“ผมออกทะเลกับพ่อบ่อย ทุกครั้งเวลาเห็นเรือยอร์ชจะรู้สึกชอบมาก ๆ แม้ในใจจะรู้อยู่ว่าเราไม่มีปัญญาซื้อ แต่ผมก็อดฝันไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งเราได้ทำงานเกี่ยวกับเรือยอร์ชก็คงแบบ โอ้โห…แค่คิดก็น่าภูมิใจแล้ว”
ยะสาน – อัตพล ท่องเที่ยว เด็กหนุ่มที่ฝ่ามรสุมชีวิตจนมีวันนี้ที่ได้เขยิบเข้าใกล้ความฝัน กับอาชีพ ‘ช่างซ่อมเรือยอร์ช’ กล่าวถึงความรู้สึกในวัยเด็ก ก่อนจะเล่าต่อว่าเขาเคยออกทะเลไปจับปลากับพ่อ ทั้งยังทำงานรับจ้างแทบทุกรูปแบบ แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ไม่เคยท้อ และพยายามมองหาโอกาสที่จะทำให้ชีวิตตัวเองและครอบครัวดีขึ้น กระทั่งได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สาขาช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
“ผมเป็นคนบ้านบางเทา จังหวัดภูเก็ต สมัยเด็ก ๆ พ่อกับแม่เลี้ยงดูผมอย่างดี พ่อของผมประกอบอาชีพชาวประมง ต้องออกทะเลไปหาปลาบ่อย ๆ ส่วนแม่ทำงานเป็นหัวหน้าเชฟที่โรงแรมแห่งหนึ่งในภูเก็ต เรียกได้ว่าวัยเด็กผมไม่ต้องลำบากมากนัก หลังจากจบ ม.3 ที่โรงเรียนบ้านบางเทา ผมเรียนต่อสายอาชีพที่วิทยาลัยเทคนิคถลาง สาขาช่างไฟฟ้ากำลังครับ”

แต่แล้วในคืนหนึ่งชีวิตก็พลิกผัน เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พร้อมกับปลายสายที่แจ้งข่าวร้ายว่า แม่ประสบอุบัติเหตุ กำลังเข้ารับการผ่าตัด
“ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ปวช.3 มีคนโทรมาบอกว่าแม่ประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งชนนะ ต้องผ่าตัดศีรษะด้วย แม้หมอจะบอกให้สบายใจว่าอาการไม่ได้รุนแรงหรือกระทบกระเทือนมากนัก แต่ช่วงแรกแม่จะมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ บ้าง ทีนี้พอแม่กลับมารักษาตัวที่บ้าน ช่วงนั้นแม่ก็ถูกจ้างออกจากงานอีก ทำให้นอกจากช่วยดูแลแม่ ผมก็จะใช้เวลาว่างออกทะเลไปกับพ่อเพื่อจับปลามาขายหารายได้ ซึ่งก็ไม่มากครับ เพราะด้วยความที่พ่อเป็นลูกจ้างก็ต้องถูกหักค่าเรือ ค่าน้ำมัน และค่าอะไรต่าง ๆ กว่าจะได้เงินมาใช้คือเหนื่อยเลยครับ ส่วนแม่พออาการดีขึ้นก็หันมาทำวุ้นมะพร้าวขาย ซึ่งผมจะมาเป็นลูกมือ ช่วยแม่ตามที่แม่สั่ง เก็บของ แพ็กของ และนำวุ้นมะพร้าวไปส่งให้ลูกค้าครับ”
ยะสานบอกว่านอกจากกิจวัตรที่เล่ามาแล้ว หากเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม เขาก็จะเปลี่ยนไปรับจ้างทำงานอื่น ๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ซึ่งพอได้ออกไปทำงานมากขึ้น เขาจึงเข้าใจถึงเศษเสี้ยวของความเหนื่อยที่พ่อแม่อดทนเสียสละเพื่อเขามาตั้งแต่เด็ก
“สมัยก่อนเวลาเห็นพ่อแม่เหนื่อย ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่ว่าเหนื่อยมันเหนื่อยแบบไหนยังไง แต่พอออกทะเลกับพ่อและลองหางานอื่น ๆ ทำ ผมถึงเข้าใจมากขึ้นว่าที่ผ่านมาพ่อกับแม่ต้องเหนื่อยมากกว่านี้แน่นอน แต่ก็ไม่เคยมีใครบ่นออกมา ดังนั้นถ้าเป็นหน้ามรสุมที่ออกเรือไม่ได้ ผมก็จะตามญาติที่ทำงานเป็นแม่บ้านไปช่วยทำความสะอาดตามบ้านที่เขาจ้าง พอทำไปสักพักรู้สึกงานไม่ตอบโจทย์ ผมเลยออกมาทำงานรับจ้างเป็นฟรีแลนซ์ เริ่มจากการเป็นคนติดตั้งและขึ้นโครงเวทีตามงานคอนเสิร์ตให้พวกร้านอาหารกับโรงแรม ซึ่งเขาก็ให้เงินเราเท่ากับพนักงานประจำ พอหมดคอนเสิร์ตผมก็มีไปรับงานอื่น ๆ ทั้งเด็กเสิร์ฟ และบาร์เทนเดอร์ ได้ค่าแรงวันละ 500 บาท เป็นงานที่ผมถือว่าเหนื่อยมากครับแต่ก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยและได้เงินเร็วกว่าการออกทะเล”

ยะสานบอกว่าช่วงใกล้จะเรียนจบ ปวช. เขาไม่ได้คิดเรื่องเรียนต่อเลย เพราะอยากทำงานหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัว “ตอนนั้นก็มีคนมาติดต่อให้ผมไปเป็นช่างประจำโรงแรมแห่งหนึ่ง เขาเสนอเงินเดือนที่ 14,000-15,000 บาท ไม่รวมเซอร์วิสชาร์จ แถมยังมีสวัสดิการดี ๆ ให้พนักงานอีกด้วย ผมยอมรับว่าแทบจะปฏิญาณกับตัวเองแล้วว่าเราจะไปทำงานที่นี่ แม้ว่าลึก ๆ จะอยากเรียนต่อ แต่ผมก็รู้ว่าพ่อแม่เองก็ลำบาก ส่วนพี่สาวต่างพ่อที่ทำงานในกรุงเทพก็รายได้พอใช้แบบเดือนชนเดือน ผมเลยไม่อยากเพิ่มภาระตรงนี้อีกแล้ว”
แต่แล้วในวันที่เขาเกือบจะหันหลังให้กับเส้นทางการศึกษา ได้มีอาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคภูเก็ตมาแนะนำโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สาขาช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช ซึ่งเป็นสาขาที่น่าจะพาเขาเข้าใกล้ความใฝ่ฝันได้มากที่สุด
“บอกตรง ๆ ครับว่าตอนแรกด้วยความไม่รู้ เลยเข้าใจผิดไปเองว่าทุน กสศ. ก็คือการกู้ยืมเงินจาก กยศ. แต่พอกลับบ้านมาปรึกษาครอบครัว ปรากฏว่าพี่สาวบอกว่า ทุน กสศ. ดีมากนะ เพราะเป็นทุนให้เปล่า ไม่มีการเอาเงินคืน ขอแค่เรียนจบตามเงื่อนไขของกองทุน ผมฟังก็รู้สึกตกใจว่ามันดีแบบนี้เลยหรอ ส่วนทางพ่อกับแม่เองพอฟังก็ยื่นคำขาดเลยว่าให้เรียนต่อ จะมัวรออะไร เพราะถึงไปทำงานตอนนี้ก็ยังต้องเริ่มจากการเป็นลูกมือของคนอื่น แต่ถ้าเรียนสูงขึ้นเราก็สามารถหางานที่รายได้ดีกว่าได้ ประกอบกับส่วนตัวเป็นคนชอบฝัน อยากไปให้ได้ไกล อยากทำงานดี ๆ ให้ได้เหมือนคนอื่น ซึ่งถ้าผมยังอยู่แบบนี้ยังไงผมก็ไปไม่ถึง ดังนั้นผมจึงตัดสินใจยื่นสมัครขอทุน”

ยะสานเล่าต่อว่าวันที่ไปสัมภาษณ์กับ กสศ. เขาบอกไปว่า ทุกครั้งเวลาเห็นเรือยอร์ชจะรู้สึกชอบมากๆ “…ผมคิดแบบนี้ว่าถ้าได้ทำงานกับเรือยอร์ชจริง ๆ ยิ่งขยัน คนที่ได้เงินก็คือตัวเรา แถมยังได้ความเท่พ่วงติดตัวมาด้วยอีก” และในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นนักศึกษาทุนนวัตกรรมฯ หนึ่งเดียวของสาขาช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต
“ชีวิตผมสบายขึ้นทันทีครับ ผมได้รับเงินเดือนจากทุน 7,500 บาทต่อเดือน ทำให้ไม่ต้องรบกวนเงินพ่อแม่ และยังนำเงินเก็บส่วนหนึ่งไปสอบใบเซอร์วิชาชีพจนสอบผ่านแล้วครับ ระหว่างเรียน กสศ. จะมีอบรมทักษะต่าง ๆ ให้เรื่อย ๆ ครับ มีการบริหารจัดการเงิน การดูแลจิตใจ
แต่ที่ประทับใจมาก ๆ คืองานก้อนหินเปล่งแสงครับ จะเป็นงานประชุมกลุ่มใหญ่ของเด็กทุน กสศ. ซึ่งรุ่นที่ผมเจอในงานมีประมาณ 400-500 คน ทั้งหมดเป็นเพียงเด็กทุนส่วนหนึ่งของทั้งประเทศ การได้เข้ากลุ่มทำให้ผมได้เจอรุ่นพี่ ได้เจอเพื่อน ๆ ที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเอง ทำให้ผมรู้สึกทั้งมั่นใจทั้งภูมิใจในตัวเองมากขึ้น เพราะส่วนตัวผมเป็นคนขี้อาย กลัวการนำเสนอตัวเอง แต่พี่ ๆ เขาจะมีวิธีปรับจูนให้เรากล้าแสดงออก
อย่างครั้งหนึ่งพี่ ๆ ถามว่า “ถ้าเลือกย้อนเวลากลับไปได้…เราจะแก้ไขอะไร” ผมก็พูดไปว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ทำให้แม่ร้องไห้ครับ เพราะที่ผ่านมาผมมักจะตามเพื่อนมากกว่าฟังคำเตือนของแม่ แต่ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่าแม่ต้องเสียสละอะไรให้เราไปบ้าง ผมเลยบอกตัวเองว่าจากนี้จะไม่ทำให้แม่ร้องไห้อีก”

ยะสานบอกว่าเขามีความสุขกับการเรียนมาก เพราะวิทยาลัยมีเครื่องมือที่ทันสมัยครบครัน ทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไป โดยในปีการศึกษาหน้าจะเป็นการฝึกงานที่บริษัทภูเก็ตโบ๊ทลากูน
“ตอนนี้ผมกำลังจะเรียนจบชั้น ปวส.1 แล้วครับ ยังเหลืออีกหนึ่งปี ซึ่งจะเป็นการไปฝึกงานที่ภูเก็ตโบ๊ทลากูนครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่กำลังจะได้นำความรู้ที่เรียนมาไปปฏิบัติจริงบนเรือยอร์ชสุดหรู ที่ในวัยเด็กเคยมองว่าไกลเกินเอื้อม
กว่าจะมาถึงวันนี้ ยะสานยอมรับว่าเกือบถอดใจไปแล้วกับการเรียนต่อ แต่เพราะมีทุนการศึกษาที่เป็นทุนให้เปล่าแบบทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทำให้ตนเองกล้าที่จะฝัน เพราะมั่นใจในการดูแลสนับสนุนของทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ ทีมงาน กสศ. รวมถึงผู้ประกอบการที่เห็นความสำคัญของการให้โอกาส
“ผมมองว่าเรียนสาขานี้ยังไงก็ออกมามีงานทำ เพราะภูเก็ตมีทั้งท่าเรือน้ำลึก มีมารีน่า และบริษัทเกี่ยวกับเรือยอร์ชอีกมากมาย แถมเงินเดือนสตาร์ทก็สูงด้วยครับ”
“อยากฝากไปยังน้อง ๆ ว่า ขอให้กล้าฝัน กล้าลงมือทำ และสู้เพื่ออนาคต อย่ามัวแต่กลัวหรืออายว่าเราคู่ควรกับทุนไหม เพราะการไม่กล้าลงมือทำนั่นแหละคือสิ่งที่น่าอายกว่าครับ”

‘ภูเก็ตโบ๊ทลากูน’ พลังความร่วมมือของผู้ประกอบการ พาเด็กทุนฯ ถึงฝั่งฝัน
ภารกิจของโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงไม่ได้จบลงแค่วุฒิการศึกษา แต่ยังสร้างสะพานเชื่อมสู่โลกของการทำงาน ด้วยการประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยในสาขาช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช วิทยาลัยเทคนิคภูเก็ตได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภูเก็ตโบ๊ทลากูน
“เราทำ MOU ความร่วมมือกับเทคนิคภูเก็ตมาหลายปีแล้ว ซึ่งในส่วนนี้เราก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะบุคลากรในส่วนของเรือยังมีน้อย แล้วตลาดมันขยายตัวเร็วกว่าภาคการศึกษา เพราะการศึกษาตอนนี้ยังตามตลาดไม่ทัน ทำให้มันไม่บาลานซ์กัน อย่างตลาดมีความต้องการประมาณ 70-80% แต่นักศึกษาที่เข้าสู่ตลาดมีเพียง 30-40% เท่านั้น”
คุณรัญสิพนธ์ มีอิ่ม ผู้จัดการฝ่ายบริหารงานกลาง บริษัทภูเก็ตโบ๊ทลากูน จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน และแม้ว่าในส่วนของมารีน่าที่เขารับผิดชอบโดยตรงจะไม่มีงานที่ตรงกับสาขาซ่อมเรือยอร์ช แต่ที่ผ่านมาคุณรัญสิพนธ์ก็ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทพาร์ทเนอร์ เช่น ภูเก็ตอินเตอร์วู้ดเวอร์ค ภูเก็ตมารีน เพื่อส่งต่อนักศึกษาไปฝึกงานไปพัฒนาทักษะอาชีพให้ได้มากที่สุด
“ปัจจุบันเรือยอร์ชที่เข้ามาในจังหวัดภูเก็ต มีมากกว่าจำนวนมารีน่าที่รองรับได้ ทำให้อัตราความต้องการช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ชในแต่ละปีค่อนข้างสูง ผมไม่มั่นใจจำนวนตัวเลขที่แน่นอน แต่คิดว่าในปี ๆ หนึ่งไม่น่าต่ำกว่า 100 คน เพราะบางครั้งช่างเก่ง ๆ ก็ไม่ได้อยู่หน้างาน เนื่องจากเจ้าของเรืออาจซื้อตัวไปประจำอยู่บนเรือเลย เพื่อคอยดูแลและซ่อมบำรุงเรือให้เขา ซึ่งเจ้าของเรือส่วนใหญ่มักไม่ได้มีเรือแค่ลำเดียว แต่อาจมีประมาณ 2-5 ลำ”

พร้อมกันนี้ คุณรัญสิพนธ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของงานซ่อมเรือยอร์ชว่า ขั้นต่ำจะอยู่ประมาณ 18,000-20,000 บาทต่อเดือน ในกรณีที่ใช้แรงงานอย่างเดียวโดยไม่มีทักษะเฉพาะ
