รัฐบาลผนึกกำลัง 4 หน่วยงานยกระดับ “Thailand Zero Dropout PLUS” ชูโมเดลเรียนรู้ยืดหยุ่น-รับมือวิกฤตการณ์ซับซ้อน

รัฐบาลผนึกกำลัง 4 หน่วยงานยกระดับ “Thailand Zero Dropout PLUS” ชูโมเดลเรียนรู้ยืดหยุ่น-รับมือวิกฤตการณ์ซับซ้อน

กรุงเทพมหานคร – กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมเปิดปฏิบัติการขับเคลื่อนแนวทาง “Thailand Zero Dropout PLUS พ.ศ. 2569” เดินหน้าแผนเชิงรุกค้นหาและดูแลเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศ เน้นความยืดหยุ่นและลดความซ้ำซ้อน ชูระบบ “ธนาคารหน่วยกิต” และ “รับวิกฤตการณ์ซับซ้อน” เพื่อสร้างโอกาสที่เสมอภาคและเท่าเทียม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ประธานอนุกรรมการบูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เปิดเผยว่า จากการดำเนินการของโครงการ Thailand Zero Dropout ที่เริ่มต้นในปี 2566 จนสามารถลดจำนวนเด็กนอกระบบจากกว่า 1 ล้านคน ลงเหลือ 603,095 คนในปี 2568 แต่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ  ความถดถอยของสภาพเศรษฐกิจ  ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ล้วนส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น การทำงานจึงต้องยกระดับขึ้น และเป็นที่มาของ Thailand Zero Dropout PLUS และการดำเนินการผ่านแนวคิด “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” และ “ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)”  หรือการเรียนรู้ผ่าน Learning Passport ที่ระบุให้เลข 13 หลักบนบัตรประชาชนใบเดียว เป็นเสมือนเครื่องมือนนำทางให้เด็กเยาวชนใช้เข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

“แม้ในอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี แต่นโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีเตรียมแถลงในเร็วๆ นี้ จะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งทิศทางที่ชัดเจนนี้จะช่วยให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น ความร่วมมือในวันนี้จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการทำงานในระดับภูมิภาคให้เกิดผลเป็นรูปธรรม”

ด้าน ดร. ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในปีที่ผ่านมาว่า ความร่วมมือของ 11 หน่วยงานภาคีได้สร้างผลสัมฤทธิ์ใน 4 มิติ ทั้งการค้นหาเด็กจนชี้เป้าได้แม่นยำ การจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดครบ 77 จังหวัด และการนำภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาแบบ “Learn to Earn” สำหรับปี 2569 จะมุ่งเน้นมิติหลักสำคัญ คือการเชื่อมโยงฐานข้อมูล Thailand Zero Dropout เข้ากับระบบ พม. Smart และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อลดความซ้ำซ้อน/การสนับสนุนทรัพยากรตรงถึงตัวเด็ก โดยจัดเตรียมวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 5,000 บาทต่อคน ครอบคลุมทั้งการสำรวจ แผนดูแล และเงินเยียวยาจากภาวะวิกฤต และระบบ Learning Passport บัญชีการเรียนรู้รายบุคคลที่เชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอาชีพ และธนาคารหน่วยกิต เพื่อรับรองประสบการณ์ให้เป็นวุฒิการศึกษา

ดร.ชูสิน วรเดช รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ย้ำถึงบทบาทของ ศธ. ในฐานะโซ่ข้อกลางว่า ได้ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือ OBEC Care ครอบคลุมกว่า 28,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อดูแลสุขภาพจิตและช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล พร้อมขยายผลโรงเรียนนำร่อง 927 แห่ง เพื่อรองรับเด็กที่หลุดจากระบบให้กลับมาเรียนรู้ตามความถนัดและเงื่อนไขชีวิตที่หลากหลาย

“กระทรวงศึกษาธิการ ให้คำมั่น ว่า ปี 2569 จะพาน้องๆ กลับมาสู่ระบบการศึกษา โดยใช้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น โดยการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ไม่ใช่ภารกิจที่หน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งจะบรรลุเป้าหมายได้เพียงลำพัง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดกลไกการช่วยเหลือทุกมิติโดยใช้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น”  ดร.ชูสิน กล่าว 

ด้าน นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า กลไกท้องถิ่นคือฟันเฟืองสำคัญที่สุด โดยมหาดไทยมุ่งเป้าขยายผลตำบลต้นแบบให้ครอบคลุม 7,842 แห่งทั่วประเทศ และเร่งรัดการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับท้องถิ่นให้เสร็จสิ้นภายในมีนาคม 2569 พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดกับกลุ่มเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนกว่า 2.7 แสนคน ให้เข้าถึงสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้ว่าปัญหาเด็กหลุดจากระบบมักเริ่มจากความเปราะบางของครอบครัว พม. จึงใช้ระบบ “พม. Smart” เป็นเครื่องมือหลักในการจัดสวัสดิการสังคมแบบครบวงจร ทั้งการเยียวยาสภาพจิตใจและเงินอุดหนุนครอบครัว โดยเฉพาะเด็กในสภาวะวิกฤตจากภัยพิบัติหรือสงคราม เพื่อให้เด็กมีความพร้อมก่อนส่งต่อกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้พื้นที่เป็นฐานและใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป