริงๆ 

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สามารถทำได้เลย สำหรับกระบวนการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเด็กนอกระบบคือการแก้ปัญหาที่สาเหตุ และสร้างทักษะการเอาตัวรอดให้กับเด็กในแต่ละพื้นที่ เพราะปัญหาของเด็กในแต่ละพื้นที่มีบริบท และมิติสังคมที่แตกต่างกัน เด็กในเชียงรายอาจต่างจากเด็กในกรุงเทพฯ 

 “การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือถ้าเราเรียนรู้ว่าเราถูกกดทับ เราไม่สามารถจะไปบังคับให้สังคมทุกคนเหมือนกันทำตามสิ่งที่เราต้องการได้ แต่ว่าเราจะสร้างมาตรฐานให้เราเอาตัวรอดได้” ครูติ๊กทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอ