ไม่ใช่แม่แต่รักเหมือนลูก : ภารกิจของ ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’ ของเด็กๆ หลุดระบบ แต่ไม่หลุดจากชุมชนเจริญธรรม

ไม่ใช่แม่แต่รักเหมือนลูก : ภารกิจของ ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’ ของเด็กๆ หลุดระบบ แต่ไม่หลุดจากชุมชนเจริญธรรม

“ป้าก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก แค่เห็นแล้วมันปล่อยไม่ได้ บางคนเด็กอยากเรียนแทบตายแต่ไม่มีเงิน ป้าก็ให้วันละ 40 จ้างตุ๊กตุ๊กไปส่ง บางคนพ่อติดยา มาเคาะห้องขอข้าวกินตอน 4 ทุ่มก็มี”

ประโยคนี้ ป้าเรย์-เรวดี กล่ำศิริ นั่งพูดอยู่ใต้ร่มใหญ่กลางลานอเนกประสงค์ของชุมชนเจริญธรรม ชุมชนแออัดในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ 

ในชุมชนเจริญธรรมแห่งนี้ การหลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กบางคนไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งแต่ประถม บางคนออกกลางคัน บางคนยังอยู่ในทะเบียนนักเรียน แต่ไม่ได้เข้าเรียนจริงมานานแล้ว 

เหตุผลไม่ใช่เรื่องแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความยากจน ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว และระบบการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่นพอจะรองรับชีวิตจริงของเด็ก 

ในบริบทเช่นนี้ การผลักให้เด็กทุกคนเข้าสู่โรงเรียนอาจจะไม่ใช่ทางออก เพราะพื้นที่ปลอดภัยในบริบทการศึกษา ไม่ได้หมายถึงแค่กำแพงหรืออาคารเรียน แต่ยังหมายรวมถึงเครือข่ายความช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย เข้าใจชีวิตของเด็ก และยืนอยู่ข้างเด็กในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่เหมือนจะทำได้ยาก แต่เพราะชุมชนนี้มี ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’ ตามชื่อที่เด็กแต่ละคนจะเรียก หญิงวัย 60 ปี ที่ไม่ใช่ครู ไม่ใช่นักพัฒนา และไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นคนที่รู้ว่า เด็กแต่ละคนหายไปไหน หายไปเพราะอะไร ใครคือคนที่เด็กยังพอจะไว้ใจ หรือถ้าทุกข์ใจเด็กๆ ต้องมาที่ไหน รวมถึงเป็นที่พักใจให้เด็กๆ ในชุมชนอย่างต่อเนื่องกว่าสิบปี นี่อาจจะเรียกได้ว่าพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ชุมชนเจริญธรรมเลยก็ได้ 

‘ป้าเรย์’ เรวดี กล่ำศิริ

จากป้าเรย์แม่ค้าขายหมูทอด จนได้มาเป็น ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’

“บางคนพ่อแม่ติดยา บางคนพ่อแม่ไม่อยู่ บางคนไม่มีใครดู เขาก็มาอยู่ที่บ้านป้า”

ป้าเรย์อธิบายว่าเด็กจำนวนไม่น้อยในชุมชนเจริญธรรมเติบโตในบ้านที่พ่อแม่ติดยาเสพติด แยกทางกัน หรือไม่อยู่บ้าน เด็กบางคนต้องดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับเรื่องการเรียน 

ปัญหาของเด็กในชุมชน ได้กลายมาเป็นปัญหาของป้าเรย์ด้วย แม้ว่าป้าเรย์เองจะไม่ใช่คนในชุมชนนี้มาแต่เดิม 

“จริงๆ คือเป็นคนท่าเสา (ตำบลหนึ่งในอุตรดิตถ์) ป้าเรียนจบครูพละ แต่เพราะตอนนั้นอาชีพครูต้องไปบรรจุไกลบ้าน สอบได้ที่โคราช ก็เลยไม่ไป หันมาขายของที่นี่ดีกว่า พอดีคนรู้จักเปิดร้านขายหมูทอดแล้วเขาจะย้ายไปต่างประเทศ เขาเห็นเรามีแววก็เลยแนะนำ เราก็ครูพักลักจำจนเปิดร้านขายหมูทอดในตลาดได้”

ชีวิตประจำวันของป้าเรย์คือตื่นนอนและเข้าร้านขายหมูทอดในตลาดตั้งแต่ตี 1 และจะเก็บร้านกลับเข้าบ้านประมาณ 6-7 โมงเช้า ช่วงกลางวันป้าเรย์ไม่ได้นอนพักออมแรงสำหรับการขายของในวันต่อไป แต่ป้าเรย์และสามีใช้เวลาดูแลเด็กๆ ที่รับเลี้ยง 

“ถ้านับตอนนี้เรามีลูก 7 คน ลูกที่ไม่ใช่ลูกเราจริงๆ แต่เป็นลูกของญาติ ลูกของลูกพี่ลูกน้องที่เขาเอามาให้เลี้ยงดู”

ป้าเรย์เล่าว่าตนเองเป็นคนอยากมีลูก แต่ไม่มีลูก แม้ว่าจะพยายามแล้วก็ตาม เลยเริ่มต้นรับเลี้ยงเด็กที่บ้านใครก็ช่างที่พ่อแม่ไม่พร้อม โดยรับมาดูแลที่บ้าน ที่เมื่อนับจำนวนแล้วเด็กในการดูแลเต็มเวลาของครอบครัวป้าเรย์มีประมาณ 7 คน 

“อย่างไอ้หมาน้อย (ฉายา) เป็นเด็กที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ บ้านเขาอยู่ชั้นล่าง ป้าเรย์อยู่ชั้นบน เวลาเปิดหน้าต่างไปเขาก็จะนั่งมอง เราก็เลยเรียกว่า ‘หมาน้อย’ จนติดปาก ปัจจุบันเด็กคนนี้ทำงานโรงงานไก่และเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูอยู่ที่จังหวัดสระบุรี” 

“ลูกใครก็ช่าง เช้ามาหุงข้าวเป็นหม้อ ทำก๋วยเตี๋ยวเป็นหม้อ เย็นก็อาบน้ำแล้วไปส่งพ่อแม่เขา อย่างป๊อบกับ เอ็ม ลูกของน้องชายแฟน ก็ส่งเสียดูแลจนเรียนจบกันหมดแล้ว” 

ป้าเรย์เล่าว่าส่วนหนึ่งเพราะญาติพี่น้องเห็นว่าครอบครัวของป้าเรย์ใจดี ไม่เคยด่าเด็ก หรือทะเลาะให้เด็กๆ หรือข้างบ้านได้ยิน

“บ้านของเราเป็นสถานที่ที่เด็กๆ รู้กันว่ารักเด็ก และมีกฎเหล็กคือห้ามด่ากัน ไม่ทะเลาะให้เด็กเห็น และช่วยสอนเด็กๆ ให้ช่วยเหลือกัน เช่น บอกว่าจะให้คนละ 5 บาท ถ้าพี่ๆ ช่วยกันอาบน้ำให้น้องก่อนนอน”

เมื่อย้ายมาอยู่ในชุมชนเจริญธรรม ป้าเรย์พบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ไปโรงเรียน จึงเริ่มให้เงินเด็กวันละ 20 บาท เพื่อเป็นค่าขนมไปโรงเรียน และฝากรถตุ๊กตุ๊กที่ผ่านหน้าบ้านให้ช่วยไปส่งเด็กๆ โดยทำเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี จนเด็กๆ ขยันไปโรงเรียนกันมากขึ้น 

“เด็กๆ ในชุมชนมักจะวิ่งมาหาป้าเรย์เมื่อมีปัญหาหรือหิว เช่น มีเด็กวิ่งมาหาตอนสามทุ่มครึ่งเพราะยังไม่ได้กินข้าว ป้าเรย์ก็จะให้เงินไปซื้อของกิน” 

บ้านของป้าเรย์ยังคงทำแบบเดิมแบบที่ท่าเสาคือดูแลเด็กๆ แบบฉบับที่คนรอบบ้านรู้ว่าบ้านนี้รักเด็ก ไม่เปลี่ยนแปลง 

ป้าเรย์ ที่ใจถึง พึ่งได้ 

ป้าเรย์พบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยในชุมชนเจริญธรรมเติบโตในบ้านที่พ่อแม่ติดยาเสพติด แยกทางกัน หรือไม่อยู่บ้าน เด็กบางคนต้องดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับเรื่องการเรียน แม้ว่าโรงเรียนจะอยู่แค่กำแพงอีกฟากหนึ่งของชุมชนก็ตาม

จากป้าเรย์แม่ค้าขายหมูทอด จนผันตัวมาเป็น ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’ ของเด็กๆ ในพื้นที่ เมื่อมองผ่านสายตาของป้าเรย์ เด็กในชุมชนไม่ได้เป็นเด็กมีปัญหา หากเป็นเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง

“ถ้าเราไม่ทำ เด็กมันก็ไม่มีใคร”

การแก้ปัญหาเด็กจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มกฎระเบียบ หรือเพิ่มบทลงโทษ แต่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลอดภัย เพิ่มผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ และเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบการศึกษา สิ่งนี้ทำให้ป้าเรย์ มาพบกับ ครูติ๊ก -ชัชวาลย์ บุตรทอง ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ภายใต้ชื่อศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม หรือ ‘โรงเรียนสี่ตารางวา’ ศูนย์การเรียนรู้ทางเลือกสำหรับเด็กนอกระบบและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งขับเคลื่อนงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการตามเด็กหลุดระบบกลับมาเรียน และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์บริบทชีวิตของเด็ก ๆ แต่ละคน ภายใต้เป้าหมาย Thailand Zero Dropout ร่วมกัน

‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง

ความร่วมมือของป้าเรย์กับครูติ๊ก เริ่มต้นจากคำชวนธรรมดาๆ ว่า

“ครูติ๊กเค้ามาชวนป้า บอกว่าเค้ามีโครงการเด็กที่ไม่ได้เรียน เด็กที่หลุดออกจากระบบ ป้าเรย์มีมั้ย
ป้าบอก โอ้ว มีเยอะ”

โรงเรียนสี่ตารางวาเกิดขึ้นบนสมมติฐานว่าเด็กไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับชีวิตของพวกเขา และนั่นเป็นสิ่งที่ป้าเรย์พบเจอมาตลอด 

บทบาทสำคัญของป้าเรย์ คือการเป็นคนในพื้นที่ที่รู้ว่าเด็กคนไหนไม่ไปโรงเรียน เด็กคนไหนเริ่มหายหน้า และเด็กคนไหนกำลังจะหลุดออกจากระบบอย่างถาวร

“ถ้ารอให้เด็กมาหา มันไม่มาแล้ว มันอาย มันกลัว ต้องไปหาเอง เมื่อครูติ๊กต้องการติดตามเด็ก เราจะพาไปถึงบ้านทันที เพราะในหลายกรณี เด็กไม่กล้าเข้าหาครูหรือสถานศึกษา แต่กล้าคุยกับเราแทน”

ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่ป้าเรย์ดูแลเด็กๆ ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ช่วยแก้ปัญหาคนที่ส่อแววเป็นอันตรายกับเด็กในชุมชน

“มีช่วงนึงที่เด็กมาเล่าว่ามีลุงคนนึงชอบมานั่งเล่นใกล้ๆ เขา แล้วไม่ชอบรูดซิบกางเกง เด็กอาจจะไม่รู้ว่านี่คือไม่ปกติ รู้แค่ว่าเขาลืมรูดซิบ แต่เรารู้แล้วว่าไอ้นี่เจตนาไม่ดี ก็เลยคอยถามๆ เด็กดูหลายครั้ง จนตัดสินใจ ‘เล่นมันเลย’ ไปถึงบ้านบอกว่าให้ออกจากชุมชนนี้ไป ถ้าไม่ออกจะแจ้งความ สุดท้ายเขาก็ยอมออกไป”

ความไว้ใจที่เด็กในชุมชนมีให้ป้าเรย์มากขึ้นเรื่อยๆ 

“เด็กมาบอกเราทุกเรื่อง เรื่องที่บ้าน เรื่องพ่อแม่ทะเลาะ เรื่องไม่มีเงินไปโรงเรียน บางคนมาร้องไห้บางคนไม่พูด แต่ป้ารู้ว่าเขามีเรื่อง หรือบางคนบอกหมด บางคนค่อยๆ บอก ต้องรอให้เขาไว้ใจก่อนเราไปเร่งไม่ได้บางคนหนีออกจากบ้านมานอนที่นี่ (บ้าน) เพราะบางคนพ่อแม่ติดยา เขากลัวก็มาหาป้า ป้าก็ต้องดูว่าเรื่องมันหนักแค่ไหน แล้วค่อยคุยกับครูติ๊ก หรือเวลาไปไหนมาไหนพ่อแม่เด็กจะไว้ใจเรา เพราะเขาเห็นป้าพาเด็กไปไหนมาไหน พาไปวัด พาไปทำกิจกรรม ไม่ได้พาไปในทางไม่ดี เขาก็สบายใจ”

หวังว่าจะมี ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’ ในทุกๆ ชุมชน

“หนูต้องกล้านะ ต้องกล้าแสดงออก อยากสบายมั้ย อยากสบายมันก็ต้องมีวุฒิ ขี้เกียจเรียนห้องเรียนก็มาเรียนกับป้า ป้าไม่บังคับ”

หนึ่งในเหตุผลที่ป้าเรย์มักจะยกมาพูดเพื่อให้เด็กคนหนึ่งกลับไปเรียนต่อ เพราะห้องเรียนสี่ตารางวา ที่นับเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 คือการเปิดช่องให้เด็กเรียนรู้ในรูปแบบที่ปรับได้ตามชีวิตจริง บางคนทำงานไปด้วย บางคนดูแลครอบครัวไปด้วย

หนึ่งในบทบาทหลักของป้าเรย์ คือการเป็นหูเป็นตาให้กับครูติ๊กในพื้นที่ แต่ทั้งป้าเรย์และครูติ๊กทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายชุมชน มากกว่าความสัมพันธ์แบบครูกับอาสาสมัคร เพราะความสัมพันธ์ระหว่างป้าเรย์กับครูติ๊กไม่ใช่การทำงานระยะสั้น ทั้งคู่ทำงานร่วมกันมากกว่าสิบปี และค่อยๆ สร้างเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกองสวัสดิการ บ้านพักเด็ก ตำรวจ หรือหน่วยงานด้านสังคมอื่นๆ

เครือข่ายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่ปัญหาของเด็กไม่ได้จบแค่เรื่องการเรียน แต่ลึกไปถึงยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว หรือความไม่ปลอดภัยในชีวิต ป้าเรย์ในฐานะคนที่ทุกบ้านไว้ใจ จะเป็นคนประเมินสถานการณ์และปรึกษาครูติ๊ก เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน

“เราบังคับเด็กไม่ได้ แต่เด็กมันต้องมีที่มา ถ้าไม่มีที่ เขาก็ไปตามเพื่อน”

ป้าเรย์มองว่าความเคลื่อนไหวเล็กๆ ในชุมชน คือเกราะป้องกันเด็กจากการหลุดหาย ทุกวันอาทิตย์ ที่ลานกิจกรรมของชุมชนเจริญธรรมที่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่วมเงา และสนามเล็กๆ จึงมีกิจกรรมไม่ขาดสายตั้งแต่วาดรูป เล่นเกมอย่างบันไดงู ไปจนถึงกิจกรรมนอกพื้นที่ ป้าเรย์มองว่ากิจกรรมคือแม่เหล็กที่ดึงเด็กเข้ามาก่อนการเรียนรู้

“บางทีเช่าเหมารถ พาเด็กไปวัด ไปฝึกสวดมนต์ ศึกษาธรรมะ บางครั้งก็นิมนต์พระมาช่วยสอน หรือตอนเวลาที่ต้องไปทำธุระทำงานชุมชน ก็จะพกเด็กไปด้วย อย่างไปเดินรณรงค์ลูกน้ำยุงลายก็เอาไป เพื่อให้เด็กเห็นโลกนอกชุมชน และเห็นการทำงานของผู้ใหญ่”

ป้าเรย์เล่าต่อว่าการพาเด็กออกไปข้างนอก ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกมากขึ้น รวมถึงยังช่วยอำนวยความสะดวกให้เด็กที่หลุดจากระบบได้มาเรียนออนไลน์ผ่านห้องเรียนสี่ตารางวาที่บ้านของตัวเอง 

สุดท้ายถ้าเด็กๆ ได้ดี ป้าเรย์บอกว่านี่คือรางวัลชีวิตของเธอเอง

“คิดซะว่าเราช่วยเขามากไม่ได้ แต่ช่วยอย่างนี้มันเห็นกับตา หิวเราก็ให้กินข้าว ดูแล้วเด็กมันดีขึ้น เราก็มีความสุข” ป้าเรย์ทิ้งท้าย

วันนี้จากป้าเรย์แม่ค้าหมูทอด ได้กลายเป็นทั้ง ‘แม่เรย์’ ‘ป้าเรย์’ ‘ยายเรย์’ ‘ย่าเรย์’ สิ่งที่ป้าเรย์ทำในชุมชนเจริญธรรม คือการหยิบยื่นโอกาสและความเป็นคน ให้กับเด็กๆ ที่สังคมเกือบจะหลงลืมไปแล้ว