CP ALL จับมือ กสศ. สร้างสะพานโอกาส มอบทุน ปวช.–ปริญญาตรี ลดเด็กหลุดจากระบบช่วงรอยต่อการศึกษา

CP ALL จับมือ กสศ. สร้างสะพานโอกาส มอบทุน ปวช.–ปริญญาตรี ลดเด็กหลุดจากระบบช่วงรอยต่อการศึกษา

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านทุนมนุษย์ ทั้งจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง และเด็กเยาวชนจำนวนมากที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อสำคัญของชีวิต ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “สะพานโอกาส” เพื่อให้เด็กไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดและเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. และ นายอิษฏ์ ปักกันต์ธร รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ. ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยมี นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ที่ปรึกษาคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และรักษาการรองอธิการบดีอาวุโสสายบริหาร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ พร้อมด้วย นายโตมร จันทรา ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธี

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ มอบโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขาดแคลนโอกาส ผ่านการมอบทุนการศึกษาในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาตรี ในสาขาที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจจริง อาทิ ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าสมัยใหม่ และธุรกิจอาหาร

ผู้รับทุนสามารถเลือกศึกษาต่อในสถานศึกษาเครือข่ายของบริษัท ซีพี ออลล์ และสถานศึกษาที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ อาทิ

  • วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (ระดับ ปวช. และ ปวส.)
  • ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ 20 แห่งทั่วประเทศ (ระดับ ปวช.)
  • สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (ระดับปริญญาตรี โท และเอก)
  • หน่วยการศึกษาปัญญาภิวัฒน์ 11 แห่งทั่วประเทศ (ระดับปริญญาตรี)
  • รวมถึงสถานศึกษาของรัฐและเอกชนที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ

นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด กล่าวว่า ซีพี ออลล์ ดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 19 ปี โดยเชื่อว่าการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม

“ทุนการศึกษานี้เปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเรียนต่อได้ตั้งแต่ระดับ ปวช. จนถึงปริญญาตรี และสามารถเลือกเรียนในสถานศึกษาที่ใกล้บ้านได้ทั่วประเทศ ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และฝึกอาชีพในท้องถิ่นของตนเองได้”

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบการเรียนรู้ของโครงการเป็น Work-based Education หรือการเรียนควบคู่การทำงานจริง ผู้เรียนจะได้รับการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการจริง มีรายได้ระหว่างการฝึกอาชีพ และสามารถพัฒนาทักษะจนมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) โดยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปีติดต่อกันเป็นปีที่สอง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคนต่อปี ทำให้การพัฒนาทุนมนุษย์กลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ

“ปัจจุบันเรามีเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาด้วยปัญหาความยากจนมากกว่า 1.9 ล้านคน และมีเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาอีกประมาณ 600,000 คน การจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ยังอยู่ในระบบหรือกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้ จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามีเด็กยากจนในฐานข้อมูลของ กสศ. ที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อหลังจบ ม.3 มากกว่า 30,000 คน ซึ่งสะท้อนว่าช่วงรอยต่อหลังการศึกษาภาคบังคับเป็นช่วงเวลาที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิต

“สำหรับเด็กจากครอบครัวรายได้น้อย การเรียนต่อสูงกว่าภาคบังคับหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าครองชีพ จึงทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องตัดสินใจหยุดเรียน แม้จะมีศักยภาพก็ตาม”

ดร.ไกรยส กล่าวว่า การไม่สามารถก้าวข้ามรอยต่อทางการศึกษานี้ ถือเป็นความสูญเสียสำคัญของประเทศในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์

“ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ ซีพี ออลล์ จึงเป็นตัวอย่างของแนวคิด All for Education – ปวงชนเพื่อการศึกษา ที่ภาคเอกชนเปลี่ยนสถานะจากผู้บริจาคมาเป็นพันธมิตรในการสร้างโอกาสทางการศึกษา และร่วมกันแก้ปัญหาเชิงระบบของประเทศ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันคนไทยมีจำนวนปีที่ได้รับการศึกษาเฉลี่ยประมาณ 9.32 ปี หรือราวระดับการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เยาวชนไทยสามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น และสร้างทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสำหรับอนาคตของประเทศ