‘เยาวชนโรงงาน’ คว้าฝันไม่ไหว รายได้แขวนไว้กับโอที มรดกที่มีคือจนข้ามรุ่น ชีวิตติดกับดักของหนุ่มสาวในเขต EEC
ที่เลือกปากท้องก่อนไปเรียน และระบบการศึกษาที่มีทางเลือกเดียว ผลักให้เป็นแค่แรงงานไร้ทักษะ

‘เยาวชนโรงงาน’ คว้าฝันไม่ไหว รายได้แขวนไว้กับโอที มรดกที่มีคือจนข้ามรุ่น ชีวิตติดกับดักของหนุ่มสาวในเขต EEC

“ผมอยู่โรงแอร์ แฟนอยู่โรงตู้เย็น พอจบ ม.3 ก็ทำเกษตรช่วยที่บ้าน มีคนแนะนำให้ไปเรียนต่อ กศน. เพื่อเอาวุฒิ ม.6 มาสมัครงาน ตอนนั้นไม่ได้คิดจะเรียนต่อในโรงเรียน เพราะทุนการเรียนไม่พอ และที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน หลังได้วุฒิก็มาทำโรงงาน ตอนนี้ก็เกือบ 5 ปีแล้ว” 

ถ้าว่ากันด้วยนโยบายค่าแรง ที่จะได้ยินหนาหูมากขึ้นในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง คำหนึ่งคำที่มักพ่วงมาด้วยในวงเสวนา หรือเวทีอภิปรายคือ ‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ที่สรุปความหมายรวมๆ ว่าการลงทุนไปที่ขีดความสามารถและทักษะในการทํางานของบุคลากรที่อาจจะส่งผลต่อทั้งองค์กร หรือประเทศชาติ 

‘มอส’ สุรเชษฐ์ กาญจนเกตุ หนุ่มโรงงานผลิตแอร์แห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรม 304 จ.ปราจีนบุรี ที่เอ่ยข้อความข้างต้น คือหนึ่งในทุนมนุษย์ที่สบตาได้ และอาจจะมีเรื่องราวขยายนิยามที่นักวิชาการหรือนักการเมืองชอบเอ่ยถึงกัน 

ชีวิตวัย 25 ปีของมอส ต้องใช้เวลาอยู่ในโรงงานที่มีเสียงเครื่องจักรดังสม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาพักต้องรีบออกมาต่อแถวรับอาหาร มีเวลาเคี้ยวข้าว และใช้ความสุขช่วงเสี้ยวนาทีก่อนไปเข้างานต่อ และจะได้ขี่มอเตอร์ไซต์ออกจากนิคมฯ เพื่อกลับบ้าน หลังจากทำงานครบ 8 ชั่วโมง หากวันไหนมีโอที (ทำงานล่วงเวลา) วันนั้นของมอสต้องอยู่โรงงานต่อจนฟ้ามืด หรือบางสัปดาห์อาจจะอยู่จนพระอาทิตย์ขึ้นอีกรอบ ถ้าได้อยู่กะดึก (การทำงานในช่วงเวลากลางคืน) 

‘มอส’ สุรเชษฐ์ กาญจนเกตุ

ถามว่าได้หยุดบ้างไหม มอสบอกว่าป่วยก็จะไป ไม่ไหวก็นอนที่ห้องพยาบาลของโรงงานเพราะไม่อยากเสียเบี้ยขยันประจำปีไป 

“ผมได้ค่าแรงวันละ 357 บาท บางเดือนก็ไม่พอ ต้องกู้ยืมบ้าง เดือนชนเดือนก็บ่อย ถ้าเดือนไหนไม่มีโอก็แย่หน่อย” 

357 คือค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ตามที่กระทรวงแรงงานกำหนดแบบขั้นบันไดตามพื้นที่และประเภทกิจการ ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ระหว่าง 375–380 บาทต่อวัน เมื่อรวมตัวเลขคร่าวๆ เงินเดือนของมอสจะมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 10,710 บาทแบบไม่รวมเบี้ยขยัน ไม่รวมโอที หรือไม่หักส่วนอื่นๆ 

ตัวเลขนี้ทำให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า ไม่ผิดที่คำตอบของมอสจะบอกว่าบางเดือนมอสต้องกู้คนอื่นมาใช้ระหว่างเดือน หรือบางเดือนรายจ่ายของมอสอยู่ในสถานะเดือนชนเดือน เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นแบบไม่เลือกพื้นที่ 

“ตอนนี้อยู่กับแฟน แฟนก็ทำโรงงานเดียวกัน มีลูกหนึ่งคนก็ได้แม่ช่วยเลี้ยง ถ้าอายุเกินงานโรงงานก็อาจจะกลับมาทำเกษตรเหมือนเดิม” 

ไม่ต้องถึงทำมาหาเก็บ มอสและครอบครัวอยู่ในช่วงทำมาหากินแบบเดือนต่อเดือน และทิ้งเรื่องของ ‘เงินเก็บ’ เป็นเรื่องของอนาคต และเช่นเดียวกันไม่แน่ว่าลูกของมอสอาจจะได้มาทำโรงงานเหมือนมอส พร้อมกับมรดกที่มอสทิ้งไว้ให้ คือ ‘จนข้ามรุ่น’ 

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ทุนมนุษย์’ แบบมอส และอีกหลายแสนคนในประเทศไทยแห่งนี้ 

ทุนที่มอสมี ไม่เท่าทุนที่คนอื่นมี เด็กไทยไม่ได้เริ่มต้นสะสมทุนมนุษย์จากจุดเดียวกัน

“ตอนนี้อยู่ในสถานะทดลองงานเป็นคนขับโฟล์คลิฟต์ ถ้าผ่านทดลอง 3 เดือนจะได้เลื่อนตำแหน่ง ได้เพิ่มเงินเดือน” มอสเล่าให้ฟัง 

สถานะของมอสคือแรงงานไร้ทักษะ ที่กำลังอัปเกรดตัวเองในการเป็นแรงงานมีทักษะ ‘ขับรถโฟล์คลิฟต์’ ซึ่งปัจจัยหลักๆ คือการได้ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การได้ถูกโปรโมทในอนาคต จะมีโอกาสได้ถูกบรรจุเป็นพนักงานประจำที่จะได้สวัสดิการมากกว่า เงินเดือนมากกว่า และโบนัสที่อาจจะมากกว่า 

ทักษะนี้คือบันไดที่หนุ่มสาวโรงงานส่วนใหญ่พยายามไต่ให้สูงขึ้นไป จนหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในชีวิตนี้ 

“พี่ทำงานยืนขันน็อตมา 27 ปี สายงานผลิตไม่ค่อยถูกโปรโมต เพราะเป็นงานที่ใช้สกิลไม่เยอะ ถ้าได้เลื่อนตำแหน่งก็อาจจะได้เป็นคิวซี (ผู้ควบคุมคุณภาพ) ไม่เหมือนช่างเชื่อม ที่จะโปรโมตเร็วกว่า เพราะเป็นสกิล A (ใช้ความสามารถเฉพาะและเสี่ยง) ไม่ใช่ใครก็ทำได้”

เพียงขวัญ พรมรูป หรืออ้อย วัย 52 ปี เสริมเข้ามาหลังจากที่มอสพูดจบ ทั้งคู่นั่งอยู่ในอาคารทำงานของสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย ที่ทำงานของอ้อยที่เป็นทั้งพนักงานโรงงานและเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานซันโย รวมถึงพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ที่มอสได้เรียนขับรถโฟล์คลิฟต์จนได้ใบเซอร์ (Certificate : ใบรับรอง หรือ ประกาศนียบัตร) 

อ้อยเข้ามามีบทบาทในชีวิตมอสผ่านการเป็นทีมพี่เลี้ยงของหน่วยการเรียนรู้สมาคมแรงงานวิทยา 1 ใน 34 โครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (Area-based Education : ABE) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยการดำเนินงานหนึ่งในนั้นคือการให้มอสได้เรียนอะไรสักอย่างจนมีทักษะไปเพิ่มค่าแรงของตัวเอง 

“ใบเซอร์สำคัญมาก คนมีวุฒิปริญญาตรีก็ยังมาทำค่าแรงขั้นต่ำได้ ถ้าไม่มีทักษะเฉพาะ แต่คนที่มีใบเซอร์ เช่น โฟล์คลิฟต์หรือช่างเชื่อม จะมีโอกาสมากกว่า แม้จะอยู่ฝ่ายผลิตก็ตาม” 

‘อ้อย’ เพียงขวัญ พรมรูป

ตัวเลขการวิเคราะห์หลายๆ ที่บอกตรงกันว่า ณ ตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานมีทักษะ ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่คือแรงงานไร้ทักษะ หรือกลุ่มคนทำงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง การศึกษาหรือประสบการณ์สูงในการทำงาน โดยงานมักเป็นงานพื้นฐานที่ทำซ้ำๆ ต้องอาศัยแรงกายหรือคำสั่งง่ายๆ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้เร็วหลังเข้าทำงานและมักได้รับค่าจ้างไม่สูงนัก 

จากทฤษฎีทุนมนุษย์ อ้างอิงรายงานวิจัย ‘บทบาทของการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษาเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงในระดับท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ (The role of technical and vocational education and training (TVET) in fostering inclusive growth at the local level in Southeast Asia) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) อธิบายว่าอิทธิพลต่อการศึกษาในเชิงเศรษฐกิจ การศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพสามารถฝึกฝนให้มนุษย์มีกำลังทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงงานและได้รับค่าจ้างสูงขึ้น สรุปง่ายๆ คือยิ่งเรียนจบสูงเท่าไร ยิ่งมีโอกาสถูกจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้น 

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว นอกจากการสร้างระบบการศึกษาให้เข้าถึงทุกคน ยังสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น และต่อยอดได้จริงอย่างที่เยอรมนี มีระบบฝึกงานแบบคู่ (dual VET) ที่รวมการเรียนในสถานประกอบการและการศึกษาในโรงเรียนอาชีวะ เป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับระดับโลกว่าช่วยพัฒนาทักษะแรงงานได้ตรงกับความต้องการตลาดแรงงานจริง 

แต่ในบริบทประเทศไทย วิจัยระบุว่าปัญหารวมๆ ในประเทศกำลังพัฒนา คือเด็กจำนวนมากติดกับดักการเรียนไม่จบมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับระดับต่ำสุดที่สามารถเข้าสู่การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษาตามรูปแบบปกติ 

มอสจะไม่กลายเป็นเยาวชนแรงงานไร้ทักษะ ติดกับดักค่าแรงขั้นต่ำ ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน แล้วไม่ต้องพยายามหาใบเซอร์เพิ่มเพื่อเพิ่มเงินเดือน ถ้ามอสไม่ได้จบแค่ ม.3 และได้เรียนต่อ อาจจะไม่ต้องถึงระดับปริญญาตรี แต่เป็น ปวช. หรือ ปวส. หรือลึกกว่านั้นถ้าครอบครัวมอสมีเงินส่งให้เรียนสูงกว่านี้ แต่ที่มอสเป็นมอสทุกวันนี้…

“เพราะที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน”

ชีวิตของมอสคล้ายๆ กับคนอีก 1.03 ล้านครัวเรือน ที่เกิด ‘วัฏจักรความยากจนซ้ำซาก’ จากรายงาน ‘The State of Equity in Thai Human  Development: 5 ข้อค้นพบ ปลดล็อกวิกฤตทุนมนุษย์ สู่อนาคตที่เสมอภาค’ ซึ่งวิเคราะห์สถานการณ์การจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนามนุษย์ในประเทศไทย โดย กสศ. ให้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

หนึ่งในข้อค้นพบคือ เด็กยากจนมีโอกาสเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยน้อยกว่าเด็กทั่วไปถึง 2.5 เท่า และเด็กจากครัวเรือนยากจนมักมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา และคุณภาพการเรียนรู้ ที่ส่งผลถึงรายได้ที่ต่ำกว่าในอนาคต ส่งผลให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมากกว่า 38 ปี

การศึกษาสามารถยกระดับคน วลีนี้คือเรื่องจริงที่หลายๆ วิจัยได้ผลลัพธ์ร่วมกัน หากข้อค้นพบหนึ่งของรายงาน กสศ. ก็พบว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องที่เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และการศึกษาแบบเดียวไม่ใช่บันไดไปสู่ปลายทางที่สดใส แต่กลับเป็นด่านคัดคนอีกทอดหนึ่ง 

แม้นโยบาย ‘เรียนฟรี 15 ปี’ จะมีอยู่ แต่ค่าใช้จ่ายแฝง ทั้งค่าเดินทาง อุปกรณ์ อาหาร และค่าเสียโอกาส ทำให้เด็กจากครอบครัวยากจนจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา ข้อมูล กสศ. ชี้ว่า ครัวเรือนยากจนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มเฉลี่ยเก้าพันถึงหลายหมื่นบาทต่อปี และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เด็กกว่า 1 ล้านคนหลุดจากระบบ รวมถึงเด็กชนบทและเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับทรัพยากรต่อหัวตํ่ากว่า 

เพราะหากเป็นการจัดสรรตามหลักเสมอภาค นักเรียนหรือโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือมีต้นทุนมาก ควรได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนมากตามระดับความจำเป็นของนักเรียนหรือโรงเรียนนั้นๆ เพื่อลดความขาดแคลนทางทรัพยากร ทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์การเรียนการสอน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงงบประมาณที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั่วไป ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพให้แก่ผู้เรียนที่ด้อยโอกาส

กสศ. สรุปว่าระบบการศึกษา ณ ปัจจุบัน ยังไม่ได้ทำหน้าที่ยกระดับทุนมนุษย์อย่างที่ควร แต่กลับทำหน้าที่คัดกรอง ใครมีทุนก็ไปต่อ ใครไม่มีทุนก็ถูกผลักเข้าสู่ตลาดแรงงานไร้ทักษะตั้งแต่อายุยังน้อย

ชีวิตต้องเร่งโต และพึ่งทักษะ กับ รายได้ที่ ‘พออยู่รอด’

คนที่ทำงานมานานเกือบ 30 ปีแบบอ้อย บอกชัดว่าทักษะในโรงงานสำคัญแค่ไหน เพราะไม่ใช่ว่าใครๆ จะมีทักษะจนได้ใบเซอร์ จนต้องติดกับดักค่าแรงแค่ 357 ต่อวัน และได้กลายเป็นแรงงานไร้ทักษะจนหมดอายุงาน

ปริญญา ชูเลขา ในฐานะนายกสมาคมแรงงานวิทยา อธิบายว่า ปัญหาหลักของเยาวชนแรงงานคือ ‘ปากท้อง’ และ ‘ชีวิตครอบครัว’ 

“เด็กจำนวนมากอายุเพียง 18–19 ปี เข้าทำงานโรงงานและมีครอบครัวเร็ว ทั้งที่ยังไม่พร้อมทางอารมณ์และเศรษฐกิจ ส่งผลให้ปัญหาท้องก่อนวัย การเลี้ยงดูบุตร และความเครียด กลายเป็นภาระที่ซ้ำเติมชีวิตแรงงานตั้งแต่เริ่มต้น” 

ปริญญา ชูเลขา

เบื้องหลังคือโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ค่าแรงวันละ 357 บาท บังคับให้แรงงานต้องพึ่งพาโอทีเป็นรายได้หลัก หากไม่มีโอที รายได้ก็ไม่พอจ่าย นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรชีวิตที่ต้องทำงานหนักขึ้น แต่ไม่เคยหลุดพ้น

ปริญญาเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘กับดักแรงงานไร้ทักษะ’ ซึ่งประกอบด้วยสามเงื่อนไขที่วนซ้ำไม่รู้จบ

 “มันคือวงจรวนลูปสามอย่าง หนึ่ง ไม่มีเวลาเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะ สอง ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว และสาม ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง” 

การที่พนักงานคนหนึ่งจะมีทักษะเพิ่มขึ้นได้นั้น ถ้าทางผู้ประกอบการไม่จัดการอบรมให้ ก็ต้องไปติดต่อหรือดูการประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ของตัวเอง 

“ปัญหาคือบางคนต้องหยุดงานไปอบรม หรือบางพื้นที่มีการระบุจัดงานติดต่อกัน 4 วันถึงจะได้ใบเซอร์ และน้อยมากที่จะจัดเสาร์อาทิตย์เพราะว่าหน่วยงานก็ต้องมีการเปิดปิดตามเวลาราชการ แต่สำหรับพนักงานโรงงานไม่ได้มีทุนพอที่จะตามไปอบรมได้ขนาดนั้น เพราะการที่หยุดไปเท่ากับการที่ขาดรายได้”

นอกจากการขาดรายได้ การขาดงานแค่วันเดียวก็อาจจะส่งผลถึงการพิจารณาเบี้ยเลี้ยงพิเศษ เกรดโบนัส และปัญหาอีกอย่างคือหลักสูตรการพัฒนาฝีมือแรงงานบางหัวข้อไม่สามารถมาใช้ได้จริงในสายงานการผลิต 

ปัญหาความยืดหยุ่นเกิดขึ้นในกระบวนการฝึกทักษะ ซึ่งก็เป็นปัญหาหนึ่งของภาพรวมระบบการศึกษาไทยที่ กสศ. ค้นพบเช่นกัน คือเมื่อการศึกษาไทยแข็งตัว ส่งผลให้เด็กไทยเกิดทักษะการคิดถดถอย ซึ่งเหตุผลหลักๆ คือ ‘การศึกษาไม่ยืดหยุ่น’ ไม่ปรับตัวตามวิถีการเรียนหรือความสนใจของผู้เรียน จนทำให้เด็กๆ ‘เบื่อ’ ขาดแรงบันดาลใจ หมดไฟ จากการมานั่งเรียนเริ่มเป็นการมานั่งเฉยๆ ในห้องเรียน และเมื่อผลการสอบออกมาว่าตัวเองไม่ผ่าน ติด 0 ก็จะออกจากระบบการศึกษาไปในที่สุด

ถ้าเปรียบเทียบกับการพัฒนาทักษะของเยาวชนแรงงาน การที่ระบบไม่ยืดหยุ่นพอ ก็ส่งผลลัพธ์เดียวกับระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ทำให้เด็กหรือเยาวชนหมดไฟกับการเรียนรู้ และกลายเป็นถูกแช่แข็งไว้ที่เดิม แรงงานไร้ทักษะก็ยังคงเป็นแรงงานไร้ทักษะวันยังค่ำ หากต้องเลือกโอทีกับลาหยุดไปฝึกฝนตัวเอง ที่ต้องเสียรายได้ที่แทบจะไม่พอใช้ในแต่ละเดือนอยู่แล้ว ไม่ต้องไปถามมอส คนที่อ่านบทความนี้ก็อาจจะตอบได้ว่าคนหนุ่มสาวโรงงานจะเลือกอะไร 

เช่นเดียวกับที่รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ว่า หากระบบพัฒนาทักษะไม่เชื่อมโยงกับกลไกการกำหนดค่าจ้าง แรงงานจะขาดแรงจูงใจในการพัฒนาฝีมือ และนายจ้างสามารถเลือกปฏิบัติในการจ่ายค่าจ้างได้ ซึ่งทำให้การลงทุนด้านทักษะไม่ก่อผลในระยะยาว

สมาคมแรงงานวิทยากับการโอกาสเล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิต

“เป้าหมายคือทำให้แรงงานหลุดพ้นจากการเป็นแรงงานไร้ทักษะ ได้ค่าจ้างที่เป็นธรรมตามศักยภาพ ไม่ถูกกดไว้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกกับโอทีอย่างเดียว และนายจ้างก็ไม่ต้องแบกรับทั้งหมดเพราะค่าจ้างจะสัมพันธ์กับทักษะโดยตรง”

เป้าหมายของสมาคมแรงงานวิทยาคือสิ่งที่กล่าวไปข้างบน โดยเขาชี้ว่า หากแรงงานไม่พัฒนาทักษะ จะเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี และแรงงานราคาถูกจากคนต่างชาติ เพราะเมื่อแรงงานไทยยังถูกจำกัดอยู่ในงานที่ใช้แรง ไม่ใช้ทักษะ ค่าแรงก็จะถูกกดให้เท่ากันหมด 

ปริญญาอธิบายเพิ่มเติมว่าการพัฒนาทักษะจนได้ใบรับรองความเชี่ยวชาญ หรือใบรับรองตรงกับตำแหน่งงาน จะได้เพิ่มอีกหนึ่ง 100 บาท เป็นค่าแรงต่อวันรวมอยู่ที่ 457 บาท นอกเหนือจากค่าแรง ยังจะได้ความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น และเป็นประตูในการเติบโตของสายงาน

“ถ้ามีทักษะ เช่น ขับรถโฟล์คลิฟต์ หรือเป็นช่างเชื่อม และมีใบรับรอง บริษัทจะโปรโมตเป็นพนักงานประจำเมื่อมีตำแหน่งว่าง เช่นอย่างเดือนที่แล้วรับคนขับรถหกล้อที่มีใบเซอร์ พอผ่านทดลองงานสามเดือนก็จะบรรจุ ขณะที่บางคนทำมาจะ 20 ปียังไม่ได้บรรจุ”

สิ่งที่สมาคมแรงงานวิทยาทำช่วงแรกคือการค้นหาเยาวชนที่ต้องการเพิ่มทักษะผ่านการทำงานของสหภาพแรงงานซันโย แล้วเมื่อได้กลุ่มเยาวชนแล้วจะค่อยๆ สอบถาม และเรียนรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ 

“ไม่ใช่การตั้งหลักสูตรสวยหรูจากบนลงล่าง แต่คือการออกแบบทักษะจากชีวิตจริงของแรงงาน” 

ปริญญาย้ำว่าถ้าเริ่มจากระบบราชการหรือความต้องการเชิงนามธรรมของตลาด ทักษะเหล่านั้นจะไม่เคยไปถึงมือเยาวชนจริงๆ เพราะแรงงานไม่มีเวลา ไม่มีเงิน และไม่มีพื้นที่ให้ล้มแล้วลองใหม่ 

“เราดูจากบริบทพื้นที่ก่อนว่าพื้นที่นี้ต้องการแรงงานแบบไหน แล้วถามเด็กก่อนว่าอยากเรียนรู้อะไร ไม่ใช่ตั้งหลักสูตรเสร็จแล้วค่อยไปหาเด็กมานั่งเรียน สำหรับทักษะที่ดีต้องตอบโจทย์ความจริง คือเรียนได้ในเวลาจำกัด ใช้ได้ทันที และต้องเปลี่ยนชีวิตแรงงานให้ดีขึ้นจริง โดยเฉพาะในแง่รายได้และความมั่นคง เพราะถ้าทักษะไม่ถูกแปลงเป็นค่าแรง ไม่ถูกยอมรับในระบบการจ้างงาน มันก็ไม่ต่างอะไรจากกระดาษแผ่นหนึ่ง และจะไม่มีวันพาเยาวชนหลุดออกจากกับดักแรงงานไร้ทักษะหรือความจนข้ามรุ่นได้เลย”

เพราะรู้ดีว่าแรงงานโรงงานไม่สามารถเรียนในกรอบเวลาแบบนักเรียนหรือนักศึกษาได้ ปริญญาย้ำว่า ความยืดหยุ่นไม่ใช่เรื่องตามใจแต่คือเงื่อนไขจำเป็น หากอยากให้แรงงานได้พัฒนาทักษะจริง เพราะถ้าระบบการเรียนยังแข็งตัว แรงงานก็จะถูกบังคับให้เลือกระหว่าง ‘ไปเรียน’ กับ ‘มีรายได้เลี้ยงครอบครัว’ และสุดท้ายคนที่ถูกตัดออกจากโอกาสก็คือแรงงานเสมอ

“เด็กทำงานเป็นกะ บางวันมีโอที บางวันไม่มี ถ้าเรายังบังคับให้เขาเรียนวันธรรมดา เวลาเดิมๆ เขาก็ไม่มีทางมาได้ เราเลยเน้นทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ประสานกับหน่วยงานฝึกอบรมและผู้จัดการเรียนรู้ให้ปรับรูปแบบการเรียนใหม่ เช่น จากการเรียนต่อเนื่องหลายวันในเวลาราชการ เป็นการเรียนเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ หรือจัดตารางเรียนให้กระชับขึ้นโดยไม่ลดคุณภาพ” 

นอกจากทักษะขับรถโฟล์คลิฟต์ สมาคมฯ ยังมีการจัดฝึกทักษะการแต่งหน้า ชงน้ำหวาน

“สำหรับผู้หญิงจะมีทักษะที่เอาไปต่อยอดโรงงานได้ไม่มาก เราก็เลยเสริมทักษะด้านอาชีพเสริม อย่างน้ำชงก็มีเด็กๆ ที่เรียนไปแล้วรับออเดอร์เพื่อนๆ ในโรงงาน วันนึงได้ 5-6 แก้วก็มีรายได้เพิ่ม” อ้อย เพียงขวัญ เล่าให้ฟัง 

สำหรับมอส การตัดสินใจเรียนขับโฟล์คลิฟต์คือความพยายามเล็กๆ ในการหลุดออกจากกับดักเดิม รายได้เดิมไม่พอใช้ ต้องกู้ยืมเดือนชนเดือน ภาระครอบครัวทำให้เขาไม่สามารถรอโอกาสในอนาคตได้

สำหรับหนุ่มสาวเยาวชนโรงงานจำนวนมาก ความฝันไม่ได้หมายถึงความสำเร็จยิ่งใหญ่ แต่หมายถึงชีวิตที่ไม่ต้องทำโอทีทุกวัน ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ถึงสิ้นเดือน และไม่ต้องส่งต่อความจนไปยังลูกหลาน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะขึ้นค่าแรงเท่าไหร่ แต่คือประเทศไทยจะออกแบบระบบการศึกษาและแรงงานอย่างไร เพื่อไม่ให้ ‘ทุนมนุษย์’ ถูกเขี่ยออกจากเส้นทางการพัฒนาตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม เพราะตราบใดที่การศึกษาไม่เปิดโอกาส และค่าแรงไม่สะท้อนคุณค่าของแรงงานจริง ความฝันของหนุ่มสาวโรงงานก็จะยังคงเป็นเพียงสิ่งที่คว้าไม่ไหวเหมือนเดิม 

เพราะเมื่อทุนมนุษย์ล้มเหลว เราจะมีกําลังที่เพียงพอในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างไร 


เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี