กสศ. ปรับกระบวนการทำงานสอดคล้องกับสถานการณ์

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินงาน การขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอภาค) ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ให้แก่กองการศึกษาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้อำนวยการสถานศึกษา และบุคคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสังกัด อปท. กว่า 1,700 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบ Teleconference 

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ในการดำเนินการภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563  สถ. ร่วมกับ กสศ. ได้พัฒนาหลักเกณฑ์กระบวนการคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม และการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายบุคคลที่สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19

เพื่อบรรเทาการมาเรียนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีนักเรียนในสังกัด อปท. ได้รับเงินช่วยจาก กสศ. จำนวน 9,214 คน ครอบคลุมโรงเรียน 475 โรงเรียน 

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดี สถ.

ทั้งนี้ในภาคเรียนที่ 2/2563 สถ.ตั้งเป้าหมายร่วมกับสถานศึกษาสังกัด อปท. ค้นหานักเรียนยากจนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 และยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการคัดกรองที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเน้นย้ำให้สถานศึกษาให้ความสำคัญและทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อไม่ให้นักเรียนเสียสิทธิ์จากการช่วยเหลือของ กสศ.

นายทวี กล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา สถ.และ กสศ. ได้มีการติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา และมีการเร่งรัดให้กองการศึกษาท้องถิ่นติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขของ กสศ.  2 เรื่องสำคัญ คือ 1) การติดตามการบันทึกใบสำคัญรับเงิน (กสศ.06) กรณีที่นักเรียนรับเงินสดผ่านสถานศึกษา 2) การบันทึกเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนฯ คือ การบันทึกการมาเรียน และน้ำหนักส่วนสูง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ในการติดตามนักเรียนและช่วยเหลือต่อไป จึงขอความร่วมมือกองการศึกษาท้องถิ่นในการติดตามสถานศึกษาที่ด้วย

“วันนี้ความร่วมมือเรื่องฐานข้อมูลถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลสถานะนักเรียนรายบุคคล เพราะนักเรียนที่จะได้รับเงินอุดหนุนฯ ต้องอยู่ในเกณฑ์ยากจน ครัวเรือนมีรายได้ไม่เกิน 3.6 หมื่นบาทต่อปี และจากการให้ครูได้ไปติดตามลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ทำให้เห็นสภาพปัญหาของเด็กว่าจะช่วยเหลือตรงไหนได้บ้าง กสศ. ก็จะสนับสนุนเรื่องเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ส่วนอปท.จะดูเรื่องมิติทางสังคมการช่วยเหลือทางกายภาพที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการประสานงานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่างๆอย่างเหมาะสม” รองอธิบดี สถ. กล่าว  

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายครอบครัวของเด็กนักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ ที่อาจกระทบไปถึงตัวเด็กนักเรียนจนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่ง กสศ. ได้ติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากสถานการณ์โควิท-19 ต่อครัวเรือนนักเรียนทุนเสมอภาคมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ผ่านมา

โดยได้ปรับปรุงการทำงาน และกระบวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของครูทั่วประเทศในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมาที่พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อคนต่อวันของครัวเรือนนักเรียนทุนเสมอภาคลดลงเหลือเพียงวันละ 36 บาท และมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 44 เป็นร้อยละ 73 

“จึงอยากขอความร่วมมือจากท้องถิ่นจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องระดมความร่วมมือในการค้นหาและคัดกรองนักเรียนยากจน เพื่อไม่ให้มีนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ ดังนั้นการคัดกรองข้อมูลนักเรียนถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นฐานการทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆ ที่ยากจนที่สุดในประเทศได้มีโอกาสรับเงินอุดหนุน จาก กสศ. เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ปีการศึกษา 2563 กสศ. ได้ขยายความช่วยเหลือนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว” ดร.ไกรยส กล่าว

Back To Top