เนื้อนาดินที่แตกต่างย่อมสร้างต้นไม้ให้เติบโตต่างกัน เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันก็ย่อมต้องใช้การดูแลต่างกัน การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) คือการเข้ามาแก้โจทย์นี้โดยการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่ท้องถิ่น เพิ่มพลังเยาวชนด้วยเครือข่ายในท้องถิ่น จนเกิดโมเดลในการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
จังหวัดขอนแก่นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีเครือข่ายทำงานด้านการศึกษาอย่างเข้มแข็ง มีโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ใน 6 อำเภอ โดยมีฉัตรบดินทร์ อาจหาญ (ครูมะพร้าว) เป็นผู้ประสานงานโครงการ และจันทิมาพร ชีวะสวัสดิ์ (ครูแคท) เป็นผู้ดูแลโครงการ โครงการ ABE ขอนแก่นกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้น เป็นการ ‘ต่อจุด’ เพื่อ ‘แก้โจทย์’ ที่ตอบสนองเด็กในพื้นที่ที่หลากหลายของจังหวัด
“เราทำโครงการใน 6 อำเภอนำร่อง ประกอบด้วยอำเภอเมือง น้ำพอง สีชมพู ภูผาม่าน ภูเวียง และกระนวน โดยมีสถานีเรียนรู้หรือนักจัดการเรียนรู้ของแต่ละพื้นที่คอยดูแล เราวางแผนกิจกรรมทั้งหมดเป็น 6 เดือน 6 กิจกรรม 6 พื้นที่ ตอนนี้เข้าสู่กิจกรรมของเดือนที่สอง” ฉัตรบดินทร์ หรือ ครูมะพร้าว เริ่มต้นเล่าถึงโครงการ ABE ขอนแก่น
นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – เมษายน 2569 คือช่วงเวลาดำเนินหลักสูตรการศึกษายืดหยุ่นในจังหวัดขอนแก่น นี่คือจุดเริ่มต้นในช่วงเวลาเล็กๆ ที่อาจช่วยต่อขยายการเรียนรู้ของเด็กได้อีกมหาศาลในอนาคต
หลักสูตร ABE ขอนแก่น สนุก ประกอบอาชีพได้ สอดคล้องหลักสูตรสมรรถนะ
ขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่ ลักษณะของเด็กที่อยู่ชุมชนริมทางรถไฟในเมือง แตกต่างจากเด็กที่อยู่ในอำเภอที่อยู่ในเขตธรรมชาติ เช่น สีชมพูหรือภูผาม่าน ดังนั้นต้องมีการวางแผนการทำงานที่แตกต่าง นักจัดการเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่ของขอนแก่นจึงออกแบบกิจกรรมของตัวเอง โดยมีเด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษาและเด็กที่เสี่ยงหรือหลุดออกจากระบบการศึกษาเข้ามาร่วมกิจกรรม ทีมอาสาสมัครครูพี่เลี้ยงของแต่ละอำเภอจะออกตามหาเด็กที่หลุดออกจากระบบแล้วเชื่อมโยงกับสถานีเรียนรู้ที่เด็กสนใจ คอยสนับสนุนสิ่งที่เด็กต้องการ
ในภาพใหญ่ ฉัตรบดินทร์อธิบายให้ฟังว่า กลุ่มเป้าหมายเด็กของ ABE ขอนแก่น แบ่งเป็นสามกลุ่มคือ 1.เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญมากที่สุด 2.เด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา และ 3.เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา

“ตอนแรกเราอยากลุยทำงานกับเด็กหลุดออกนอกระบบอย่างเดียว แต่พอเห็นบริบทพื้นที่ เราเห็นเสียงของเด็กที่อยู่ในระบบว่าเขาก็มีความท้าทายและปัญหาในลักษณะเฉพาะของเขาเหมือนกัน เช่น การเรียนในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ การขาดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ หรือการมองไม่เห็นทางเลือกอื่นในการเรียนรู้ เราเลยเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเปิดมิติการเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วย” ฉัตรบดินทร์อธิบาย
นอกเหนือจากมิติของการเรียนรู้แล้ว ประเด็นเรื่องการหลุดออกนอกระบบการศึกษาก็เป็นปัญหาที่ยังต้องแก้กันต่อไป ทีมโครงการ ABE ขอนแก่นค้นพบเรื่องหนึ่งจากการทำงานว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาส่วนหนึ่งมาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์ในครอบครัว แต่เมื่อดูในรายละเอียดจะพบว่า เด็กหลายคนสะท้อนว่าการไปโรงเรียนนั้นไม่ได้เงิน แต่การไปทำงานนั้นได้เงิน เด็กจึงตั้งคำถามว่าทำไมยังต้องไปโรงเรียนอยู่อีก หรือในบางกรณีที่เด็กมีผลการเรียนไม่ดี ไม่มีสิทธิ์สอบ ตั้งใจจะมาแก้ไขเพื่อให้ได้วุฒิ แต่ได้ยินคำพูดที่ไม่ดีจากคุณครูก็ทำให้เด็กเสียกำลังใจ จนทำให้ถึงขั้นอยากล้มเลิกที่จะทำตามเงื่อนไขของโรงเรียน เป็นต้น
“เรื่องทางเศรษฐฐานะของครอบครัวส่งผลแน่นอน แต่เด็กยังเจอเรื่องทางอ้อมอื่นๆ อีก เช่น การมองเห็นแรงจูงใจที่ดีกว่าการเรียน การขาดแรงจูงใจในการเรียน บรรยากาศของการไม่ให้โอกาส ฯลฯ จุดร่วมของเด็กหลายคนคืออยากไปเรียน อยากได้วุฒิ แล้วก็รู้ว่าการเรียนสำคัญ หลายครอบครัวผู้ปกครองก็สนับสนุน แต่ปัจจัยที่กล่าวถึงข้างต้นทำให้เด็กไปไม่ถึงความเปลี่ยนแปลง” ฉัตรบดินทร์สรุปถึงสาเหตุของการที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ทีมทำงาน ABE ขอนแก่นจึงพยายามออกแบบการเรียนรู้ให้สร้างแรงจูงใจสำหรับเด็ก โดยตั้งโจทย์การทำงานไว้สามโจทย์ คือ
1.สร้างการเรียนที่สนุก
“ผมยกตัวอย่างในอำเภอเมือง เรามีการรวมตัวศิลปินในด้านต่างๆ เช่น นักวาดภาพประกอบ นักปั้นเซรามิก ช่างไม้แบบโมเดิร์น ฯลฯ มาสอนเด็ก เป็นวิชาที่ไม่มีในโรงเรียนและมีการลงมือปฏิบัติจริง ส่วนที่อำเภอน้ำพองหรือสีชมพูเราก็พาเด็กลุยธรรมชาติ ดูผนังถ้ำที่เป็นศิลปะ นี่คือหน้าตาของความสนุก วาไรตี้ และมีความสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนในโรงเรียน”
2.นำไปประกอบอาชีพได้
“เหตุผลที่เด็กตัดสินใจเดินออกมาจากระบบเพราะเขามองว่าการประกอบอาชีพทำให้เขาได้เงิน เขาเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว ถ้าเราพาเขากลับไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่หนุนเสริมการประกอบอาชีพเขาก็คงไม่อยากเรียน ดังนั้นเราจึงสร้างหลักสูตรที่นำไปประกอบอาชีพขึ้นมา เช่น สีชมพูมีหลักสูตรไกด์ชุมชน ภูผาม่านมีหลักสูตรผู้ประกอบการ น้ำพองมีหลักสูตรการทำอาหาร ภูเวียงมีหลักสูตรฐานชุมชน ทั้งหมดนําไปสู่การประกอบอาชีพได้ หรือที่เรียกกันว่า learn to earn”
3.ผูกกับกรอบแนวคิดของหลักสูตรฐานสมรรถนะ
“ด้วยความที่เราเป็นครูมาก่อน เราก็อยากติดความเป็นวิชาการลงไปในสถานีการเรียนรู้เหล่านี้ด้วย ถ้าสังเกตโปสเตอร์ ABE ขอนแก่น สถานีเรียนรู้จะถูกเชื่อมโยงกับ 1 ใน 6 สมรรถนะตามกรอบแนวคิด CBE Thailand (Competency-Based Education Thailand) คือการจัดการตนเอง การสื่อสาร การคิดขั้นสูง การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน ซึ่งเรามองว่าสมรรถนะเหล่านี้ช่วยส่งเสริมการทำงานและทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า” ฉัตรบดินทร์ลงรายละเอียด

โจทย์ที่กล่าวมาข้างต้นคือโจทย์เรื่องการเรียนรู้สำหรับเด็กซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่โจทย์ที่ยากกว่านั้นคือเรื่องวุฒิการศึกษา ที่ยังจำเป็นต่อการเรียนต่อและส่งผลต่อค่าแรงในอนาคตของเยาวชน ในประเด็นนี้ฉัตรบดินทร์เล่าว่าทางทีมทำงานก็มองเห็นความสำคัญ จึงวางไว้สองกลไกคือ หนึ่ง สร้างสถานีเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะเพื่อการประกอบอาชีพอย่างที่เล่าไปตอนต้น ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็เป็นการเปิดประตูการเรียนรู้ให้เด็กรู้ว่ามีอาชีพแบบนี้อยู่และเห็นบรรยากาศการเรียนรู้แบบใหม่ และ สอง จับมือกับกลไกโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ของ กสศ.
“ถ้าเด็กคนไหนที่ไม่ได้แค่อยากเปิดประตูการเรียนรู้ แต่อยากเรียนในสถานีเรียนรู้และได้วุฒิด้วย ก็ใช้การเทียบโอนประสบการณ์จากในสถานีเรียนรู้หรือเวิร์กช็อปที่เขาเข้าร่วม โอนกลับไปเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในโมบายล์สคูล แล้วเปลี่ยนเป็นวุฒิการศึกษาได้ สองกลไกนี้ พวกเรามองว่าต้องตอบโจทย์ทั้งสองอย่าง คือได้ทั้งวุฒิและได้การพัฒนาตัวเอง ถ้าเข้าไปในโรงเรียนก็ได้แค่วุฒิแต่อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตพวกเขา เราเลยพยายามสมดุลสองสิ่งอยู่ในโครงการของพวกเรา” ฉัตรบดินทร์สรุป
เปลี่ยนเส้นชัยเดียวให้เป็นทางเลือกที่หลากหลาย
ฉัตรบดินทร์เคยเป็นครูในโรงเรียนมาก่อน เขาเข้าใจทั้งเด็กที่มีความจำเป็นในชีวิตที่แตกต่าง และเข้าใจหลักสูตรและเกณฑ์วัดมาตรฐานที่ต้องการสร้างประชากรคุณภาพให้ประเทศ แต่เมื่อเด็กที่หลากหลายและเกณฑ์วัดที่มีมาตรฐานเดียวมาเจอกัน ก็ทำให้เกิดเด็กที่ต้องหลุดออกจากระบบเพราะเดินในเส้นทางนี้ไม่ไหว เขาเสนอว่าระบบการศึกษาควรมีทางเลือกให้เด็กมากกว่านี้ หากอยากโอบรับเด็กทุกคน
“ภาพในสมัยก่อนเวลาเราพูดถึงระบบการศึกษามันมีอยู่ลู่เดียวคือลู่ของโรงเรียน ถ้าหลุดจากโรงเรียนก็ไปสู่ทางเลือกรองคือ สกร. แต่ถ้าหลุด สกร. ก็จบกัน ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นผมคิดว่าเด็กต้องมีทางเลือกตามบริบทชีวิตของเขา เขาต้องมองเห็นว่าฉันเลือกอะไรได้บ้างในระบบการศึกษา เช่น ถ้าฉันไม่เลือกโรงเรียน ฉันไม่เลือก สกร. แล้วฉันเลือกอะไรได้บ้าง ฉันเลือกโมบายล์สคูลได้ไหม ฉันเลือกศูนย์ฝึกอาชีพได้ไหม ฯลฯ ภาพเหล่านี้เป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ทุกคนในทุกบริบทเงื่อนไขชีวิต” ฉัตรบดินทร์กล่าว เขาย้ำอีกว่าการศึกษาต้องเป็นทางเลือกที่เท่าเทียม
“การศึกษาต้องเป็นทางเลือกที่เท่าเทียมกัน เด็กสามารถตอบตัวเองได้ชัดเจนว่าที่เลือกสิ่งนี้เพราะอะไร ไม่ใช่ทุกคนต้องยกโขยงไปที่โรงเรียน พอหลุดออกมาก็ถูกบอกว่าเป็นความพ่ายแพ้”

ในฐานะคนที่เคยเป็นครูอยู่ในระบบโรงเรียน ฉัตรบดินทร์อธิบายว่า การที่ผลลัพธ์ของการเรียนถูกอ้างอิงอยู่กับมาตรฐานของหลักสูตรนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นการวางเป้าหมายเพื่ออยากได้ประชากรคุณภาพในการพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่เราต้องมาทบทวนกันอีกครั้งคือการหลงลืมความหลากหลายและจุดเริ่มต้นที่ไม่เท่ากันของเด็กในสังคมไทย
“ถ้าเราอยากพัฒนาประเทศ การตั้งเส้นชัยเอาไว้ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่พอเส้นชัยนั้นตามมาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พยายามพาทุกคนไปให้ถึงเส้นชัยที่ถูกขีดไว้เส้นเดียว จึงอาจทำให้เราหลงลืมความหลากหลายหรือจุดสตาร์ตที่ไม่เท่ากัน คนวิ่งเข้าเส้นชัยกลายเป็นผู้ชนะ แต่เราอาจลืมไปว่าบางคนต้องแบกก้อนหินวิ่ง บางคนต้องวิ่งออกนอกเส้นทางเพื่อไปทำงานหรือดูแลญาติที่ป่วย บางคนวิ่งไม่ถึงเส้นชัยแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่พยายามวิ่ง เขาวิ่งสุดแรงเกิดเท่าที่เขาจะวิ่งได้นั่นแหละ แต่มันไม่ถึงเส้นชัยน่ะ ซึ่งพอหลักสูตรบอกว่าการไม่ถึงเส้นชัยคือการตก เด็กก็เลยหลุดจากระบบ เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาคือมาตรฐาน ข้อกำหนด หรือตัวชี้วัดบางอย่างที่ไม่ได้ยืดหยุ่นมากพอจะยกเว้นหรือโอบรับเด็กเหล่านี้ได้” ฉัตรบดินทร์ขมวดประเด็น
ในการแก้ปัญหาด้วยการศึกษายืดหยุ่น ฉัตรบดินทร์มองว่ามีความยืดหยุ่นอยู่สองระดับ คือยืดหยุ่นในตัวระบบโรงเรียนเอง และกลไกนอกโรงเรียนที่อยู่ในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
“หลายโรงเรียนพยายามยืดหยุ่นตัวเองด้วยการทำ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมากครับ เป็นการดูแลเด็กกลุ่มที่มีเงื่อนไขชีวิต เด็กบางคนเขาวิ่งอยู่นะแค่ไม่ได้วิ่งในลู่ การศึกษายืดหยุ่นก็เป็นการไปช่วยดูว่าจะสามารถเทียบโอนบางอย่างได้ไหม แบบนี้นับระยะได้ไหม อันนี้ก็เป็นกลไกหนึ่งที่สร้างความยืดหยุ่นในโรงเรียน”
“อีกกลไกหนึ่งที่อยู่นอกโรงเรียนก็คือศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ คือบางคนก็ไม่พร้อมที่จะไปอยู่ในลู่วิ่ง เลย ขออนุญาตทำงานแบบเต็มเวลาได้ไหม ดังนั้นเราก็ต้องมาดูว่าทำอย่างไรได้บ้าง กลไกไหนบ้างที่จะตีความประสบการณ์เขาแล้วเอาไปเทียบกับตัวชี้วัดในโรงเรียน แล้วบรรลุได้ผลการศึกษาเหมือนกัน ผมคิดว่าตอนนี้ความยืดหยุ่นเริ่มเกิดขึ้นแล้วนะ เช่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ศูนย์การเรียนมาตรา 12 ตามโครงการการศึกษายืดหยุ่น หรือโมบายล์สคูล ภาพกำลังเริ่มสวยงามขึ้นแล้ว” ฉัตรบดินทร์ระบุ

ฉัตรบดินทร์เป็นครูรุ่นใหม่ที่เคยร่วมเดินทางกับเด็กๆ ที่หลากหลายมาแล้ว เขาเองก็มีภาพฝันที่อยากจะเห็นการศึกษาไทยโอบรับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยหลายอย่างต้องเริ่มต้นจากการแก้ที่ระบบโครงสร้าง
“ผมพูดจากมุมมองของความเป็นครูนะ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะคิดเหมือนภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านการศึกษาอื่นๆ ไหม แต่ผมคิดว่าจุดคานงัดสำคัญคือหลักสูตรของโรงเรียน ถ้าไปถามเด็กที่อยู่ในโรงเรียนจริงๆ เขาก็ไม่ได้อภิรมย์กับการเรียนในหลักสูตรนี้นะ ตอนนี้เราแบ่งการเรียนเป็น time boxing คือหนึ่งชั่วโมงเรียนรายวิชานี้ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าไปเกี่ยวกับอีกวิชาอย่างไร แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทั้งวันที่เรียนมาเกี่ยวกับตัวฉันอย่างไร เด็กก็ไม่สนุก
“ผมเชียร์ไปทางหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะและทักษะของผู้เรียน จริงๆ ถ้าไปอ่านหลักสูตรการศึกษา พ.ศ.2551 (ปรับปรุง พ.ศ.2560) ก็ไม่ได้เน้นการท่องจำมากนะ มีเน้นเรื่องการปฏิบัติเหมือนกัน เพียงแต่สัดส่วนของเนื้อหายังเยอะอยู่และมีบางเรื่องที่ไม่จำเป็นในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมที่หลักสูตรของเราจะลดเนื้อหาลง แล้วไปเพิ่มทักษะที่เด็กสามารถลงมือทำได้มากขึ้น เชื่อมโยงกับชีวิตเขามากยิ่งขึ้น เป็นเนื้อเป็นตัวเขา ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณค่า” ฉัตรบดินทร์เล่าจากประสบการณ์ที่เคยคลุกคลีกับเด็ก
นอกจากเรื่องการปรับหลักสูตรแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉัตรบดินทร์กล่าวถึงคือเรื่อง ‘การเรียนฟรีจริง’ ซึ่งหมายถึงฟรีทั้งในค่าใช้จ่ายทางตรงและค่าใช้จ่ายแฝง เขาอธิบายว่าการไปโรงเรียนเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝง จึงตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้ไหมที่งบประมาณจะไปอุดรอยรั่วนั้น
“ไม่ว่าหลักสูตรจะเลิศเลอขนาดไหน แต่ถ้าเด็กไม่มีเงินกินข้าว เด็กไม่มีเงินไปโรงเรียน สุดท้ายแล้วเขาก็เข้าไม่ถึงการศึกษาอยู่ดี ผมคิดว่าการปรับหลักสูตรกับการเรียนฟรีจริงเป็นสองจุดคานงัดที่สำคัญ ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจของประเทศก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้กันต่อไป” ฉัตรบดินทร์กล่าวสรุป