“แต่ถ้ามีความรู้ด้านเครื่องยนต์ รายได้ก็จะขยับไปที่ 20,000 บาทขึ้นไป และหากสามารถซ่อมเรือขนาดใหญ่หรือเรือราคาแพง ๆ ได้ ก็อาจคิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 2,000 บาท รายได้ดีพอสมควรเลยครับ แต่ทีนี้ประเด็นสำคัญก็จะกลับมาที่เรื่องภาษาว่าการที่จะรายได้ดีนั้นคุณจำเป็นต้องมีทักษะภาษาเบื้องต้นด้วย ลองคิดดูว่าถ้าช่างซ่อมเรือต้องสื่อสารผ่านล่าม ความเชื่อใจของเจ้าของเรือจะเป็นยังไง แล้วตัวล่ามเองจะบอกต่อได้รู้เรื่องหรือไม่ กลับกันถ้าเจ้าของเรือสื่อสารกับช่างได้โดยตรง แล้วช่างซ่อมได้ทันที ต่อไปนี้ช่างคนนั้นจะถูกเรียกใช้บริการอย่างต่อเนื่อง”
ในฐานะของตัวแทนสถานประกอบการที่เคยเข้าร่วมค้นหานักศึกษาทุนให้กับ กสศ. คุณรัญสิพนธ์มองว่าแม้ภูเก็ตจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่เข้าใจว่าความได้เปรียบนี้เอื้อเฉพาะอาชีพด้านโรงแรมเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การเป็นช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ชสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยด้านสภาพอากาศและฤดูกาลท่องเที่ยว
“ผมเคยไปร่วมค้นหาเด็ก แต่พบว่าพ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจว่าเรียนสาขานี้ไปทำไม หรืออาจคิดว่ามันก็เหมือนการซ่อมเรือหรือสปีดโบ๊ททั่วไป ซึ่งก็ทำได้จริง แต่ก็ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ผมจึงมักบอกพ่อแม่เด็กว่า ถ้าคุณให้ลูกไปเรียนสายนี้ เขาจะสามารถดูแลคุณและครอบครัวได้ในระยะยาว
หรือแม้แต่ตัวเด็กภูเก็ตเองก็มักมองว่างานท่องเที่ยวหมายถึงงานโรงแรมแค่นั้น เขาไม่ได้มองว่าศักยภาพของเขามันไปได้มากกว่านั้น ทำให้กลายเป็นว่าตลาดฝั่งนี้มันไกลเกินเอื้อม ทั้ง ๆ ที่การทำงานด้านนี้ เงินเดือนสูง และตลาดมันยังโตได้อีกไกล ไม่หยุดอยู่แค่การท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวยังมีโลว์ซีซั่น แต่ในธุรกิจนี้ ต่อให้โลว์ซีซั่น กัปตันก็ต้องอยู่กับเรือ และเจ้าของเรือก็ยังต้องเอาเรือมาซ่อมตามปกติ รายได้จึงเข้าประจำอยู่แล้วชัวร์ ๆ”
สุดท้าย คุณรัญสิพนธ์ฝากความเห็นไปยังผู้เกี่ยวข้องว่า นอกจากงานซ่อมบำรุงเรือยอร์ชแล้ว ธุรกิจมารีน่าก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีอนาคตและต้องการบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งตัวเขาเองพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อสร้างโอกาสในการมีชีวิตที่ดีให้กับเยาวชนอีกหลาย ๆ คนที่ยังขาดโอกาส