จากเด็กที่เกือบไม่ได้เรียนต่อ สู่หัวหน้าส่วนงานที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท: ‘สันต์’ วสันต์ บุสดีวรรณ

จากเด็กที่เกือบไม่ได้เรียนต่อ สู่หัวหน้าส่วนงานที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท: ‘สันต์’ วสันต์ บุสดีวรรณ

ครั้งหนึ่ง ‘สันต์’ เคยคิดว่าการเรียนต่ออาจเป็นเรื่องที่ครอบครัวไม่สามารถแบกรับไหว เพราะฐานะทางบ้านที่ไม่มั่นคงทำให้เขาต้องวางแผนอนาคตไว้สองทาง ระหว่าง “กู้เงินมาเรียน” หรือเลือกเส้นทางที่สามารถ “ทำงานหาเงิน” ควบคู่ไปกับการเรียนได้

ในเวลานั้น เขายังไม่รู้ว่าโอกาสที่พบโดยบังเอิญในวันปฐมนิเทศ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชีวิตไปไกลถึงประเทศจีน ก่อนก้าวเข้าสู่การทำงานในบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก และกลายเป็นหัวหน้าส่วนงานที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท

วันนี้ ‘สันต์’ วสันต์ บุสดีวรรณ อดีตนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 2 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา สาขาเมคคาทรอนิกส์ ทำงานในตำแหน่งวิศวกรจัดซื้อ (Purchaser) และเป็นหัวหน้าส่วนงานที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท Haier Appliance Manufacturer

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันที่ยิ่งใหญ่ หากเริ่มจากความตั้งใจเรียบง่ายว่า อยากมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ดูแลตัวเองและครอบครัว และไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดในชีวิตกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องหยุดเรียนรู้

“ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงลิ่วจนเอื้อมไม่ถึง แต่ตั้งเป้าหมายในระดับที่ตัวเองเริ่มรับมือได้ เริ่มสู้ไหว ตั้งเป้าว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะอดทนเรียนรู้ในสิ่งที่ทำให้มีรายได้ ส่งกลับไปดูแลที่บ้าน และดูแลตัวเองไม่ให้ขัดสน ต้องพยายามปรับตัวและคว้าทุกโอกาสที่เข้ามา”

เมื่อการเรียนต่อไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ง่าย ๆ

ก่อนจะได้รับทุนการศึกษา สันต์เล่าว่าครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน สภาพคล่องไม่ดีนัก จนแทบไม่มีกำลังสนับสนุนให้เขาเรียนต่อได้อย่างเต็มที่

สำหรับเด็กคนหนึ่งที่กำลังมองหาเส้นทางอนาคต ความกังวลในเวลานั้นจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเลือกเรียนสาขาอะไร แต่ยังรวมถึงคำถามว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาใช้จ่ายระหว่างเรียน และจะเรียนต่อไปได้จนจบหรือไม่

“ตอนนั้นผมวางแผนชีวิตไว้สองทาง คือ ต้องกู้ยืมเรียน หรือไม่ก็ต้องเลือกเรียนในแบบที่สามารถทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยได้ เพื่อเอาตัวรอด”

กระทั่งวันปฐมนิเทศที่วิทยาลัย เขาเดินผ่านบูธประชาสัมพันธ์ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. ซึ่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้นักศึกษาได้เรียนต่อในสายอาชีพ

แม้จะสนใจ แต่สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกลับเป็นความลังเล

“ตอนแรกสารภาพตามตรงว่า แอบลังเลว่าทุนแบบนี้มีจริงหรือ เพราะเงื่อนไขที่บอกว่าจะให้เงินสนับสนุนฟรีทุกเดือน มันดูเป็นเรื่องที่ดีเกินจริงสำหรับเด็กคนหนึ่ง”

สุดท้ายสันต์ตัดสินใจสมัคร และได้รับคัดเลือกเป็นนักศึกษาทุน

โอกาสครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตหมดไปทันที แต่ช่วยคลายความกังวลสำคัญที่เคยรบกวนเขาอยู่ทุกเดือน นั่นคือเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนและการใช้ชีวิต

“พอได้ทุนนี้ ชีวิตผมดีขึ้นมาก ไม่ต้องคอยกังวลว่าที่บ้านจะมีค่าใช้จ่ายซัพพอร์ตไหม ในแต่ละเดือนจะหาค่ากินยังไง เพราะมันเป็นรายได้ที่คอนเฟิร์มแน่นอนทุกเดือน ทำให้เราวางแผนอนาคตได้ชัดเจนขึ้น”

เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนมากเท่าเดิม สันต์จึงมีโอกาสทุ่มเทเวลาให้กับการเรียน ฝึกฝนทักษะ และมองหาเส้นทางที่จะพาตัวเองไปได้ไกลกว่าเดิม

เงินออมเดือนละ 500 บาท กับโอกาสที่พาชีวิตไปไกลถึงจีน

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของสันต์ เริ่มต้นจากเงินออมเดือนละ 500 บาท

ระหว่างได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เขาต้องฝึกวินัยทางการเงินด้วยการฝากเงินสะสมเป็นประจำทุกเดือน เงินจำนวนนี้อาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้ในต่างประเทศ

เมื่อ กสศ. มีโครงการส่งนักศึกษาไปศึกษาและฝึกงานที่ประเทศจีน สันต์มีเงินออมที่เตรียมไว้ ประกอบกับการชักชวนจากเพื่อนร่วมรุ่น เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคยของตัวเอง

การเดินทางครั้งนั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้เพียงระบบวิศวกรรมและเทคโนโลยีในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังทำให้ค้นพบอีกหนึ่งทักษะที่อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบในการทำงาน นั่นคือภาษาจีน โดยเฉพาะคำศัพท์เทคนิคทางวิศวกรรม

สันต์เริ่มมองเห็นว่า หากสามารถสื่อสารภาษาจีนและเข้าใจการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคู่กันไปได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานกับบริษัทชั้นนำของจีน

“ผมมองการณ์ไกลว่า คนที่จบสายภาษาอาจไม่เข้าใจหน้างานช่าง และช่างทั่วไปอาจพูดภาษาจีนไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้ทั้งสองอย่าง เราจะกลายเป็นบุคลากรซึ่งเป็นที่ต้องการของโรงงานชั้นนำของจีนได้”

จากเงินออมที่สะสมไว้เดือนละ 500 บาท สันต์ได้เดินทางไปเรียนรู้เทคโนโลยี ฝึกฝนภาษา และมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในเส้นทางอาชีพที่ตัวเองเลือก

จากเด็กหลังห้อง สู่เวทีแข่งขันทักษะระดับนานาชาติ

สันต์ไม่ได้เป็นคนที่มุ่งมั่นกับการเรียนมาตั้งแต่ต้น เขาเคยเป็นเด็กหลังห้องที่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นตามวัย ก่อนจะค่อย ๆ ค้นพบว่าการเรียนในสิ่งที่สนใจและถนัด สามารถเปลี่ยนวิธีคิดและเส้นทางชีวิตของตัวเองได้

การเลือกเรียนสาขาเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ทำให้เขาได้ฝึกฝนทักษะที่หลากหลาย ทั้งเครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และการเขียนโปรแกรม ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม

ระหว่างเรียนระดับ ปวช. สันต์และเพื่อน ๆ พยายามพัฒนาโครงงานและส่งเข้าร่วมการแข่งขัน จนได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าประกวดโครงงานระบบ Automation ระดับนานาชาติ ที่มณฑลเทียนจิน ประเทศจีน ซึ่งมีทีมเข้าร่วมกว่า 150 ทีมจากหลายประเทศ

ผลงานที่พวกเขานำไปแข่งขันคือ ชุดจำลองระบบ Automation ของโรงงานอุตสาหกรรม ที่สามารถควบคุมกระบวนการทำงานตั้งแต่การใช้เซนเซอร์ตรวจจับและคัดแยกชิ้นงานประเภทโลหะและอโลหะ ไปจนถึงการสั่งงานแขนกลหุ่นยนต์ให้หยิบจับและจัดวางชิ้นงานในตำแหน่งที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ

ความพยายามครั้งนั้นทำให้ทีมของสันต์คว้ารางวัลเหรียญทองแดง พร้อมเงินรางวัลคนละ 70,000 บาท

นอกจากรางวัลที่ได้รับ การแข่งขันครั้งนี้ยังทำให้สันต์ได้เห็นว่าความรู้จากห้องเรียนสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาจริงได้ และทักษะที่เขากับเพื่อน ๆ ฝึกฝนมาตลอด สามารถนำไปแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติได้เช่นกัน

ประสบการณ์นี้ยิ่งทำให้สันต์มั่นใจว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเรียนเมคคาทรอนิกส์ เพราะเป็นสาขาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีทักษะหลายด้าน และสามารถนำไปต่อยอดการทำงานได้หลากหลาย

สำหรับเขา การเรียนสายอาชีพจึงไม่ใช่เพียงการเรียนเพื่อให้มีวุฒิการศึกษา แต่คือการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง

“การเรียนสายอาชีพคือการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ก่อนจะได้ลงมือทำงานจริง การเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดด้วยการลงมือปฏิบัติจริง จะช่วยให้วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้ทำงาน เราจะเริ่มต้นหน้างานได้ดี เรายิ่งทำได้ดีแค่ไหน ก็จะยิ่งประหยัดเวลาชีวิตไปได้หลายปี”

เมื่อทักษะที่สะสมมา กลายเป็นโอกาสในโลกการทำงาน

ปัจจุบันสันต์ทำงานในตำแหน่งวิศวกรจัดซื้อ และเป็นหัวหน้าส่วนงานที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท Haier Appliance Manufacturer

หน้าที่ของเขาไม่ได้มีเพียงการจัดซื้อชิ้นส่วนสำหรับการผลิต แต่ยังต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมประเมินราคา พิจารณาคุณสมบัติและคัดเลือกวัสดุ ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาหน้างานกับฝ่ายผลิต เพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทักษะด้านเครื่องกล ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และระบบอัตโนมัติที่เคยเรียนมา ถูกนำมาใช้ในการทำงานจริง ขณะที่ความรู้ภาษาจีนและศัพท์เทคนิคที่สะสมจากประสบการณ์ในต่างประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่เขานำมาใช้ในการทำงาน

จากวันที่ต้องคิดว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาเรียนต่อ วันที่เริ่มเก็บเงินเดือนละ 500 บาท วันที่ตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศ ไปจนถึงการฝึกฝนทำโครงงานกับเพื่อน สิ่งที่สันต์ได้เรียนรู้และลงมือทำในแต่ละช่วงชีวิต ล้วนมีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมให้เขาก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน

เส้นทางจากนักศึกษาสายอาชีพสู่วิศวกรและหัวหน้าส่วนงานในวันนี้ จึงสะท้อนทั้งโอกาสทางการศึกษาที่เขาได้รับ และความพยายามในการพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความฝันที่ยิ่งใหญ่ แค่รู้ว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร

เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากฝากถึงเด็กและเยาวชนที่กำลังมองหาเส้นทางของตัวเอง สันต์ให้ความสำคัญกับการรู้จักตัวเอง ค้นหาความสนใจและความถนัด แล้วเริ่มลงมือทำจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

เขามองว่าความพยายามและความมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่สามารถสร้างและฝึกฝนขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการเรียนรู้ ขณะที่การศึกษาก็มีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมให้คนคนหนึ่งสามารถประกอบอาชีพ วางแผนอนาคต และดูแลตัวเองกับครอบครัวได้

เมื่อมองย้อนกลับไป สันต์ยังคงเห็นความสำคัญของโอกาสทางการศึกษาที่ได้รับ ทั้งทุนที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน เงินออมที่กลายเป็นต้นทุนสำหรับการเดินทางไปประเทศจีน รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัวที่ช่วยให้เขาได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะอย่างเต็มที่

“ถ้าไม่มีทุนนี้ ผมคงเรียนได้ไม่เต็มที่และไม่มีโอกาสได้ไปจีน เพราะที่นั่นเขาห้ามทำงานระหว่างเรียน ถ้าไม่ได้เงินสนับสนุนที่ กสศ. ให้ฝากเงินสะสมทุกเดือน เดือนละ 500 บาทก้อนนี้ ชีวิตผมคงเปลี่ยนไปอีกแบบ”

นอกจากขอบคุณทุนการศึกษา และครอบครัวแล้ว สันต์ยังกล่าวขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยยอมแพ้ และพร้อมรับทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต

พร้อมฝากข้อความถึงคนที่กำลังเริ่มต้นสร้างอนาคตของตัวเองว่า

“ผมอยากให้ทุกคนมองเห็นภาพอนาคตของตัวเอง อยากให้หาว่าอะไรที่เราอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองในวันข้างหน้า เราจะได้รู้ว่าจะทำอะไรที่ช่วยให้ตัวเองเดินต่อไปได้”

จากเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะมีกำลังส่งให้เรียนต่อหรือไม่ วันนี้สันต์ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้ และมีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถที่สะสมมาตลอดหลายปีในการทำงานจริง

ระหว่างทาง เขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เดินทางไปต่างประเทศ ลงแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และก้าวเข้าสู่โลกการทำงานที่ครั้งหนึ่งอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว

เรื่องราวของสันต์ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องประสบความสำเร็จด้วยการเป็นวิศวกรหรือหัวหน้าส่วนงาน แต่ทำให้เห็นว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เรียนต่อ เขาอาจค้นพบความสามารถและเส้นทางชีวิตที่ตัวเองไม่เคยมองเห็นมาก่อน

และสำหรับสันต์ ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันที่เขาตัดสินใจลองสมัครทุนที่เคยคิดว่า “ดีเกินจริง” สำหรับเด็กคนหนึ่ง