จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาอย่างไร้ทางเลือก ก้าวเข้ามาพึ่งพิงพื้นที่ในวัด?
ท่ามกลางความเข้มข้นของตักศิลาบาลีแห่งวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เสียงสะท้อนจากพระพรหมวชิโรดม เจ้าอาวาส เปิดมุมมองที่กว้างกว่าการสร้างนักธรรมหรือเปรียญธรรม นั่นคือความพยายามจับมือกับ กสศ. และภาคีเครือข่าย เพื่อดีไซน์ ‘ศูนย์การเรียน’
พื้นที่ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางวุฒิการศึกษาและทักษะชีวิตที่ขาดหาย
เพื่อให้สามเณรกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีวิชาติดตัวสำหรับออกไปยืนหยัดในสังคม
ไม่ว่าจะในฐานะนักบวชหรือฆราวาสในวันข้างหน้า

เมื่อเด็กเข้ามาพึ่งวัด พร้อมการศึกษาที่ขาดช่วง
เด็กชายอายุ 9 ขวบคนหนึ่ง ถูกคุณตาพามาหาพระที่วัด พร้อมคำขอให้รับหลานบวชเป็นสามเณร
เมื่อพระพรหมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร ถามถึงการเรียนของเด็ก จึงได้ทราบว่า แม้อายุถึง 9 ขวบแล้ว เด็กชายก็ยังไม่ได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง
เรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการสัมภาษณ์ เป็นหนึ่งในเรื่องราวของเด็กที่มาถึงวัดทั้งที่ยังไม่มีโอกาสเริ่มเรียนหรือเคยเรียนแล้วแต่ต้องหยุดลงกลางทาง บางคนติดตามผู้ปกครองไปทำงาน บางคนอยู่กับปู่ย่าตายาย บางคนออกจากโรงเรียนทั้งที่ยังเรียนไม่จบ และสำหรับหลายครอบครัว วัดจึงเป็นที่พึ่งในวันที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าจะพาลูกหลานไปทางไหนต่อ
“เดิมทีเราจัดการเรียนการสอนบาลีและนักธรรมอย่างเดียว แต่ต่อมาก็มีพระภิกษุสามเณรที่ขาดโอกาส เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีก็มีมาก” พระพรหมวชิโรดมเล่า
สำหรับเด็กเหล่านี้ การได้เข้ามาอยู่ในวัดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของงานดูแลอีกหลายด้าน รวมถึงการหาหนทางให้พวกเขาเรียนวิชาสามัญต่อไปได้ โดยไม่ต้องละทิ้งการเรียนนักธรรมและบาลีที่เป็นหัวใจของสำนัก
นี่คือที่มาของความพยายามจัดตั้งศูนย์การเรียนของวัดโมลีโลกยาราม ที่กำลังขับเคลื่อนร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีความร่วมมือในระดับเครือข่ายจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. และเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 10 ซึ่งมีพระพรหมวชิโรดมเป็นเจ้าคณะภาค
ในวันที่พูดคุยกัน หลักสูตรของศูนย์การเรียนยังอยู่ระหว่างจัดทำ เรื่องที่ท่านเล่าจึงมีทั้งประสบการณ์ดูแลพระเณรที่ผ่านมา และความตั้งใจที่จะเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้พวกเขาได้เรียนต่อ โดยคำนึงถึงพื้นฐานและจังหวะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ควบคู่กับการศึกษานักธรรมและบาลีอย่างจริงจังตามแนวทางของสำนัก

วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เป็นสำนักเรียนที่จัดการศึกษานักธรรมและบาลีให้แก่พระภิกษุสามเณร โดยมุ่งสร้างศาสนทายาทผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา แต่ผู้ที่เดินทางมาถึงวัดแห่งนี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันทั้งหมด พระพรหมวชิโรดมเล่าว่า บางคนมาด้วยศรัทธา ตั้งใจศึกษาพระธรรม หรือมีพระรุ่นพี่เป็นแบบอย่างและอยากเรียนจนเป็นมหาเปรียญ ขณะที่เด็กอีกส่วนหนึ่งเข้ามาบวชด้วยเงื่อนไขชีวิตที่เลือกเองได้ไม่มากนัก
ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์จึงต้องทำความรู้จักเด็กไปพร้อมกับการสอน เพราะแม้เข้ามาบวชแล้ว พื้นฐานการเรียนรู้ที่แต่ละคนมีติดตัวก็ยังต่างกัน
“เด็กที่จบ ป.6 แล้ว แต่ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ คือพื้นฐานความรู้ไม่ดีเลย ยังไม่สามารถที่จะเรียนบาลีนักธรรมได้ดี เราก็เลยจะต้องเสริมพื้นฐานให้กับเด็ก” ท่านอธิบาย
ทั้งเด็กที่จบประถมแล้วไม่ได้เรียนต่อ และเด็กที่ออกจากโรงเรียนระหว่างชั้น ม.1 หรือ ม.2 บางคนยังอ่านเขียนไม่คล่อง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พระพรหมวชิโรดมพูดถึงหลายครั้ง เพราะการเรียนบาลีต้องอาศัยความเข้าใจหลักภาษา การแปลและการจดจำเนื้อหา หากภาษาไทยยังไม่แข็งแรงเด็กก็ยิ่งเรียนได้ยากขึ้น พระผู้สอนจึงต้องช่วยเติมพื้นฐานควบคู่กับการเรียนทางธรรม
ท่านจึงหวังว่าศูนย์การเรียนจะเข้ามาช่วยงานส่วนนี้ ทั้งจัดหาผู้สอน วางแนวทางเสริมความรู้ และติดตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่พบในวัดโมลีฯ เชื่อมโยงกับเหตุผลของการขับเคลื่อนงานระดับเครือข่าย ในงาน ‘พลังบวรสู่การยกระดับการพัฒนาเด็กด้อยโอกาส’ ซึ่งจัดขึ้นที่วัดเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569 พระสงฆ์จาก 6 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร นครพนม ศรีสะเกษ มุกดาหาร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับบุคลากรด้านการศึกษาจากภาคอีสานและกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมให้วัดเป็นพื้นที่จัดการเรียนรู้สำหรับเด็กที่หลุดจากระบบ
บทความที่บันทึกเรื่องราวจากงานครั้งนั้นเล่าถึง ‘เณรฟ้อนท์’ เด็กที่ออกจากโรงเรียนขณะเรียนชั้น ป.2 ก่อนจะบวชเมื่ออายุเก้าขวบ เมื่อได้มาอยู่วัด เณรพบความสงบและความปลอดภัย ขณะเดียวกันวัดก็ประสานกับโรงเรียนให้ได้เรียนต่อ
“เคยคิดว่าจะไม่ได้เรียนแล้วหลังออกจากโรงเรียน รู้สึกเสียดายเพราะจริงๆ หนูชอบเรียน …แต่ก็ไม่ชอบไปโรงเรียนเลย”
คำบอกเล่าของเณรฟ้อนท์ชวนให้เห็นว่า บางครั้งการพาเด็กกลับมาเรียนอาจเริ่มจากการมีที่อยู่ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย มีคนรับฟังและคอยดูแล เมื่อความกังวลในชีวิตค่อยๆ เบาบางลง เด็กก็มีใจกลับมาเรียนรู้ และมองเห็นอนาคตของตัวเองอีกครั้ง
สำหรับพระพรหมวชิโรดม ความไม่พร้อมของครอบครัวไม่ควรกลายเป็นการตัดสินคุณค่าของเด็ก แม้ท่านจะพูดถึงปัญหาสังคมและพฤติกรรมที่ต้องดูแลอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อกล่าวถึงเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ท่านย้ำว่า
“การไม่มีพ่อแม่ ไม่ใช่ว่าเด็กจะเป็นคนไม่ดี เด็กรักดีก็มีเยอะ แต่มันมีผลทางจิตใจเท่านั้นแหละ”

ภารกิจที่รออยู่หลังเด็กเข้ามาถึงวัด จึงมีทั้งการทำความเข้าใจชีวิตเดิม และการจัดชีวิตใหม่ให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ต่อได้ เพราะความช่วยเหลือเรื่องที่พักและความเป็นอยู่ต้องเดินคู่กับการมองเห็นว่าเด็กแต่ละคนยังขาดอะไร และสิ่งใดจะช่วยเติมเต็มให้เขากลับมาตั้งหลักกับการศึกษาได้อีกครั้ง
ศูนย์การเรียนที่เชื่อมทางโลกกับทางธรรม
ที่ผ่านมา วัดโมลีฯ ส่งสามเณรที่ยังไม่จบประถมศึกษาไปเรียนวิชาสามัญในโรงเรียนภายนอก ทั้งโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนสังกัด สพฐ. และโรงเรียนการกุศล แม้จะช่วยให้ได้เรียนต่อ แต่การไปโรงเรียนตลอดวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็ทำให้สามเณรเหลือเวลาและเรี่ยวแรงสำหรับการเรียนนักธรรมและบาลีไม่มากนัก
เมื่อกลับถึงวัด ความเหนื่อยล้าก็ทำให้การเรียนต่อในช่วงเย็นเป็นเรื่องยาก
“เด็กต้องไปเรียนเต็มๆ ทั้ง 5 วัน ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ทำให้ไม่มีโอกาสได้เรียนนักธรรมและบาลีอย่างเต็มที่ นักธรรมอาจเรียนวันเสาร์อาทิตย์ได้ แต่บาลีเรียนไม่ได้ จะให้เรียนตอนเย็นก็ไม่ไหวแล้ว เด็กหมดสภาพแล้ว”
คำอธิบายของท่านทำให้เห็นข้อจำกัดที่อยู่ในชีวิตประจำวันของสามเณร ว่าต่อให้มีทั้งโรงเรียนและสำนักเรียนในวัดรองรับ แต่เมื่อทั้งสองแห่งต่างมีเวลาและภาระงานของตนเอง เด็กก็ต้องเป็นผู้แบกรับการเรียนทั้งสองส่วน ความเหนื่อยล้าหลังเลิกเรียนทำให้การเติมชั่วโมงในช่วงเย็นไม่ได้แก้ปัญหาเสมอไป
การมีศูนย์การเรียนอยู่ในวัดจึงเป็นความพยายามจัดเวลาใหม่ ให้การเรียนวิชาสามัญสอดคล้องกับการเรียนนักธรรมบาลีมากขึ้น พร้อมกับเปิดโอกาสให้วัดร่วมกำหนดเนื้อหาที่เหมาะกับผู้เรียนของตนเอง
“ถ้ามีศูนย์การเรียนเราจะสามารถควบคุมเวลาได้ เด็กก็จะไม่เสียทั้งความรู้ที่ได้จากการเรียนทางโลกและความรู้ที่ได้จากการเรียนบาลีนักธรรม”
ภาพที่พระพรหมวชิโรดมวางไว้คือการเรียนวิชาสามัญอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ใช้วันอาทิตย์จัดการเรียนการสอนทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีงานให้กลับไปฝึกทำ และมีพระอาจารย์ช่วยติดตามระหว่างสัปดาห์ เมื่อเด็กติดขัดกับการบ้านก็มีผู้ช่วยอธิบาย ก่อนกลับไปเรียนบาลีตามตารางของสำนัก
ในความคิดของท่าน การนำครูเข้ามาสอนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่งานสำคัญอีกส่วนคือการเชื่อมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนกับชีวิตประจำวันของสามเณร พระอาจารย์ซึ่งอยู่ใกล้เด็กจึงต้องรู้ด้วยว่าเด็กได้รับมอบหมายงานอะไร เข้าใจบทเรียนหรือไม่ และยังต้องฝึกเรื่องใดเพิ่มเติม
“วันอาทิตย์ก็จัดให้ชัดว่าภาคเช้าเรียนอะไร ภาคบ่ายเรียนอะไร แล้วให้การบ้าน พอถึงวันจันทร์ พระอาจารย์ก็ช่วยดูว่าเด็กมีการบ้านอะไรบ้าง ช่วยติวให้เข้าใจ ควบคู่ไปกับการเรียนบาลี”

อย่างไรก็ดี แผนการดูแลไม่ได้กำหนดให้เด็กทุกคนเรียนด้วยวิธีเดียวกัน โดยพระพรหมวชิโรดมแบ่งภาพผู้เรียนไว้เป็นกลุ่มใหญ่ตามช่วงการศึกษา แล้วพิจารณาความพร้อมภายในแต่ละกลุ่มอีกครั้ง
เด็กที่ยังไม่จบ ป.6 ท่านมองว่าบางส่วนยังต้องอาศัยการดูแลจากครูในโรงเรียนภายนอก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเสริมพื้นฐานการฟัง พูด อ่าน เขียน และทักษะในการใช้ชีวิต เด็กกลุ่มนี้จะให้เรียนในโรงเรียนไปก่อน โดยยังไม่ต้องแบกรับการเรียนนักธรรมบาลีควบคู่กันจนกว่าจะจบประถมศึกษา ส่วนเด็กเล็กที่มีพื้นฐานและความรับผิดชอบเพียงพอ ทางวัดจะจัดให้เรียนในศูนย์ของวัด เพื่อให้เดินหน้าทั้งวิชาสามัญและการศึกษาทางธรรมได้ สำหรับกลุ่มที่จบ ป.6 แล้ว ท่านตั้งใจให้ศูนย์การเรียนเป็นพื้นที่รองรับการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมถึงผู้ที่เคยออกจากโรงเรียนระหว่างทาง
การแบ่งเช่นนี้สะท้อนว่า แม้จะอยู่ในวัดเดียวกัน เด็กแต่ละคนก็มีพื้นฐานและความพร้อมต่างกัน บางคนยังต้องอาศัยครูในโรงเรียนช่วยปูพื้นฐาน ขณะที่บางคนพร้อมจะเรียนวิชาสามัญควบคู่กับนักธรรมและบาลีภายในวัด ศูนย์การเรียนที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยมีวัดและโรงเรียนร่วมกันดูแลให้เด็กได้เรียนรู้ในแบบที่เหมาะกับตนเอง
ด้านเนื้อหาการเรียน พระพรหมวชิโรดมอยากให้เด็กมีพื้นฐานภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษที่นำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ด้วยชีวิตประจำวันของพระเณรส่วนใหญ่อยู่ภายในวัด ท่านจึงเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำความเข้าใจสังคมภายนอกมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในวันข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ท่านตั้งใจนำความรู้จากการเรียนนักธรรมและบาลีมาเชื่อมกับวิชาสามัญ เพื่อให้สิ่งที่เด็กเรียนอยู่แล้วนับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในศูนย์ได้ด้วย โดยยังอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญว่า เนื้อหาส่วนใดนำมาใช้ร่วมกันได้ และจะนับเป็นหน่วยกิตอย่างไร
แม้การสนทนาจะกล่าวถึงเรื่องวุฒิและการเทียบความรู้หลายครั้ง แต่สิ่งที่พระพรหมวชิโรดมย้ำอยู่เสมอคือการที่เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจวิชาสามัญอย่างแท้จริง เพราะท่านอยากให้ช่วงเวลาที่เด็กบวชเรียนเป็นโอกาสในการเติมความรู้ให้พร้อม ทั้งสำหรับการเรียนต่อและการใช้ชีวิตในวันข้างหน้า
“เราต้องการให้เขามีความรู้จริงๆ …อายุ 12 13 14 เขาต้องได้เรียนภาษาไทย เขาต้องเรียนภาษาอังกฤษ เขาต้องได้เรียนวิทยาศาสตร์ จะต้องได้เรียนคณิตศาสตร์”
แม้หลักสูตรยังอยู่ระหว่างจัดทำ และต้องวางรายละเอียดทั้งเวลาเรียนและสัดส่วนวิชาให้ลงตัว แต่ความตั้งใจของวัดชัดเจนแล้ว นั่นคือให้เด็กได้เรียนทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างเหมาะสม เพื่อให้ช่วงเวลาที่บวชเรียนได้เติมความรู้ที่นำไปใช้ต่อได้ในชีวิต

ความยืดหยุ่นในสำนักเรียนบาลีที่เข้มงวด
สำหรับพระเณรที่ตั้งใจเรียนบาลี วัดโมลีฯ เป็นจุดหมายที่หลายรูปอยากเดินทางมาถึง ที่นี่มีพระรุ่นพี่ผู้เรียนสำเร็จเป็นมหาเปรียญให้มองเป็นแบบอย่าง และมีการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นรองรับความตั้งใจนั้น แต่ในสำนักเดียวกัน ยังมีเด็กอีกส่วนหนึ่งที่เข้ามาบวชโดยไม่รู้มาก่อนว่าบาลีเรียนอย่างไร บางคนเพียงต้องการที่พึ่งสักแห่ง ก่อนจะค่อยๆ ทำความรู้จักกับเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า
พระพรหมวชิโรดมรู้ดีว่า พระเณรที่เข้ามาไม่ได้มีพื้นฐานหรือความมุ่งหวังเหมือนกันทั้งหมด การมีศูนย์การเรียนจึงเป็นความตั้งใจเพิ่มโอกาสให้พวกเขาได้เรียนวิชาสามัญต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม นักธรรมและบาลียังคงเป็นหัวใจของวัดโมลีฯ ด้วยภารกิจของสำนักที่ต้องการสร้างผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา
“เรียนศูนย์การเรียนอย่างเดียวไม่ได้ เขาต้องเรียนสองอย่างนั้นด้วย สองอย่างนั้นเขาอาจจะไม่เก่งหรอก แต่เขามีความรับผิดชอบ เรียนอย่างที่สามเพื่อให้จบ ม.3 ก็ได้”
คำว่า ‘การศึกษายืดหยุ่น’ ของที่นี่จึงมีขอบเขตของตัวเอง นั่นคือวัดกำลังพยายามจัดเวลาและเชื่อมเนื้อหาการเรียนให้เหมาะกับชีวิตสามเณร เพื่อให้เรียนทางโลกได้โดยยังเดินต่อในทางธรรม ส่วนการใช้ชีวิตและการเรียนภายในสำนักยังต้องอาศัยความรับผิดชอบและความอดทนไม่น้อย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ พระพรหมวชิโรดมชวนมองลึกเข้าไปในวันเวลาของการเรียนบาลี ซึ่งเต็มไปด้วยการอ่าน การท่อง และการฝึกซ้ำ กว่าจะจดจำและเข้าใจบทเรียนหนึ่งได้ ผู้เรียนต้องให้เวลากับสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่อง บางคนอาจเรียนรู้ได้เร็ว ขณะที่บางคนต้องใช้ความพยายามมากกว่าเพื่อน
ในมุมของท่าน สิ่งที่ค่อยๆ เกิดขึ้นระหว่างทางมีความหมายพอๆ กับความรู้ที่ได้รับ
“เราอย่าคิดว่าการเรียนบาลีนี่คือการเรียนภาษาพุทธเจ้า หรือการเรียนให้มันผ่านเป็นมหาเปรียญ …เบื้องหลังของการเรียนบาลีคืออะไร …ก็คือการอบรมบ่มเพาะคุณธรรม อันนี้สำคัญสุด”
ความตั้งใจ ความขยัน ความอดทน และความซื่อสัตย์ คือสิ่งที่ท่านอยากให้เติบโตไปพร้อมกับการเรียน เด็กต้องค่อยๆ ฝึกกลับมารับผิดชอบบทเรียนของตัวเอง แม้บางวันจะยากหรือยังทำได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะความอดทนที่ท่านเห็นว่าเป็นแรงสำคัญในการพาความพยายามให้ไปต่อ
“ความอดทนนี่มันเป็นเครื่องพยุงความขยันให้มันยั่งยืน ขยันอย่างเดียวไม่พอ ขยันได้ประมาณสักสามชั่วโมง อีกเวลาอื่นไม่ขยันแล้ว เพราะฉะนั้นคนไม่อดทน ความขยันไม่ยั่งยืน”
ส่วนการท่องจำที่หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นวิธีเรียนแบบเก่า พระพรหมวชิโรดมอธิบายว่าเป็นส่วนสำคัญของการเรียนบาลี แต่ผู้เรียนก็สามารถหาวิธีจดจำที่เหมาะกับตัวเองได้ ทั้งการอ่าน การเขียน หรือการพูดทบทวนบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งที่เรียนค่อยๆ อยู่ในความทรงจำ
“ท่านอาจจะไม่ท่องแบบพระเณรนกแก้วนกขุนทองก็ได้ ท่านอาจจะเขียนแล้วท่านพูดบ่อยๆ อ่านบ่อยๆ ก็ได้ มันมีวิธีการเรียนหลากหลาย สรุปว่าให้ความรู้นั้นอยู่ในสมองเราก็แล้วกัน”
การฝึกฝนเหล่านี้ดำเนินไปท่ามกลางกฎระเบียบของสำนัก พระเณรต้องขึ้นเรียนตามเวลา เมื่อไม่เข้าชั้นเรียนก็มีพระอาจารย์คอยติดตาม ขณะที่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องที่ท่านถือเคร่งครัด โดยเฉพาะการทุจริตในการสอบ ซึ่งอาจทำให้ผู้เรียนต้องพ้นจากสังกัดวัด ความประพฤติจึงเป็นอีกด้านที่ท่านให้ความสำคัญควบคู่กับการสอบผ่าน
สำหรับผู้ที่ตั้งใจมุ่งหน้าในสายบาลี ความเข้มงวดเช่นนี้อาจเป็นสิ่งที่กำลังมองหา แต่สำหรับเด็กที่เพิ่งรู้จักการเรียนทางธรรม ก็อาจต้องใช้เวลาปรับตัว และบางคนอาจพบว่าเส้นทางนี้ไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองต้องการ
เมื่อถามว่า หากมีเด็กอยากมาบวชเพื่อเรียนวิชาสามัญเป็นหลัก โดยไม่ได้ตั้งใจศึกษาทางธรรมอย่างจริงจัง วัดจะดูแลอย่างไร พระพรหมวชิโรดมตอบว่า ท่านจะแนะนำให้ไปยังวัดที่จัดการศึกษาตรงกับความต้องการของเด็กมากกว่า
“ที่นี่จะปั้นคน จะพัฒนาคนให้เป็นศาสนทายาทระยะยาว ถ้าเธออยากเรียนทางนี้ใช่ไหม มีวัดเป็นอีกหลายร้อยวัดที่เขาจัดการเรียนสอนทางโลก ไม่มีปัญหา”
ท่านยืนยันว่า วัดโมลีฯ ยังต้องรักษาความตั้งใจในการสร้างศาสนทายาทไว้ ศูนย์การเรียนที่จะเพิ่มเข้ามาจึงเป็นการช่วยให้พระเณรได้เรียนวิชาสามัญควบคู่ไปด้วย ภายใต้ชีวิตที่ยังมีนักธรรมและบาลีเป็นส่วนสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงอยากให้ครอบครัวทำความรู้จักสถานที่เรียนก่อนฝากลูกหลานไว้ในความดูแลของวัด เพราะแต่ละแห่งมีแนวทางและความพร้อมต่างกัน บางแห่งเด่นด้านวิชาสามัญ บางแห่งเน้นนักธรรมและบาลี การรู้ว่าวัดสอนอะไรและเด็กต้องใช้ชีวิตอย่างไร จะช่วยให้เลือกทางเรียนได้เหมาะสมขึ้น
“ก่อนที่จะเอาเด็กไปฝากให้ดูวัดด้วยว่าเขาทำอะไร …อย่าไปส่งโดยที่ไม่มีข้อมูล”
การมีศูนย์การเรียนจึงไม่ได้ทำให้ความเข้มงวดของวัดโมลีฯ หายไป แต่เป็นความพยายามเพิ่มทางเลือกให้เด็กที่อยู่ในสำนัก โดยเฉพาะผู้ที่อาจเรียนบาลีได้ไม่รวดเร็วนัก ให้ยังได้สะสมความรู้ทางโลกและมีโอกาสเรียนจนจบ สิ่งที่ต้องค่อยๆ หาคำตอบต่อจากนี้คือจะจัดการเรียนและดูแลอย่างไรให้เด็กที่มีพื้นฐานต่างกันเติบโตไปได้ โดยไม่รู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เมื่อเรียนบาลีไม่ถึงฝัน ยังมีทางให้เรียนต่อ
พระเณรที่เข้ามาเรียนพร้อมกันอาจไม่ได้สอบผ่านไปพร้อมกัน บางรูปก้าวหน้าได้เร็ว ขณะที่บางรูปต้องใช้เวลาสองหรือสามปีกว่าจะผ่านหนึ่งชั้น แม้จะตั้งใจและพยายามแล้วก็ตาม
“เพื่อนรุ่นเดียวกันเขาไปเป็นมหาสามประโยค สี่ประโยคแล้ว บางคนน้อยใจตัวเอง บางคนน้อยใจตัวเองสึกเลยก็มี” พระพรหมวชิโรดมเล่าว่า พระเณรบางรูปสึกเพื่อกลับไปเรียนวิชาสามัญ บางรูปย้ายที่เรียน ขณะที่บางคนกลับบ้านเมื่อเรียนบาลีไม่ไหวทั้งที่ก่อนมาบวชก็เคยต้องออกจากโรงเรียนมาแล้วครั้งหนึ่ง
สำหรับเด็กที่การเรียนเคยสะดุดมาแล้ว การต้องหาที่เรียนใหม่อีกครั้งอาจหมายถึงความไม่แน่นอนที่ย้อนกลับมา พระพรหมวชิโรดมจึงหวังให้ศูนย์การเรียนเป็นอีกทางที่ช่วยประคองเด็กไว้ แม้จะเรียนบาลีได้ไม่ดีนัก แต่หากยังมีความตั้งใจและรับผิดชอบ ก็สามารถเรียนวิชาสามัญควบคู่ไปจนจบ ม.3 ได้
“ถึงแม้เขาเรียนไม่เก่ง แต่เขาสามารถเป็นพระเป็นเณรได้ เป็นพระเณรดีได้ คนเรียนหนังสือไม่เก่งก็เป็นคนดีได้”
ท่านมองว่า ความก้าวหน้าของเด็กต้องพิจารณาจากความพยายามด้วย ผู้ที่ต้องใช้เวลามากกว่าเพื่อนอาจค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้ หากยังตั้งใจและได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
“คนที่เรียนรู้ได้ช้า ไม่ใช่ว่าจะเรียนบาลีไม่ได้ ค่อยๆ หล่อหลอมกันไป ใช้เวลาสองปีสามปีสอบได้หนึ่งชั้น ก็ถือว่างดงามแล้ว”
ถึงอย่างนั้น การให้เด็กค่อยๆ เรียนตามจังหวะของตนเองก็ยังเป็นความท้าทายสำหรับสำนักที่มีการเรียนเข้มข้น ท่านยอมรับว่า ผู้ที่สอบไม่ผ่านหลายครั้งอาจรู้สึกว่าถึงเวลาต้องย้ายไป ทั้งจากผลการเรียนและคำทักท้วงของพระอาจารย์ ศูนย์การเรียนที่กำลังเตรียมจัดตั้งจึงเป็นความหวังว่า แม้เด็กจะก้าวไปในสายบาลีได้ช้า ก็ยังมีโอกาสเรียนรู้และเห็นความก้าวหน้าของตนเองในวิชาสามัญควบคู่กัน
หากจำเป็นต้องย้ายที่เรียน ท่านหวังว่าสิ่งที่เด็กเรียนมาแล้วจะสามารถเทียบโอนไปยังโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ หรือศูนย์การเรียนในจังหวัดที่ไปอยู่ได้ เพื่อให้การเรียนดำเนินต่อโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ส่วนรายละเอียดของการเทียบโอนยังต้องมีครูจากภายนอกเข้ามาช่วยวางแนวทางต่อไป
“สำหรับพระอาจารย์ก็ดี พระทั่วๆ ไปก็ดี จะไม่เข้าใจเรื่องการโอน เรื่องการทำหน่วยกิต มันต้องให้ผู้เชี่ยวชาญข้างนอกมาช่วยทำ”
ขณะที่พระอาจารย์อยู่ใกล้ชิดและรู้ว่าเด็กเรียนไปถึงไหน ครูและบุคลากรด้านการศึกษาจะช่วยดูได้ว่าความรู้เหล่านั้นนำไปเทียบโอนอย่างไร และต้องเรียนอะไรเพิ่มเติม ความร่วมมือจึงหมายถึงการช่วยให้เด็กนำสิ่งที่เรียนมาแล้วติดตัวไปสู่ห้องเรียนแห่งใหม่ได้ด้วย

สำหรับผู้ที่ยังบวชเรียนอยู่ พระพรหมวชิโรดมไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องครองสมณเพศตลอดชีวิต แม้สำนักจะมุ่งสร้างศาสนทายาท แต่ท่านก็กล่าวถึงวันที่พระเณรอาจสึกออกไปเป็นฆราวาส โดยหวังว่าพวกเขาจะมีความรู้ มีงานทำ และดูแลชีวิตของตนเองได้
“หนึ่ง เป็นฆราวาสดี สอง ต้องมีงานทำที่ดี แต่เราต้องมีวุฒิทางโลกนะ วุฒิทางธรรมอย่างเดียวไม่ได้”
ท่านยกตัวอย่างพระอาจารย์ในสำนักที่เรียนต่อระดับอุดมศึกษาควบคู่กับการศึกษาทางธรรม บางรูปมีความรู้บาลีถึงระดับเปรียญธรรม 9 ประโยค และศึกษาต่อจนจบปริญญาโทหรือปริญญาเอก ความรู้ที่เพิ่มขึ้นเปิดโอกาสให้ทำงานสอนและนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ได้
เด็กที่เข้ามาบวชในวันนี้อาจยังตอบไม่ได้ว่าอยากเติบโตไปเป็นอะไร แต่ระหว่างที่ค่อยๆ ค้นหาความสนใจของตนเอง ท่านอยากให้พวกเขาได้เรียนรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมไว้เป็นพื้นฐาน เพื่อมีทางเลือกเมื่อถึงวันที่ต้องตัดสินใจเรื่องอนาคต
ความร่วมมือกับ กสศ. จึงเป็นสิ่งที่พระพรหมวชิโรดมหวังว่าจะช่วยเติมกำลังให้วัด ทั้งครูผู้สอน การพัฒนาหลักสูตร และทรัพยากรสำหรับดูแลการเรียนของเด็ก โดยตั้งใจให้วัดโมลีฯ ทดลองจัดการศึกษาให้ได้ดีก่อน แล้วนำประสบการณ์ไปแบ่งปันกับวัดอื่นที่มีความพร้อม
“เราต้องจัดให้เป็น Best Practice ก่อน ถ้าเราจัดดี เราสามารถจัดการเรียนการสอนได้ หาครูข้างนอกที่มีคุณภาพมาสอน โดย กสศ. ช่วยกันดูแลครูสอนที่จะมาสอนให้เรา”
ถึงอย่างนั้น ท่านตระหนักว่าแต่ละวัดมีเงื่อนไขต่างกัน ทั้งจำนวนพระเณรและกำลังในการจัดการศึกษา รูปแบบที่เกิดขึ้นในวัดโมลีฯ จึงยังต้องนำไปพิจารณาให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ โดยมีความร่วมมือจากหน่วยงานด้านการศึกษาช่วยสนับสนุน
“วัดป็นเพียงองค์กรหนึ่งที่จะช่วยเหลือการศึกษาของชาติได้” ท่านกล่าว
ณ วันที่พูดคุยกัน ศูนย์การเรียนยังอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรและเตรียมความพร้อม ความตั้งใจที่เล่ามาจึงยังต้องติดตามต่อเมื่อเริ่มดำเนินการจริง ทั้งเรื่องการเรียนในห้อง การดูแลเด็กที่ต้องการเวลามากกว่าเพื่อน และการส่งต่อผู้ที่เหมาะกับเส้นทางอื่น
ส่วนเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นอยู่ตรงหน้าแล้ว เรื่องราวของพวกเขาทำให้ความตั้งใจจัดตั้งศูนย์การเรียนมีความหมายชัดขึ้น สำหรับเด็กคนหนึ่ง อาจหมายถึงการได้เริ่มอ่านและเขียน สำหรับอีกคนอาจหมายถึงการเรียนจนจบ ม.3 แม้ยังไปได้ไม่ไกลในสายบาลี และสำหรับบางคน ความรู้ที่ได้รับระหว่างบวชเรียนอาจพาไปสู่ชีวิตที่เลือกเองได้มากขึ้น
ความหวังของศูนย์การเรียนวัดโมลีฯ จึงอยู่ในความก้าวหน้าเหล่านี้ด้วย ให้เด็กที่เข้ามาพึ่งวัดได้ค่อยๆ เติมสิ่งที่ยังขาด เรียนรู้ตามกำลังของตน และมีความพร้อมพอจะเดินต่อ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะยังอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ หรือเลือกกลับไปใช้ชีวิตทางโลกก็ตาม