คุณภาพชีวิตเราไม่เท่ากัน เรายังมีสิทธิฝันเท่ากันไหม
ซีรีย์การสื่อสารมาตรา 12 - การศึกษาในมือคุณ Ed in You
โดย : เสาวนีย์ สังขาระ

คุณภาพชีวิตเราไม่เท่ากัน เรายังมีสิทธิฝันเท่ากันไหม

00 นิทานปลาดาว

นิทานเรื่องปลาดาว เป็นเรื่องที่เราหลายคนเคยได้ยิน

เช้าวันหนึ่งหลังพายุสงบ ชายคนหนึ่งเดินไปตามชายหาด เขาเห็นปลาดาวนับหมื่นตัวถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้น กำลังจะแห้งตาย ไกลออกไป มีเด็กคนหนึ่งก้มลงหยิบปลาดาว แล้วโยนกลับลงทะเลทีละตัว

ชายชราถามด้วยความสงสัย “หนูทำไปก็ช่วยไม่ได้ทั้งหมดหรอก มันไม่เปลี่ยนอะไรเลย”

เด็กคนนั้นหยิบปลาดาวอีกตัว โยนลงทะเล แล้วตอบว่า “แต่สำหรับตัวนี้ มันเปลี่ยน และมันจะรอด”

คนทำงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาทางเลือก มักเริ่มต้นจากการเป็น “เด็กคนนั้น”

เราเชื่อในการเปลี่ยนแปลงทีละคน เชื่อในชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความหมาย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเราทำงานมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้นคำถามหนึ่งเริ่มดังขึ้นในใจ หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่กำลังยุ่งอยู่กับการโยนปลาดาว
โดยไม่เคยหันกลับไปมองว่า “ทะเลทั้งผืน ที่เรากำลังโยนปลาดาวลงไปนั้น มันทั้งเน่าทั้งร้อนอยู่รึเปล่า”

01 ชีวิตที่ไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน

ฉันรู้จักคำว่า “มาตรา 12” ตั้งแต่ช่วงเรียนจบมหาลัยหมาดๆ และให้เวลากับตัวเองหนึ่งปี เรียกว่า Gab Year เพื่อออกเดินทาง ตั้งคำถามกับชีวิต  เพราะตลอดเวลาที่เรียนมา ฉันไม่เคยรู้สึกว่า ชีวิตเป็นของตัวเอง เราเรียนในสิ่งที่ถูกกำหนด สอบในสิ่งที่ต้องผ่าน และจบมาเพื่อเอาปริญญาไปแขวน สมัครงาน แต่คำถามคือ “เรามีชีวิตมาเพื่อเท่านี้จริงหรือ”  หนึ่งปีนั้น ฉันไม่ได้เจอคำตอบที่ “ใช่” มากนัก แต่กลับเจอคำตอบที่ต้อง “ขีดฆ่า” มากมาย และนั่นทำให้ฉันตั้งคำถามกับระบบการศึกษา ที่สอนให้เรามองหาคำตอบที่ถูก แต่ไม่เคยสอนให้เราปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่

ฉันได้ไปที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เพื่อเป็นอาสาจัดการประชุมการศึกษาทางเลือกนานาชาติ แล้วแม่แอ๊ว รัชนี ธงไชย พูดให้ฟังว่า ภาคประชาชน กำลังผลักดันเรื่องนี้เป็นกฎหมาย จากนั้น ฉันก็ได้ยินว่า “มาตรา 12 – การกระจายอำนาจการศึกษาสู่ประชาชน” ก็ได้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 42 นั่นคือ ชัยชนะที่งดงามที่สุดของภาคประชาชนที่ฉันรู้สึก 

ฉันสงสัยตั้งแต่ตอนนั้นว่า แล้วมาตรา 12 มันจะเปลี่ยนอะไร มันจะให้คำตอบข้างต้นที่ฉันมีอย่างไร ตอนนั้นแม่แอ๊วตอบว่า เราก็จะมีทางเลือก มีอำนาจในการออกแบบการเรียนรู้ให้กับชีวิตเรามากขึ้น คำตอบนี้ยังติดอยู่ในใจฉันตลอดมา

02 วุฒิการศึกษา กับโอกาสในชีวิต

แล้วชีวิตก็พาฉันออกบิน เดินทางไกลไปทั่ว เพื่อตั้งคำถามกับการศึกษา จนกระทั่งได้ไปถึงอินเดีย ฉันถามครูผู้ตั้งโรงเรียนหนึ่งสำหรับเด็กยากจนใจกลางเมืองเดลีว่า วุฒิถ้าคุณให้เด็กเลือกได้ว่า จะเอาวุฒิการศึกษารึเปล่า วุฒิการศึกษายังศักดิ์สิทธิอยู่มั้ย  เพราะที่นั่น ให้เด็กเลือกได้ว่า จะเรียนแบบเอาวุฒิ หรือ ไม่เอาก็ได้ 

ครูคนนนั้นตอบว่า 

“ถ้าคุณเก่ง ไม่มีใครถามวุฒิ
แต่ถ้าคุณจน วุฒิการศึกษาสำคัญ”

เค้าให้เด็กเค้ามีทางเลือกทั้งหลายๆทาง หนึ่งในนั้นคือ จะเลือกเป็นคนจนที่เก่ง ไม่เอาวุฒิก็ได้ 

ฉันคงเป็นคนที่มีต้นทุนชีวิตพอสมควร ไม่เคยต้องใช้วุฒิการศึกษาสมัครงาน แต่ก็ยังมีชีวิต มีงาน มีธุรกิจของตัวเองได้ และอยู่รอดมาได้อย่างดี คำถามคือ คนแบบฉัน มีกี่เปอร์เซ็นต์ในสังคมนี้ เพราะสำหรับคนอีกจำนวนมาก วุฒิการศึกษาไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือ “ทางรอด”

03 เมื่อความหิว มาก่อนความฝัน

ช่วงชีวิตหนึ่ง ฉันเปิดโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ชายแดน ชื่อว่า “ห้วยหิ่งห้อย” ที่ชายแดนสังขละบุรี กาญจนบุรี เด็ก ๆ ที่นั่น หลายคนไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน แม้จะเกิดในประเทศนี้  วันหนึ่ง ครูเปิดสอนวิชา “จินตนาการ” เด็กคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า

“คำว่า จินตนาการ คืออะไรครับ ผมไม่รู้จัก” 

“ครูรู้จักความหิวไหมครับ”
“วันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่ากลับบ้านจะมีข้าวกินไหม”
“แล้วผมจะจินตนาการได้ยังไง”

คำถามนั้น ซื่อตรง แต่เจ็บร้าวลึก และไม่เคยหายไปจากใจของฉัน

04 มาตรา 12 : โอกาส หรือเพียงทางเลือกของคนชายขอบ

มาตรา 12 เกิดขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนสามารถจัดการศึกษาได้เอง มีรูปแบบหลากหลาย
ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา มันคือความพยายาม
ในการ “กระจายอำนาจ” ทางการศึกษาที่ภาคประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้มา 

แต่จากการทำงานภาคสนามเกือบสิบปี ฉันพบความจริงที่ซับซ้อน มาตรา 12 ในภาพใหญ่
ยังคงทำหน้าที่เป็น “ทางเลือก” ของเด็กที่อยู่ในขั้นพื้นฐานของชีวิต เด็กที่ยังต้องดิ้นรนเรื่อง อาหาร ที่อยู่อาศัย และความมั่นคง หรือพูดอีกแบบคือ มันกำลังโอบอุ้มเด็กในขั้นต้นของความต้องการชีวิต

แต่สำหรับเด็กที่มีต้นทุนมากกว่า มีโอกาสฝันไกลกว่า มีสิทธิเลือกชีวิตได้มากกว่า มาตรา 12 ยังไม่ใช่ “พื้นที่หลัก” ของพวกเขา ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นสิทธิ ที่เด็กทุกคนควรได้รับ เพราะในกฎกระทรวงยังบรรจุคุณสมบัติผู้เรียนว่า “สำหรับผู้ด้อยโอกาส” เท่านั้น 

05 คำถามเรื่อง “คุณภาพ” ที่ไม่เท่ากัน

เรามักตั้งคำถามว่า “การศึกษามาตรา 12 มีคุณภาพไหม” แต่คำถามที่ควรถามก่อนคือ

“คุณภาพชีวิตของผู้เรียน เท่ากันหรือยัง”

ถ้าเด็กคนหนึ่งยังไม่มีอาหารกิน ยังต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว แล้วเราจะไปเรียกร้อง
“คุณภาพทางการศึกษา” แบบเดียวกัน กับเด็กที่มีทุกอย่างพร้อมได้อย่างไร 

เด็กที่ยังไม่มีมือถือ อยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีอินเตอร์เนตเข้าถึง อยู่ในครอบครัวที่แตกสลาย มีอุบัติเหตุทางชีวิตที่เค้าไม่มีสิทธิเลือก

ในพิธีมอบวุฒิการศึกษาของมาตรา 12 กล้องฉันจับไปที่เด็กคนหนึ่ง ต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานก่อสร้าง
เพื่อส่งน้องเรียนหลายปีกว่าเขาจะได้กลับมาเรียน และได้รับวุฒิการศึกษามาตรา 12 เราปรบมือให้เขา

แต่คำถามคือ เรากำลังปรบมือให้ “ความสำเร็จ” หรือกำลังปรบมือให้ “ความจำเป็นต้องเสียสละ” 

ฉันได้แต่คิดว่า เราจะทำอย่างไรไม่ให้เราไม่ต้องมาปรบมือให้เด็กที่เสียสละแบบนี้อีก 

06 มาตรา 12 : ถ้าอยากได้คุณภาพ ต้องขยับทั้งระบบ

คำตอบสำเร็จรูปอาจไม่มี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน มาตรา 12 ยังจำเป็นต้องมีอยู่ และมากกว่านั้น
มันไม่ควรถูกระบุให้เป็นเพียงเครื่องมือของ “ผู้ด้อยโอกาส” แต่มันควรเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของเด็กทุกคน ไม่ว่าคุณจะเกิดมาที่ไหน หรือมีต้นทุนชีวิตแบบใด

ตั้งแต่การต่อสู้ของภาคประชาชน เพื่อให้ได้มาของมาตรา12 ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 42 จนถึงปีนี้ ผู้ที่ลุกขึ้นมาจัดตั้ง ศูนย์การเรียน ในกฎกระทรวงประเภท ชุมชน องค์กรเอกชน สถาบันวิชาชีพ ยังไม่ได้งบประมาณในการจัดการศึกษาตามสิทธิที่พึงจะได้  ยังต้องดิ้นรนต่อสู้ เพื่อจัดการศึกษาด้วยตัวกันเอง 

และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังร่างกันในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐมาในสมัยนี้ เหมือน “มาตรา 12” จะหายไป คำถามคือ รัฐเชื่อในการกระจายอำนาจอยู่หรือไม่ 

คุณไม่สามารถให้ “สิทธิ” โดยไม่ให้ “ทรัพยากร” คุณไม่สามารถคาดหวัง “คุณภาพ” ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ถูกเติมเต็ม การศึกษาจะเปลี่ยนได้จริง ต้องไม่ใช่แค่เปลี่ยนกฎหมาย แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบนิเวศของสังคมการสื่อสารเรื่องมาตรา 12 ไม่ใช่แค่การบอกว่า “มีทางเลือก” แต่คือการตั้งคำถามว่า เราจะทำอย่างไร
ให้ทะเลทั้งผืน ไม่ต้องมีปลาดาวถูกซัดขึ้นมาอีก