ปิดฉากลงอย่างสวยงามตลอดการประชุม 2 วันของเวทีการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 (AFE 2026) ภายใต้แนวคิด “Designing Tomorrow’s Equity: Equitable Solutions for Out-of-School Children and Youth by 2030 and Beyond” ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก ส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ได้เกิดข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะการทำงานเพื่อเด็กและเยาวชน ร่วมถึงนวัตกรรมตัวอย่างจากนานาประเทศ จากเหล่านักวิชาการ นักการศึกษา และภาคีเครือข่ายนานาชาติ และการประชุมของกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA) และภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กรจาก 21 ประเทศ ได้ตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้เรียนทุกคน ทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปแนวทางขับเคลื่อนสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง คือแนวทางที่สำคัญที่สุด ที่เราทุกคนจะช่วยกัน

ผลลัพธ์ AFE 2026 สู่ 5 ทิศทาง “ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”
Dr. Rika Yorozu หัวหน้าทีมงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ได้นำเสนอ 5 ทิศทางสำคัญที่สังเคราะห์จากการระดมความคิดเห็นตลอด 2 วัน เพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่หมุดหมายปี 2030 และออกแบบการศึกษาในระยะถัดไป
1.เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning Pathways)
ปรับระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมเปิดกว้างให้ผู้เรียนเทียบโอนและรับรองประสบการณ์เดิม (RPL) เพื่อสะสมคุณวุฒิและเชื่อมต่อสู่ทักษะอาชีพ
2.ระบบข้อมูลและเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems)
มุ่งเน้นหลักการ “เปลี่ยนสัญญาณเตือน ให้เป็นการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ” โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางอย่างละเอียดและใช้ AI อย่างมีจริยธรรม เพื่อให้ครู ชุมชน และครอบครัวเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนเด็กจะหลุดจากระบบ
3.การจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาค (Equitable Financing)
จัดสรรงบประมาณแบบมุ่งเป้าบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อส่งตรงทรัพยากรไปยังกลุ่มเปราะบางที่สุด และระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
4.การบูรณาการความร่วมมือข้ามภาคส่วน (Multisectoral Collaboration)
เพราะ “ไม่มีเด็กคนใดหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว” หน่วยงานด้านการศึกษา สวัสดิการสังคม สาธารณสุข ท้องถิ่น และเอกชน จึงต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
5.ภาพอนาคตการศึกษาหลังปี 2030 (Foresight beyond 2030)
เตรียมระบบให้พร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขยายการเข้าถึงดิจิทัลอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) ร่วมกับตลาดแรงงาน

ถอดบทเรียนระดับภูมิภาค สร้างระบบที่โอบรับและเดินทางไปหาเด็กทุกคน
Dr. Datuk Habibah Abdul Rahim ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การรัฐมนตรีศึกษาธิการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO Secretariat) เน้นย้ำว่า เด็กนอกระบบการศึกษาต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ทับซ้อน ทั้งความต้องการทางการเงิน ความต้องการพิเศษ และปัญหาสุขภาพจิต ความเสมอภาคจึงต้องเป็น “วิธีคิดหลักในการออกแบบระบบการศึกษา” ผ่าน 3 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง การสร้างเส้นทางเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการร่วมมือข้ามภาคส่วน ซึ่งเวทีเครือข่าย EEA ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงประจักษ์และพันธสัญญาร่วมให้กลายเป็นระบบที่โอบรับเด็กทุกคน

ขณะที่ Mr. Souphap Khounvixay รองอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ได้สะท้อนบทเรียนในพื้นที่ว่า การศึกษาไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่สามารถต่อรองได้ โดย สปป.ลาว กำลังเร่งยกระดับการศึกษานอกระบบและการเทียบโอนคุณวุฒิผ่านดิจิทัล ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวยากจน พร้อมชื่นชมโมเดล Thailand Zero Dropout Plus ว่าเป็นตัวอย่างของความกล้าหาญเชิงนโยบายที่สามารถนำมาเป็นแนวทางขับเคลื่อนร่วมกันในระดับภูมิภาค

กสศ. ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญคือการป้องกันก่อนเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาและเป็นทางออกที่ยั่งยืน
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ได้กล่าวถึงบทเรียนสำคัญที่ตกผลึกจากเวที AFE 2026 ว่า จากเดิมที่เราเคยคิดว่าการค้นหาเด็กนอกระบบแล้วพยายามดึงกลับเข้าโรงเรียนคือทางออกหลัก แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ตลอด 2 วันพิสูจน์แล้วว่า “การป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด”
กสศ. ชี้ว่าระบบการศึกษาต้องปรับวิธีคิด โดยเปลี่ยนจากการคาดหวังให้เด็กและครอบครัวต้องแบกรับภาระเพื่อปรับตัวเข้าหาระบบ มาเป็นการสร้าง ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเป็นฝ่ายเดินทางเข้าไปหาชีวิตจริงของผู้เรียน ผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ใช้ข้อมูลชี้เป้าได้อย่างแม่นยำ และการจัดสรรทรัพยากรที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม

ก้าวต่อไปจาก AFE 2026 สู่ “ปฏิญญาอาเซียน Zero Dropout” ในปี 2028
ผลลัพธ์และข้อเสนอแนะจากเวที AFE 2026 จะถูกขับเคลื่อนต่อเนื่องทันที โดยในปี 2570 กสศ. และยูเนสโก เตรียมนำบทเรียนสำคัญนี้ไปร่วมขับเคลื่อนในการประชุมติดตามการศึกษาทั่วโลก (GEM) และการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (APMED ครั้งที่ 7) เพื่อร่วมวางกรอบทิศทางการศึกษาโลกหลังปี 2030 พร้อมขยายความร่วมมือด้วยการจัดประชุมเครือข่าย EEA ในต่างประเทศเป็นครั้งแรก
ก้าวสำคัญทั้งหมดนี้จะนำไปสู่หมุดหมายเชิงนโยบายในปี 2571 ในวาระที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน โดย กสศ. จะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิด “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นศูนย์” (ASEAN Zero Dropout Declaration) เพื่อสร้างหลักประกันว่าเด็กและเยาวชนทุกคนในภูมิภาคจะได้รับโอกาสการเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามเนื้อหาและรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารวิชาการและรับชมบันทึกการประชุม AFE 2026 ย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์: https://afe2026.eef.or.th



