กสศ. ผนึก 601 สถานศึกษา ขับเคลื่อนทุน ODOS รุ่น 4 ปิดรอยต่อเด็กช้างเผือก ม.3 สู่การเรียนต่อเนื่อง ม.ปลาย–ปวช. สาย STEM

กสศ. ผนึก 601 สถานศึกษา ขับเคลื่อนทุน ODOS รุ่น 4 ปิดรอยต่อเด็กช้างเผือก ม.3 สู่การเรียนต่อเนื่อง ม.ปลาย–ปวช. สาย STEM

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีสถานศึกษาจำนวน 601 แห่งทั่วประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) รุ่นที่ 4 เพื่อ “ปิดรอยต่อทางการศึกษา” ของเยาวชนกลุ่ม “ช้างเผือก” หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนจำนวน 1,200 คน จากโรงเรียนต้นทางกว่า 11,518 แห่งทั่วประเทศ ได้เรียนต่ออย่างต่อเนื่องในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในสาขา STEM เพื่อพัฒนากำลังคนคุณภาพ ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 กสศ. และหน่วยงานภาคี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานทุน ODOS รุ่นที่ 4 เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเตรียมความพร้อมในการเสนอชื่อนักเรียนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

โครงการทุน ODOS เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่ง “ปิดช่องว่างโอกาสทางการศึกษา” โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือ “เด็กช้างเผือก” ให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการเรียนรู้ในสาขา STEM หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การดำเนินงานของทุน ODOS ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมผู้เรียน 4 รุ่น โดยในรุ่นที่ 4 นี้ มุ่งเป้าหมายไปที่เยาวชนที่เพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1,200 คน จากโรงเรียนต้นทางกว่า 11,518 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 928 อำเภอใน 77 จังหวัด เพื่อเข้าสู่การเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผ่านความร่วมมือของสถานศึกษาปลายทาง 601 แห่งทั่วประเทศ

ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สพฐ. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารการมัธยมศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีศักยภาพแต่ขาดโอกาส ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่

“จากประสบการณ์ 3 รุ่นที่ผ่านมา เรามั่นใจว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะช่วยนำโอกาสไปถึงเยาวชนที่จบ ม.3 ให้ได้เรียนต่อ และดูแลผู้รับทุนทั้ง 1,200 คน ให้ก้าวไปถึงเป้าหมายได้อย่างสำเร็จ”

นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า อาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนากำลังคนในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยทุน ODOS ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่เป็นการวางรากฐานระบบผลิตกำลังคนคุณภาพ

“ทุน ODOS คือการลงทุนเพื่อสร้างกำลังคนที่มีทั้งทักษะ ความรู้ และวิสัยทัศน์ ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ผู้รับทุนพร้อมทำงานหรือศึกษาต่อ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมีส่วนสำคัญในการปิดรอยต่อทางการศึกษา และยกระดับจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย จากประมาณ 9 ปี ให้เพิ่มขึ้นสู่ 12 ปี “เราไม่ควรปล่อยให้เด็กไทยหยุดการเรียนรู้ไว้แค่ 9 ปี ทั้งที่ศักยภาพของพวกเขาไปได้ไกลกว่านั้น”

ข้อมูลเชิงลึกยังสะท้อนว่า เยาวชนกลุ่ม “ช้างเผือก” จากครัวเรือนยากจน สามารถทำคะแนน PISA ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนจากครัวเรือนฐานะดี โดยประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มนี้ราว 26,896 คน หรือคิดเป็น 3.75% ของนักเรียนชั้น ม.3 ทั้งประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของทุนมนุษย์ที่ไม่ควรถูกมองข้าม

ที่ผ่านมา โครงการODOS ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น มีผู้ได้รับทุนรวมกว่า 3,600 คน โดยผู้รับทุนรุ่นแรกกำลังเตรียมศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่รุ่นที่ 4 ซึ่งเปิดรับจำนวน 1,200 คน อยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือก โดยจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และยืนยันสิทธิ์ในช่วงวันที่ 18–29 พฤษภาคม 2569

ทั้งนี้ สถานศึกษาทั่วประเทศสามารถเสนอชื่อนักเรียนที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 8 พฤษภาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ https://scholarshipreg.eef.or.th/

“ทุกหน่วยงานคือกลไกสำคัญในการเชื่อมความร่วมมือ เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนที่หลากหลาย และขยายโอกาสอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว