หลักสูตร 6 เดือน เปลี่ยนชีวิต 3 เยาวชนสู่อาชีพ Caregiver: เมื่อโอกาสทางการศึกษา ไม่ใช่แค่ให้เรียนต่อแต่พาไปถึงอาชีพ

หลักสูตร 6 เดือน เปลี่ยนชีวิต 3 เยาวชนสู่อาชีพ Caregiver: เมื่อโอกาสทางการศึกษา ไม่ใช่แค่ให้เรียนต่อแต่พาไปถึงอาชีพ

จากเด็ก ม.6 ที่ไม่เคยกล้าฝันถึงอนาคต เพราะกำแพงความเหลื่อมล้ำที่กั้นโอกาสทางการศึกษา วันนี้ นิส- นภาภรณ์, ปัท-ปสุดา และ ดา-รุ่งทิวา ก้าวสู่อาชีพพนักงานให้การดูแล หรือ Caregiver อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจบหลักสูตรประกาศนียบัตรพนักงานให้การดูแล (Caregiver: CG) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ใช้เวลาเรียนเพียง 6 เดือน และผ่านการฝึกงานที่ สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน ปราจีนบุรี โดยได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานทันที

“ถ้าไม่ได้ทุนของ กสศ. ตอนนี้คงดรอปเรียนไปแล้ว และทำงานรับจ้างสู้ชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง”  นิส เล่าถึงเส้นทางชีวิตหากเธอไม่ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง 

ทั้งสามคน นิส ปัท และดา อาศัยและเติบโตในจังหวัดตาก แม้พวกเธอจะมาจากต่างครอบครัว ต่างโรงเรียน และต่างความฝัน แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือข้อจำกัดทางทุนทรัพย์และโอกาส ที่ทำให้ไม่สามารถตามฝันเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยหลังเรียนจบชั้น ม.6 ได้

นิส เล่าว่าเธออยู่กับยายตั้งแต่เล็ก เพราะพ่อแม่ต้องไปทำงาน หลังเรียนจบ ม.6 พ่อแม่ไม่มีเงินพอที่จะส่งเรียนต่อ จึงตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เพราะที่บ้านยังต้องส่งเสียน้องชายอีก 2 คน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2 และ ป.6

ไม่ต่างจาก ดา ที่ครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน คือพ่อ แม่ พี่สาว พี่ชาย และเธอเป็นลูกคนสุดท้อง ที่บ้านของดาทำอาชีพปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งจะปลูกและเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง ทำให้มีรายได้ไม่มากนัก ยิ่งช่วงหลังราคาข้าวโพดและมันสำปะหลังตกต่ำ เงินที่ได้มายิ่งไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว 

“หลังเรียนจบ ม.6 ได้ไปสมัครสอบเข้าคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร  ซึ่งตอนนั้นประกาศผลแล้วว่าเราสอบติด ดีใจมาก แต่แม่บอกว่าไม่มีเงินส่งเสีย อาจจะต้องกู้ กยศ. ลึก ๆ ก็เสียใจและเสียดายโอกาส เพราะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำข้อสอบอย่างเต็มที่ แต่ก็เข้าใจครอบครัว ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก มันต้องมีทางอื่น ตราบใดที่เราไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดพยายาม ก็เชื่อว่าจะต้องมีทางเดินไปให้ถึงปลายทางได้เช่นกัน แม้จะต้องเดินอ้อมไปสักหน่อย ก็ไม่เป็นไร ตอนนั้นเลยบอกแม่ว่าเดี๋ยวออกมาทำงานแล้วค่อย ๆ เก็บเงินไปเรียนต่อ” 

ทว่าในจังหวะที่เส้นทางเหมือนจะตีบตัน รุ่นพี่ในโรงเรียนได้มาแนะนำโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพขั้นสูง ในหลักสูตรประกาศนียบัตรพนักงานให้การดูแล ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น มีทุนสนับสนุนค่าเล่าเรียนและมีค่าครองชีพให้เดือนละ 6,500 บาท 

ดา บอกว่า “พอรู้ก็รีบสมัครเลย เพราะจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ด้วย ที่สำคัญหลักสูตรที่เปิดรับคือพนักงานให้การดูแล ก็ตรงกับใจเราที่ฝันอยากเป็นพยาบาลอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าการได้ดูแลผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุก็เหมือนได้ช่วยชีวิตคน เวลาได้เห็นผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงก็จะดีใจ รวมถึงการได้เห็นคนรอบข้างผู้ป่วยมีความสุข หรือยิ้มได้ เราก็ยิ้มด้วยและมีความสุขไปด้วยเช่นกัน”

ขณะที่ นิส บอกว่า เดิมทีฝันอยากเป็นครู อยากดูแลเด็ก ๆ แต่พอได้มาเห็นหลักสูตรนี้ก็สนใจ เพราะว่าเป็นงานบริการช่วยเหลือคนไม่ต่างกัน 

“การทำงานเป็นผู้ให้การดูแลก็แค่เปลี่ยนจากดูแลเด็ก ๆ มาเป็นผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุแทน ซึ่งที่ผ่านมาเราอยู่กับยายมาตลอด การได้เรียนหลักสูตรผู้ดูแลก็จะช่วยให้เราได้ความรู้กลับไปดูแลยายหรือคนในครอบครัวได้ด้วย ดังนั้นพอรู้ว่ามีทุนก็ตัดสินใจสมัครทันที” 

ปัทเองที่แม้จะมีความฝันตอนเด็กๆ ว่าอยากเป็นนักดนตรี  ก็มีความสนใจงานด้านสาธารณสุขเป็นทุนเดิม พอมีรุ่นพี่มาแนะนำทุนของ กสศ. จึงสนใจ เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่ดี

“การดูแลคนป่วย ผู้สูงอายุ เป็นพื้นฐานการทำงานด้านสาธารณสุข ที่สำคัญเป็นหลักสูตรระยะสั้นแค่ 6 เดือน ทำให้เราได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่า เราสนใจเรียนด้านนี้จริงๆ หรือเปล่า ถ้าชอบ ก็หาโอกาสเรียนต่อในสายนี้ต่อไปได้”

หลักสูตรระยะสั้น ทางลัดสู่อาชีพในระยะยาว

หลักสูตรประกาศนียบัตรพนักงานให้การดูแล (Caregiver: CG) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แม้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้นเพียง 6 เดือน แต่ก็เป็นหลักสูตรที่นักศึกษาทุกคนได้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและการปฏิบัติอย่างครบถ้วน ที่สำคัญคือตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนจากครอบครัวยากจน เพราะใช้เวลาในการเรียนไม่นานก็สามารถทำงานและมีรายได้ทันที

“ขอบคุณ กสศ. ที่ทำโครงการดี ๆ ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสทางการศึกษา มีอาชีพ และมีรายได้ที่จะแบ่งเบาครอบครัว อีกทั้งความรู้ที่ได้ยังนำกลับไปใช้ดูแลครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือคนในชุมชนได้ด้วย” นิส กล่าว

เช่นเดียวกับ ดา ที่บอกว่าการได้รับทุน กสศ. เป็นสิ่งที่มีคุณค่า “ให้ทุนเรียนแล้วก็ยังสนับสนุนค่าใช้จ่าย ทำให้เราเรียนได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวล หรือเป็นภาระของพ่อแม่ ที่สำคัญพอเป็นหลักสูตรระยะสั้น เรียนจบเร็ว มีงานทำ ก็จะได้ช่วยเหลือครอบครัว รวมทั้งช่วยให้เรามีโอกาสนำความรู้ไปตั้งต้นทำงานเพื่อเป็นทุนให้เราได้กลับไปศึกษาต่อตามเส้นทางที่เราตั้งใจ”

นอกจากนี้ทั้งสามคนยังบอกว่า การเป็นนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทำให้พวกเธอได้รับความเอาใจใส่จากรุ่นพี่และอาจารย์ รวมถึงได้อบรมทักษะต่าง ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานและการใช้ชีวิตได้ 

“พวกเราเป็นเด็กต่างจังหวัด พอต้องทิ้งบ้านมาเรียนไกล ๆ ก็รู้สึกกังวล แต่ดีว่ามีอาจารย์และพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือดูแลเราดีมาก ประทับใจมาก ดูแลทั้งการใช้ชีวิต การอยู่หอพัก การกินอยู่ การปรับตัวกับเพื่อน ๆ ตลอดเวลาที่เรียนถ้ามีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องการเรียน ปัญหาชีวิตครอบครัว ไม่สบายใจเรื่องอะไร อาจารย์พร้อมช่วยเหลือและให้คำแนะนำตลอด” 

“การได้มาเรียนหลักสูตรนี้ รู้สึกดีใจมาก ทุนการศึกษาช่วยเพิ่มโอกาสให้เรามีความรู้ ได้พลิกชีวิตมีงานที่ดี ที่สำคัญพอเป็นหลักสูตรระยะสั้น ก็ทำให้เราเรียนจบไว ทำงานได้เร็ว  สามารถที่จะเก็บเงิน เพื่อเป็นทุนเอาไปใช้ในการศึกษาต่อได้  หลังจากนี้วางแผนว่าจะทำงานสักระยะหนึ่ง แล้วก็สมัครเรียนต่อด้านสาธารณสุข ซึ่งความรู้ในหลักสูตรผู้ให้การดูแลเป็นความรู้พื้นฐานที่นำไปต่อยอดในการเรียนและการทำงานได้” นิส กล่าวอย่างมีความหวัง


เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เข้าถึงหัวใจของวิชาชีพ

หลังเรียนจบภาคทฤษฎีแล้ว นิส ปัท และดา ได้มีโอกาสไปฝึกงานในสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน ปราจีนบุรี เป็นเวลา 3 เดือน ถือเป็นอีกหนึ่งด่านสำคัญในการฝึกฝน เสริมทักษะ เพื่อให้พร้อมก้าวสู่สนามการทำงานจริงอย่างมั่นใจ

ปัท เล่าว่า การได้ฝึกงานที่สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียนฯ ทำให้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์มาก เพราะตอนเรียนเป็นการฝึกปฏิบัติกับหุ่น แต่พอทำงานจริงต้องเจอผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ ต้องรู้วิธีการยกตัว หรือพลิกตัวอย่างปลอดภัย ไม่บาดเจ็บทั้งผู้สูงอายุและตัวเอง 

“เรื่องการจัดยาของผู้ป่วยแต่ละคนก็ต้องใส่ใจและละเอียดมาก ๆ ผู้สูงอายุบางท่านเป็นหลายโรคจึงต้องระวังเป็นพิเศษ  ซึ่งตลอดระยะเวลาการฝึกงานจะมีพี่เลี้ยงคอยประกบเพื่อสอนและช่วยเหลือ”

ที่สำคัญสิ่งที่พวกเธอได้เรียนรู้จากการฝึกงานคือ งานดูแลผู้สูงอายุไม่ได้เอาใจใส่เฉพาะบาดแผลบนร่างกายเท่านั้น แต่ต้องคอยสังเกตบาดแผลในจิตใจด้วย  ดาเล่าว่า “ผู้สูงอายุมีหลากหลายอารมณ์ บางคนพูดน้อย หรือไม่พูดเลย พวกเราก็ต้องปรับตัว ค่อย ๆ เข้าไปคุยทุกวัน ๆ จนท่านเริ่มเปิดใจก็จะคุยกับเรามากขึ้น ผู้สูงอายุบางคนคุยเก่ง แต่ในใจลึก ๆ ท่านอาจจะเหงาและเศร้ามาก ก็ต้องคอยสังเกต”

แม้ในการทำงานบางครั้งอาจต้องเผชิญอารมณ์ฉุนเฉียวของผู้สูงวัย สิ่งสำคัญคือการไม่เก็บคำพูดหรืออารมณ์เหล่านั้นมาเป็นความทุกข์หรือความน้อยใจ 

“เวลาเจอผู้สูงอายุหงุดหงิดใส่ พวกเราจะไม่เก็บมาคิดมาก เพราะการทำงานเป็นผู้ให้การดูแล เราต้องเตรียมใจ และต้องเข้าใจสภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุว่าอาจจะมีอารมณ์ที่แปรปรวนได้ เราก็ต้องพยายามปรับตัว” นิส บอก

ขณะที่ ดา เล่าว่า หลังจากทำงานกับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ทำให้รู้สึกอยากดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุมากขึ้น และได้เรียนรู้ว่าหัวใจสำคัญในการทำอาชีพนี้ คือความรักและความเข้าใจ ที่ผ่านมาเราก็จะดูแลผู้สูงอายุเหมือนคนในครอบครัว พยายามดูแลเขาอย่างเข้าใจ 

นิส เล่าเสริมว่า ตอนไปฝึกงานเจอผู้สูงอายุหลายคนเลยที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีญาติ ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย เราต้องเป็นให้เขาทุกอย่าง ดังนั้นการทำงานเป็นผู้ให้การดูแล ต้องมีใจรักในการบริการมาก ๆ 

การฝึกงานตลอด 3 เดือน ไม่เพียงเป็นบททดสอบทักษะความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา หากยังเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความพร้อมในการทำงาน ซึ่ง ทั้งสามคนได้พิสูจน์แล้วว่าหลักสูตรนี้ได้สร้าง Caregiver คุณภาพ ทำให้สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุคามิลเลียน ปราจีนบุรี เปิดรับทั้งสามคนเข้าทำงานด้วยความมั่นใจ  

“มุมหนึ่งเราก็เหมือนได้รับโอกาส เพื่อส่งต่อโอกาสและความสุขให้กับผู้สูงอายุ ดังนั้นเราจะอยากนำโอกาสที่ได้มาพัฒนาตนเอง แล้วไปช่วยเหลือส่งต่อความสุขให้ผู้สูงวัย เพราะว่าเขาก็เหมือนย่ายายเรา เวลาเห็นเขายิ้มได้ เราก็มีความสุข”  ดา กล่าว

หลังจากได้รับ ‘โอกาสทางการศึกษา’  เธอฝากส่งแรงใจไปถึงเด็กที่กำลังเผชิญความยากลำบากว่า อย่ายอมแพ้ต่อข้อจำกัดของชีวิต 

“แม้เราจะขาดโอกาสในบางเรื่อง แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ลองพยายามมองหาโอกาสที่อยู่รอบตัว และเมื่อได้โอกาสนั้นมาแล้วก็ต้องมีความตั้งใจและพยายามให้มากที่สุด ถึงจะเรียนไม่เก่ง ก็ทำให้สุดความสามารถ และดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าถ้าเราตั้งใจจริงก็ไม่มีอะไรที่เกินเอื้อม” 

สำหรับเส้นทางหลังจากนี้ นิส ปัท และดา บอกว่าพวกเธอจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้การดูแลให้ดีที่สุด